ภาพใหญ่ครึ่งปีแรก บริษัทไทยกำไรก้าวกระโดดเพราะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้
ภาพรวมการเติบโตของบริษัทไทย H1 2025 หมายถึงผลประกอบการครึ่งปีแรกที่สะท้อนว่าธุรกิจหลักตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ไปจนถึงโทรคมนาคมสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นและกำไรสุทธิพุ่งจากการปรับโครงสร้างพอร์ต ต่อยอดสินทรัพย์เดิม และรับเทรนด์ใหม่อย่างดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์และพลังงานสะอาด ทำให้โมเดลรายได้ประจำมีสัดส่วนมากขึ้นและฐานะการเงินมั่นคงขึ้นในภาพรวมของตลาดทุนไทย จุดร่วมของบริษัทที่รายงานผลฟอร์มสวยในครึ่งปีแรกคือความกล้าที่จะออกจากสูตรเดิม ไม่พึ่งแค่ยอดขายครั้งเดียว แต่หันมาสร้างกระแสรายได้ประจำผ่านค่าเช่า คลังสินค้า โครงการโครงสร้างพื้นฐาน และบริการให้คำปรึกษา ส่งสัญญาณชัดว่าตลาดทุนกำลังให้รางวัลกับโมเดลธุรกิจที่มีรายได้ยาวและรับเมกะเทรนด์มากกว่าการเติบโตแบบฉาบฉวย
| บริษัท | ลักษณะการเติบโต | แรงขับเคลื่อนสำคัญ |
|---|---|---|
| พฤกษา โฮลดิ้ง | รายได้และกำไรโตสองหลัก | รายได้ประจำจากค่าเช่าและคลังสินค้า |
| อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ | รายได้เพิ่มขึ้นและกำไรสุทธิพุ่ง | ขยายสาขา ปรับกลยุทธ์หน้าร้านและออนไลน์ |
| อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น | รายได้โตตามดีมานด์สายสัญญาณ | เมกะเทรนด์ AI Cloud Data Center |
| อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป | รายได้บริการและกำไรเติบโตต่อเนื่อง | Backlog สูง และแผนพลังงานสะอาด |
พฤกษา พลิกจากขายบ้านสู่โครงสร้างรายได้ประจำเต็มตัว
กรณีของพฤกษา โฮลดิ้ง คือภาพชัดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังขยับจากการขายครั้งเดียวไปสู่การสร้างกระแสเงินสดยาว ทำรายได้รวมครึ่งปีแรก 7,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 197 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 120% สะท้อนการบริหารพอร์ตและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพควบคู่การ Reshape Portfolio เพื่อเพิ่มรายได้ประจำจากสินทรัพย์ในมือ บริษัทไม่หยุดอยู่แค่โครงการที่อยู่อาศัย แต่ต่อยอดไปสู่ OMEGA Smart Warehouse ที่บางนา ซึ่งออกแบบรองรับระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ มีพื้นที่รวมราว 217,000 ตารางเมตร จำนวน 3 อาคาร และมีแผนเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 ภายใต้โมเดลที่มีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ สัญญาบริการยาว 20 ปี ช่วยให้กระแสเงินสดมีความแน่นอนมากขึ้นในระยะยาว อีกด้านคือธุรกิจ iPlern Branded Apartment ที่ตั้งเป้าพัฒนารวม 60 อาคาร 4,300 ห้อง ใน 6 ทำเลยุทธศาสตร์ ปัจจุบันเปิดแล้ว 6 อาคารมีผู้เช่าเต็ม 100% และเตรียมเปิดเพิ่มอีก 34 อาคารในครึ่งปีหลังและอีก 20 อาคารในปี 2570 โมเดลนี้ตั้งเป้า Net Yield ราว 7–8% จากการบริหารพอร์ตขนาดใหญ่ สะท้อนมุมมองใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่เน้นรายได้ค่าเช่าต่อเนื่องมากกว่ากำไรครั้งเดียวจากการขาย

ILM กำไรพุ่งกลางการแข่งขันเดือด เพราะกล้าปรับรูปแบบค้าปลีก
ในฝั่งค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ แสดงให้เห็นว่าร้านค้าปลีกยังเติบโตได้หากกล้าปรับเกมการขายและประสบการณ์ลูกค้า ผลไตรมาส 2 รายได้รวม 2,607.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 212.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.1% ดันรายได้ครึ่งปีแรกเป็น 5,083.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% ขณะที่กำไรครึ่งปีแรกอยู่ที่ 398.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิไตรมาส 2 ขยับเป็น 8.2% และคณะกรรมการเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.25 บาท สิ่งที่น่าสนใจคือบริษัทไม่รอให้เศรษฐกิจฟื้นแล้วค่อยลงมือ แต่เดินหน้าขยายสาขา ย้ายทำเลให้ตอบโจทย์ลูกค้า และกลับมาเปิดบริการเต็มรูปแบบสาขาหาดใหญ่ควบคู่การปรับกลยุทธ์หน้าร้านและออนไลน์ การเพิ่มยอดขายงานโครงการ และการปรับปรุงใหญ่พื้นที่ค้าปลีกเพื่อยกระดับประสบการณ์ ทำให้ ILM รักษาการเติบโตแม้ต้องเจอการแข่งขันจากอีคอมเมิร์ซต่างประเทศและต้นทุนขนส่ง วัตถุดิบ และดำเนินงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การตัดสินใจจ่ายปันผลระหว่างกาลจึงมองได้ว่าเป็นสัญญาณความมั่นใจต่อกระแสเงินสดและการเติบโตต่อเนื่องของบริษัท
ILINK และ IND เกาะเมกะเทรนด์โครงสร้างพื้นฐาน ดันรายได้อนาคตหนาแน่น
ด้านธุรกิจโทรคมและวิศวกรรมโครงการ ILINK และ IND กำลังกลายเป็นตัวแทนของคลื่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ILINK ฉายภาพครึ่งปีหลังว่าจะเติบโตแกร่งจากเมกะเทรนด์ AI Cloud และ Data Center ที่หนุนดีมานด์สายสัญญาณและอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้ 761.94 ล้านบาท กำไรงวด 61.94 ล้านบาท และรายได้สะสม 1,734.94 ล้านบาท ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณยังเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่ธุรกิจวิศวกรรมโครงการเดินหน้าสะสม Backlog ผ่านดีลสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะสมุยของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมูลค่ากว่า 1,813 ล้านบาท ซึ่งลงนามวันที่ 6 กรกฎาคม และจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป IND ในฐานะบริษัทวิศวกรรมโครงการก็เลือกเกาะกระแสโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ผลครึ่งปีแรกมีรายได้จากการให้บริการ 413.31 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13.33 ล้านบาท โดยมี Backlog กว่า 1,900 ล้านบาทรอทยอยรับรู้รายได้ในครึ่งปีหลัง บริษัทเน้นบริหารต้นทุนอย่างรัดกุมผ่านงบสำรองเผื่อฉุกเฉินในทุกโครงการ และลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมขยายไปสู่บริการออกแบบและให้คำปรึกษาเพื่อขอใบรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED รวมถึงศึกษาการลงทุนธุรกิจพลังงานสะอาดในฐานะ New S Curve เพื่อเสริมฐานรายได้ระยะยาว
มองไปข้างหน้า นักลงทุนควรโฟกัสหุ้นที่สร้างรายได้ประจำและเกาะเทรนด์ใหญ่
เมื่อมองภาพรวม บริษัทไทย H1 2025 ที่รายได้เพิ่มขึ้นและกำไรสุทธิพุ่ง ล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือการไม่ยึดติดกับโครงสร้างรายได้แบบเดิม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แสดงให้เห็นว่าการต่อยอดแลนด์แบงก์สู่คลังสินค้าอัจฉริยะและอพาร์ตเมนต์ให้เช่าขนาดใหญ่สามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนระยะยาวให้กลายเป็นกระแสเงินสดต่อเนื่อง ขณะที่ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์พิสูจน์ว่าการผสมผสานหน้าร้านและออนไลน์ด้วยประสบการณ์ที่ออกแบบดี ทำให้ธุรกิจยังเติบโตแม้การแข่งขันดุเดือด ฝั่งโทรคมและวิศวกรรมโครงการก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทที่เข้าไปยืนในห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดจะมี Backlog หนาและโอกาสเติบโตยาว สำหรับนักลงทุน การมองหาบริษัทที่มีรายได้ประจำชัดเจน อยู่ในเทรนด์ AI Cloud Data Center หรือพลังงานสะอาด และบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับยุคนี้มากกว่าการลุ้นกำไรระยะสั้นจากวัฏจักรเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว


