นิทรรศการศิลปะกันยายน ภาพถ่าย และบทบาทใหม่ของแกลเลอรี่
นิทรรศการศิลปะกันยายน คือการรวมตัวของงานศิลปะในช่วงเดือนกันยายนที่นำเสนอผลงานหลากหลายแขนง ตั้งแต่ภาพถ่ายศิลปะ เซรามิก ไปจนถึงศิลปะสาธารณะในย่านเมืองเก่า โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้มองโลกใหม่ ผ่านสายตาศิลปินและเรื่องเล่าของชุมชน ที่สำคัญ นิทรรศการเหล่านี้ทำมากกว่าการจัดแสดงผลงาน เพราะกำลังทดลองบทบาทใหม่ของแกลเลอรี่ในฐานะสะพานเชื่อมผู้คน ธรรมชาติ และความทรงจำในเมืองเข้าด้วยกัน
กันยายนนี้จึงไม่ใช่เพียงเดือนแห่งงานศิลป์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ภาพถ่ายศิลปะ ดอกไม้ และเมืองเก่า เริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง ผ่านโครงการที่ตั้งใจออกแบบให้ทุกคนเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นคนรักนิทรรศการดอกไม้ คนสนใจแกลเลอรี่เชียงใหม่ หรือผู้ที่อยากเห็นว่างานศิลปะจะช่วยดูแลเมืองและหัวใจเราได้อย่างไร
Flower & Friend เมื่อดอกไม้เป็นภาษาของมิตรภาพและเวลา
หัวใจของนิทรรศการศิลปะกันยายนปีนี้คงหนีไม่พ้น Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” นิทรรศการที่นำดอกไม้มาเป็นตัวละครหลักในการเล่าเรื่องมิตรภาพและช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป งานนี้เกิดจากการพบกันของสองศิลปินหญิง ดร กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิก และจุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ช่างภาพและศิลปินสื่อผสม ที่ใช้ศิลปะเป็นภาษาหลักของชีวิต
ผลงานเซรามิกชุด Blooming through Play เมื่อดอกไม้ผลิบานผ่านการเล่น ใช้ดินสีและกระดาษสาขึ้นรูปเป็นกลีบดอกไม้ ก่อนเผาให้กลายเป็นรูปทรงที่เหมือนจะเปราะบางแต่กลับแฝงความแข็งแรง ในขณะที่ชุดภาพถ่าย The Day I Met the Flower เกิดจากการสังเกตดอกไม้ในสวนและชุมชน แล้วบันทึกด้วยแสงธรรมชาติ ก่อนวาดสีซ้อนทับลงบนภาพ กลายเป็นนิทรรศการดอกไม้ที่ผสานภาพถ่ายและจิตรกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
คำกล่าวหนึ่งที่น่าจดจำจากนิทรรศการนี้คือ “ผู้รักงานศิลปะ การถ่ายภาพ งานเซรามิก ตลอดจนผู้ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจ เข้าชมนิทรรศการ Flower & Friend เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” เพราะงานไม่ได้ตั้งใจเอาใจเฉพาะนักสะสม แต่ชวนทุกคนกลับมามองความสุขเล็กๆ ผ่านดอกไม้ที่ผลิบานในชีวิตประจำวัน

ภาพถ่ายศิลปะและเซรามิก เมื่อสองมุมมองมาพบกันในนิทรรศการเดียว
สิ่งที่ทำให้ Flower & Friend แตกต่างจากนิทรรศการดอกไม้ทั่วไป คือการให้ภาพถ่ายศิลปะและเซรามิกยืนเคียงกันอย่างเท่าเทียม นิทรรศการนี้เชื่อมดอกไม้ มิตรภาพ และกาลเวลา ผ่านสื่อสองชนิดที่ดูต่างแต่กลับสนทนากันได้อย่างลึกซึ้ง ด้านหนึ่งคือดินที่ถูกปั้น พับ ดัด และเผาจนกลายเป็นกลีบดอกไม้ อีกด้านคือภาพถ่ายที่เก็บแสง อารมณ์ และรายละเอียดของดอกไม้ไว้แบบใกล้ชิดที่สุด
เมื่อความอบอุ่นของแสงแดดในภาพถ่ายมาพบกับชั้นสีดินบนพื้นผิวเซรามิก นิทรรศการนี้จึงกลายเป็นสนามทดลองของคำว่า “ความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบ” ผู้ชมไม่ได้ถูกขอให้เชื่อว่าดอกไม้ต้องงดงามเสมอ แต่ถูกชวนให้มองเห็นร่องรอยของเวลา ความบอบบาง และการเติบโตในชีวิตของตัวเองผ่านผลงาน ช่วงเวลา 1–15 กันยายน บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ยิ่งตอกย้ำว่า นิทรรศการศิลปะกันยายนนี้ ต้องการให้ศิลปะเป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกคนจริงๆ

Chiang Mai City Gallery @ ช้างม่อย ศิลปะของทุกคนเพื่อเมืองของพวกเรา
จากห้างสรรพสินค้ามาสู่ย่านเมืองเก่า แกลเลอรี่เชียงใหม่กำลังถูกตีความใหม่ผ่านโครงการ Chiang Mai City Gallery @ ช้างม่อย ศิลปะของทุกคน เพื่อเมืองของพวกเรา ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 กันยายน โครงการนี้ใช้ศิลปะสาธารณะหรือ Public Art เป็นเครื่องมือปลุกย่านเก่าให้กลับมามีชีวิต เชื่อมอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมเป้าหมายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความปลอดภัยของย่านในระยะยาว
ในงานมีทั้งนิทรรศการภาพถ่ายย้อนรอย ช้างม่อยในอดีต นิทรรศการศิลปะแบบมีส่วนร่วมบนแนวกำแพง ร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน และเวทีเสวนาที่ชวนทุกฝ่ายมาร่วมออกแบบอนาคตเมืองจากฐานชุมชน ภาพถ่ายศิลปะในที่นี้จึงไม่ได้อยู่แค่ในกรอบและกำแพงสีขาว แต่ไปปรากฏบนผนัง เมือง และความทรงจำของคนในย่าน ความคิดที่ว่า “ศิลปะของทุกคน เพื่อเมืองของพวกเรา” จึงไม่ใช่คำขวัญสวยหรู แต่เป็นคำเชิญให้คนในเมืองออกมามีส่วนร่วมกับพื้นที่ของตัวเอง
กันยายน เดือนที่ศิลปะ ดอกไม้ และเมืองเก่าเรียนรู้กันและกัน
เมื่อมองภาพรวม นิทรรศการศิลปะกันยายนปีนี้กำลังเล่าเรื่องเดียวกันผ่านรูปแบบต่างกัน ฝั่งหนึ่งคือ Flower & Friend ที่ใช้ภาพถ่ายศิลปะและเซรามิกเล่าดอกไม้ มิตรภาพ และการเติบโตของชีวิต อีกฝั่งคือ Chiang Mai City Gallery @ ช้างม่อย ที่ใช้ภาพถ่ายและศิลปะสาธารณะฟื้นความทรงจำของเมืองและเปิดบทสนทนาใหม่ระหว่างคนกับย่านของตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสองพื้นที่ต่างเปิดประตูให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นผู้รักงานศิลปะ การถ่ายภาพ งานเซรามิก หรือคนที่ต้องการแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน กันยายนจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีในการลองเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ ไม่ว่าจะในห้างหรือในย่านเมืองเก่า แล้วปล่อยให้ดอกไม้ ภาพถ่าย และผู้คนในงาน ค่อยๆ ช่วยเราเรียนรู้ว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่ไกลตัว และอาจเป็นภาษาที่ใจเราพูดได้ชัดเจนกว่าที่คิด






