จาก The Testaments สู่อีก 5 ซีรีส์ดิสโทเปียว่าด้วยอำนาจ การควบคุม และการต่อต้าน

จาก The Testaments สู่อีก 5 ซีรีส์ดิสโทเปียว่าด้วยอำนาจ การควบคุม และการต่อต้าน
ความสนใจ|ดูซีรีส์

หลัง The Testaments: ทำไมเราถึงยังเสพโลกมืดของซีรีส์ดิสโทเปียไม่พอ

ซีรีส์ดิสโทเปียคือเรื่องแต่งที่ใช้โลกอนาคตอันบิดเบี้ยวหรือสังคมกดขี่เป็นฉากหลัง เพื่อสำรวจการใช้อำนาจ การควบคุม และการต่อต้านของมนุษย์ผ่านโครงสร้างรัฐ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่สุดโต่งกว่าความเป็นจริง แต่สะท้อนปัญหาที่เราพบในชีวิตประจำวันอย่างเจ็บแสบ.

The Testaments บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของซีรีส์ดิสโทเปียที่บีบหัวใจ เพราะพาเราไปอยู่ใน Gilead โลกที่สิทธิเหนือร่างกายของผู้หญิงไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป และถูกหล่อหลอมให้เป็นเพียงเครื่องมือผลิตทายาทของรัฐ สตรีมครบ 7 ตอน พากย์ไทยแล้ว ทำให้คนดูวงกว้างเข้าถึงประเด็นหนักๆ เรื่องร่างกายและอำนาจได้ง่ายขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้ถูกอธิบายว่าไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น “จดหมายเหตุ” ว่าด้วยความไม่เท่าเทียมทางเพศและความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่แฟน The Handmaid’s Tale และผู้ชมทั่วไปควรดูให้จบอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต.

เมื่อจบ The Testaments หลายคนมักมีคำถามต่อว่า ถ้าโลกแบบ Gilead เป็นไปได้ โลกแบบไหนที่อาจรอเราอยู่ข้างหน้า? นั่นคือจุดที่ซีรีส์ไซไฟและซีรีส์ดราม่าแนวดิสโทเปียเรื่องอื่นๆ เข้ามาต่อยอด ทำให้เราไม่เพียงดูเพื่อหนีความจริง แต่ดูเพื่ออ่านความจริงให้ทะลุโครงสร้างมากขึ้นไปอีก ผ่านสตรีมมิ่งซีรีส์บนหลายแพลตฟอร์มที่กำลังแข่งกันผลิตเรื่องเล่ามืดๆ ชวนคิดแบบนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง.

1. The Testaments – เมื่อร่างกายกลายเป็นทรัพย์สินของรัฐ

ถ้า The Handmaid’s Tale ทำให้เรารู้จัก Gilead ในฐานะนรกบนดิน The Testaments คือการซูมเข้าไปในกลไกการผลิต “กุลสตรีที่เชื่อง” อย่างละเอียดกว่าเดิม ซีรีส์พาเราเข้าโรงเรียนเตรียมภรรยาชั้นสูงที่ภายนอกดูหรูหรา แต่แท้จริงคือค่ายปรับทัศนคติให้เด็กผู้หญิงลืมความเป็นเจ้าของตัวเอง เหลือเพียงบทบาทภรรยาและแม่ที่รัฐกำหนดให้.

เส้นเรื่องของ Agnes เด็กที่เติบโตใน Gilead ถูกปลูกฝังว่าเป้าหมายชีวิตคือการเย็บปักถักร้อยและการเป็นภรรยาเพื่อผลิตทายาท ตัดสลับกับ Daisy เด็กสาวจากโลกภายนอกที่ต้องสวมบทสปายเข้าไปล้มระบอบนี้ ร่วมกับกลุ่ม May Day กลายเป็นโทน Spy Thriller ที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกแห่งศรัทธาและคำสอนทางศาสนา.

พลังของซีรีส์อยู่ตรงที่การพาเราดูการ “ตื่นรู้” ของสองตัวละครหญิงมากกว่าการบรรลุนิติภาวะปกติ แต่คือการทวงคืนอัตลักษณ์และสิทธิในร่างกายที่ถูกยึดไป ใครที่อินกับธีมการต่อต้านอำนาจชายเป็นใหญ่และอยากหาซีรีส์ดิสโทเปียไว้ดูต่อเนื่อง นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการไล่ดูซีรีส์ที่คล้ายกันบนแพลตฟอร์มอื่น.

2. Black Mirror – ดิสโทเปียของเทคโนโลยีที่ใกล้ตัวเกินคาด

ถ้า The Testaments แสดงให้เห็นว่ารัฐใช้ร่างกายผู้หญิงเป็นเครื่องมือควบคุม Black Mirror ก็ถามกลับว่า เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นมือขวาของอำนาจ ใครกันแน่ที่ควบคุมใคร ซีรีส์ไซไฟเรื่องนี้ออกอากาศครั้งแรกในปี 2011 และในเวลา 15 ปีต่อมา โลกจริงก็เร่งสปีดวิ่งแข่งกับภาพอนาคตสุดหลอนที่ซีรีส์เคยจินตนาการไว้.

ทุกตอนของ Black Mirror คือดิสโทเปียรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโลกที่คะแนนโซเชียลมีเดียชี้ชะตาชีวิต หรือการใช้ AI จำลองคนตายกลับมาอยู่กับเรา เมื่อรวมกับความจริงที่ว่าปัจจุบันโมเดลภาษาเริ่มเลียนแบบมนุษย์ได้ใกล้เคียงขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกว่า “นี่มันเหมือนตอนหนึ่งของ Black Mirror เลย” จึงดังขึ้นในหัวผู้ชมบ่อยกว่าที่คิด.

ข้อดีคือผู้ชมสามารถดูตอนใดก่อนก็ได้ แต่ละตอนจบในตัว เหมาะกับคนที่อยากดูซีรีส์ที่คล้าย The Testaments ในแง่การตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคมและอำนาจ เพียงแต่เปลี่ยนจากศาสนาและรัฐชายเป็นใหญ่ ไปเป็นการเสพติดเทคโนโลยีพ่วงทุนเสรีนิยมสุดโต่ง ซีรีส์นี้มีถึงเจ็ดซีซันแล้ว และกำลังมีซีซันแปดอยู่ในขั้นตอนสร้าง เรียกว่าสายบิงจ์มีอะไรให้ไล่ดูอีกยาว.

3. Silo – ความลับในบังเกอร์ใต้ดินและชนชั้นที่ถูกสร้างขึ้นมา

ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากรัฐศาสนาไปสู่โลกหลังหายนะ Silo คือคำตอบที่คมไม่แพ้กัน ซีรีส์ไซไฟเรื่องนี้สร้างจากหนังสือของ Hugh Howey เล่าเรื่อง Silo 18 บังเกอร์ขนาดมหึมาใต้ดินที่เป็นที่อยู่ของส่วนหนึ่งของมนุษยชาติที่เหลือรอดหลังเหตุหายนะระดับโลก ที่นี่ยังเป็นสังคมแบบปิดที่แบ่งระดับชั้นตามแต่ละชั้นของสิ่งปลูกสร้าง คล้ายสังคมชนชั้นแนวตั้ง.

เสน่ห์ของ Silo คือความเป็นไส้กรอกปริศนา ทุกตอนเหมือนค่อยๆ ดึงผ้าม่านที่บังความจริงออกทีละนิดให้ทั้งตัวละครและผู้ชมเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสังคมนี้ถูกโกหกเรื่องอะไรบ้าง เมื่อเฉลยแต่ละชั้นของความลับก็ยิ่งทำให้เราตั้งคำถามกับทุกคำอธิบายจากผู้มีอำนาจ ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความสงบ และ “ประโยชน์ส่วนรวม”.

หัวใจของ Silo เหมือนกับโลกของ The Testaments ตรงที่โครงสร้างอำนาจพยายามแลกเสรีภาพของประชาชนกับภาพลวงตาของความมั่นคง แต่ในที่สุดมนุษย์จะยอมรับการควบคุมได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเรียกร้องเสรีภาพและความจริงเสมอ ใครชอบซีรีส์ดราม่ามีปริศนา มีฐานแฟนไซไฟเข้มๆ ต้องลอง.

4. จาก Gilead สู่โลกไซไฟ: ทำไมเราควรตามหาดิสโทเปียบนหลายแพลตฟอร์ม

เมื่อดูครบทั้ง The Testaments, Black Mirror และ Silo แล้ว จะเห็นลวดลายร่วมกันอย่างชัดเจน: ทุกเรื่องเตือนเราว่าอำนาจโครงสร้างสามารถแทรกซึมในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่กฎหมาย ศาสนา ไปจนถึงเทคโนโลยีและข้อมูลส่วนตัว และทุกเรื่องก็ยืนยันเหมือนกันว่า มนุษย์อาจยอมแลกความสบายหรือความปลอดภัยกับการถูกควบคุมชั่วคราว แต่ท้ายที่สุดจะเรียกร้องเสรีภาพและความจริงกลับคืนมาเสมอ.

โลกของสตรีมมิ่งซีรีส์ในตอนนี้เอื้อให้เราตามไลน์ธีมนี้ต่อได้แบบบิงจ์ไม่รู้จบ The Testaments มาจากแพลตฟอร์มหนึ่ง ขณะที่ Love, Death & Robots ซึ่งเป็นอนิเมชันรวมตอนสั้นไซไฟสุดจัดจ้าน ก็สตรีมอยู่บนอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง ส่วนภาพยนตร์อย่าง Snowpiercer ที่ว่าด้วยสังคมชนชั้นบนขบวนรถไฟในโลกน้ำแข็งนั้น มีให้ดูได้หลายบริการสตรีมมิ่งรวมถึงแพลตฟอร์มให้เช่าภาพยนตร์ออนไลน์.

มองในมุมคนดู การกระจายตัวบนหลายแพลตฟอร์มอาจยุ่งยาก แต่ในเชิงเนื้อหากลับทำให้เราได้เห็นมุมมองดิสโทเปียที่หลากหลายกว่าครั้งไหนๆ จากโลกที่ผู้หญิงไร้เสียง ไปจนถึงโลกที่เทคโนโลยุครองทุกอย่าง ใครกำลังมองหาซีรีส์ที่คล้าย The Testaments ไว้ไล่ดูต่อ การออกเดินทางสำรวจสตรีมมิ่งซีรีส์หลายเจ้าอาจเป็นการลงทุนด้านเวลา ที่ได้ผลตอบแทนเป็นการตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกจริงของเราทุกครั้งที่เครดิตขึ้น.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!