ชวนคนไทย ดูหนังไทย คืออะไร และทำไมต้องพูดถึงตอนนี้
แคมเปญชวนคนไทย ดูหนังไทย คือโครงการประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ที่มุ่งเชื่อมงานภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และคอนเทนต์จากผู้ผลิตไทยให้เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ผู้ผลิต สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ ขยายฐานผู้ชม และเสริมความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในระยะยาว โดยเน้นให้คนดูหันกลับมามองคอนเทนต์ในบ้านมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันรอบด้านจากแพลตฟอร์มและผลงานต่างประเทศ
หัวใจของข่าวนี้คือการที่มูลนิธิจำนง รังสิกุลจับมือกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เปิดตัวแคมเปญชวนคนไทย ดูหนังไทย เพื่อส่งเสริมการรับชมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยทั่วประเทศ มุ่งสร้างการรับรู้ ขยายฐานผู้ชม และเพิ่มโอกาสให้ผลงานไทยเข้าถึงคนดูในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตและบุคลากรให้เติบโตอย่างยั่งยืน การแถลงข่าวเปิดตัวจัดขึ้นวันที่ 9 กันยายน เวลา 14.00–15.00 น ณ Plaza Club Siam Glowfish ชั้น 11 อาคารสยามปทุมวันเฮ้าส์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าภาควัฒนธรรมไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ลงสนามแข่งขันบนจอทีวีและแพลตฟอร์มคอนเทนต์อย่างเต็มตัว

กลยุทธ์ภาครัฐ–อุตสาหกรรม จากห้องประชุมสู่จอทีวีและซีรีส์ท้องถิ่น
หากจะมองแคมเปญคอนเทนต์ไทยนี้เป็นแค่การโปรโมตสั้นๆ ก็อาจมองข้ามแกนยุทธศาสตร์สำคัญไป เพราะโครงการนี้ออกแบบให้ภาครัฐจับมืออุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ มูลนิธิจำนง รังสิกุลและกรมส่งเสริมวัฒนธรรมประกาศชัดว่าต้องการเชื่อมโยงคอนเทนต์ไทยกับผู้ชมไทยผ่านช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย ตั้งแต่สื่อโทรทัศน์ ผู้ประกอบการภาพยนตร์ ไปจนถึงผู้ผลิตซีรีส์วายและผู้เล่นในแพลตฟอร์มออนไลน์ สิ่งนี้แปลว่าซีรีส์ไทยทีวีและคอนเทนต์ท้องถิ่นจะไม่ถูกทิ้งอยู่แค่โลกออนไลน์ แต่มีช่องทางเคลื่อนตัวขึ้นจอหลักมากขึ้น
การจัดเสวนา Partners Talk ทำให้ไทยเห็น และ Industry Talk ทำให้ไทยดู ไม่ใช่เพียงเวทีพูดสวย แต่คือการดึงคนทำงานตัวจริงทั้งสื่อโฆษณานอกบ้าน OOH สื่อออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ผู้จัดซีรีส์วาย และค่ายหนังแนวหน้ามาอยู่ในห้องเดียวกัน แก่นของกลยุทธ์นี้คือการยอมรับว่าคอนเทนต์คุณภาพจำนวนมากสะดุดเพราะขาดการสื่อสารไปถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ เมื่อเปลี่ยนแรงกระจายข่าวให้เป็นภาคีเครือข่าย รูปแบบส่งเสริมหนังไทยจึงขยับจากการขอให้คนดู ไปสู่การออกแบบเส้นทางให้คนดูพบคอนเทนต์เอง

ดาราไทยแคมเปญ อินฟลูเอนเซอร์ และพลังไวรัลในยุคสงครามสายตา
ยุคนี้แค่ปล่อยตัวอย่างหนังหรือซีรีส์ไม่เพียงพออีกต่อไป การดึงตัวท็อปวงการและอินฟลูเอนเซอร์ดังเข้ามาในแคมเปญชวนคนไทย ดูหนังไทยจึงคือการยอมรับความจริงว่าอำนาจการเลือกชมอยู่ในมือคนดู และคนดูส่วนใหญ่ฟังเสียงจากคนที่เขาติดตามในโซเชียลก่อน แคมเปญนี้ประกาศชัดว่าต้องการให้เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ช่วยปั้นคอนเทนต์ให้เตะตาและกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ และใช้สื่อ OOH มาช่วยเสริมให้กระแสไม่หยุดอยู่แค่หน้าฟีด
สิ่งที่น่าสนใจคือโฟกัสของแคมเปญไม่ได้อยู่ที่การปั้นดาราเพิ่ม แต่ใช้ดาราไทยแคมเปญเป็นสะพานเชื่อมผู้ชมเข้าสู่เรื่องเล่าหลากหลาย ทั้งซีรีส์รักข้ามชั้นสังคม ดราม่าครอบครัว ไปจนถึงซีรีส์วายและยูริที่กำลังมาแรง การให้คนดังมาร่วมเล่าและแชร์ประสบการณ์การดูคอนเทนต์ไทย คือการส่งสัญญาณว่าคอนเทนต์ไทยไม่ได้มีไว้เพื่อผู้ชมกลุ่มเฉพาะ แต่เป็นของทุกคนในวงกว้าง เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ยอดวิว แต่คือการสร้างความคุ้นชินใหม่ ว่าเมื่ออยากดูอะไรสนุกและมีคุณภาพ ควรมองหางานจากอุตสาหกรรมบันเทิงไทยก่อน

ซีรีส์ไทยทีวีและงานท้องถิ่น ศักยภาพที่ต้องการเวที ไม่ใช่แค่คำชม
แม้แหล่งข่าวจะระบุว่าคอนเทนต์ไทยมีผลงานที่ได้รับความสนใจและการยอมรับในระดับนานาชาติอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของซีรีส์ไทยทีวีในปัจจุบันกลับชี้ให้เห็นจุดเปราะบางใหญ่ นั่นคือคอนเทนต์จำนวนมากยังติดอยู่ในวงจำกัดเพราะขาดเวทีและการโปรโมตอย่างต่อเนื่อง ซีรีส์รักข้ามชั้นสังคม ดราม่าครอบครัว หรือซีรีส์ท้องถิ่นที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตเฉพาะถิ่น ล้วนมีศักยภาพสร้างการพูดถึง หากได้ออกอากาศในช่วงเวลาที่คนดูเข้าถึง และมีแคมเปญสนับสนุนคอนเทนต์ไทยช่วยเสริมกระแส
แคมเปญคอนเทนต์ไทยชุดนี้จึงควรถูกมองเป็นการทดลองสร้างระบบนิเวศใหม่ ไม่ใช่แค่โปรโมตครั้งเดียวแล้วจบ หากภาคีเครือข่ายยังคงร่วมมือกันต่อเนื่อง สถานีโทรทัศน์เปิดพื้นที่ให้คอนเทนต์ท้องถิ่นและซีรีส์หน้าใหม่มากขึ้น ผู้ผลิตกล้าลองเล่าเรื่องที่สะท้อนความหลากหลายของสังคม และคนดูตอบรับด้วยการให้โอกาสงานไทยเพิ่มอีกสักเรื่องหนึ่งต่อสัปดาห์ เราอาจได้เห็นคลื่นลูกใหม่ของซีรีส์และภาพยนตร์ที่ไม่เพียงแข่งขันกับต่างประเทศได้ แต่ยังสร้างมาตรฐานเล่าเรื่องแบบของเราเอง

ข้อคิดส่งท้าย แคมเปญดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมการดู
จุดแข็งของแคมเปญชวนคนไทย ดูหนังไทย คือการกล้าประกาศว่าคอนเทนต์ไทยต้องการทั้งการสนับสนุนด้านนโยบายและความร่วมมือจากภาคเอกชนและคนดู แต่หากต้องการผลระยะยาว แคมเปญจำเป็นต้องต่อยอดสู่การสร้างวัฒนธรรมดูคอนเทนต์ไทยให้เป็นเรื่องปกติ เหมือนการรอชมซีรีส์ตอนใหม่หรือรายการโปรดในทุกสัปดาห์ การดันอุตสาหกรรมบันเทิงไทยจึงไม่ใช่หน้าที่ของรัฐหรือค่ายใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงคนดูที่เลือกหยิบงานไทยขึ้นมาลอง ก่อนจะเลื่อนผ่านไปหาคอนเทนต์จากที่อื่น
ในมุมมองเชิงนโยบาย แคมเปญนี้คือสัญญาณบอกว่าภาครัฐเริ่มมองคอนเทนต์เป็นโครงสร้างวัฒนธรรมที่ต้องลงทุนด้านความคิด ไม่ใช่แค่กิจกรรมบันเทิงชั่วคราว หากกลไกภาครัฐยังคงเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตที่หลากหลาย ภาคเอกชนพร้อมลงทุนต่อเนื่อง และดารากับอินฟลูเอนเซอร์ยังสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ แคมเปญคอนเทนต์ไทยนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้คำว่า คนไทยได้เห็น คนไทยได้ดู และคอนเทนต์ไทยเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่สโลแกนในงานแถลงข่าวแต่เป็นความจริงในชีวิตประจำวัน







