กินเจปีนี้ แพงกว่าศรัทธา แต่เม็ดเงินยังสะพัด
วิกฤตราคาผักเทศกาลกินเจ คือสถานการณ์ที่ราคาผักสดและวัตถุดิบอาหารเจเพิ่มขึ้นรุนแรงจากปัญหาน้ำท่วมและต้นทุนการขนส่ง ส่งผลให้ร้านอาหารเจและแม่ค้าต้องแบกต้นทุนสูงขึ้น ผู้บริโภคซึ่งตั้งใจถือศีลกินเจต้องชั่งใจระหว่างศรัทธาและค่าใช้จ่าย ทำให้จำนวนผู้กินเจลดลง ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายรวมยังเพิ่มขึ้นเพราะราคาสินค้าขยับสูงขึ้น หากมองแบบตรงไปตรงมา เทศกาลกินเจปีนี้สะท้อนว่าค่าครองชีพกำลังกัดกินศรัทธา คนตั้งใจกินเจเหลือเพียง 32% ต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่เงินสะพัดกลับคาดว่าจะแตะ 46,913 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี ตัวเลขสองชุดนี้บอกชัดว่า เรากำลังกินเจในโลกที่ผักแพงกว่าความเชื่อ แต่ระบบเศรษฐกิจยังขยับเพราะราคาสินค้าพุ่งไม่ใช่เพราะคนกินมากขึ้น

น้ำท่วมกระทบต้นทุนอาหารอย่างไร จนผักโหระพาแตะ 200 บาทต่อกิโล
เมื่อดูให้ลึก น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้แค่ทำให้ถนนขาด แต่ทำให้จานผัดผักของคนกินเจแพงขึ้นแบบผิดปกติ น้ำท่วมพื้นที่เกษตรในภาคกลางและภาคตะวันตกทำให้แหล่งปลูกผักสำคัญเสียหาย ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงทันที น้ำท่วมกระทบต้นทุนอาหารตั้งแต่หน้าสวนจนถึงหน้าร้าน ในตลาดสดหลายแห่ง ผักสดหลายชนิดปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 10-20 บาทต่อกิโลกรัม เช่นที่นครสวรรค์และพิจิตร ขณะที่บางชนิดราคาพุ่งแบบช็อก เช่นคะน้าจากก่อนเทศกาลราว 35 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นไปแตะ 200 บาทต่อกิโลกรัม และโหระพาจาก 20–25 บาทต่อกิโลกรัม ทะลุ 200 บาทต่อกิโลกรัมเช่นกัน พร้อมกับกรณีผักกวางตุ้งที่แม่ค้ารายงานว่าราคาบางล็อตแพงขึ้นเกือบ 10 เท่า เมื่อต้นทุนดิบขยับแรงขนาดนี้ ไม่มีทางที่ราคาจานอาหารเจปลายทางจะนิ่งอยู่ได้

ห่วงโซ่อุปทานสะดุด: จากแปลงผักถึงตึกแถวร้านอาหารเจ
วิกฤตวัตถุดิบเจในปีนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบางเกินไป เมื่อถนนถูกน้ำท่วม รถส่งผักวิ่งอ้อม เสียเวลา ค่าน้ำมันสูงขึ้น ผักเน่าเสียระหว่างทาง ทำให้ปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาดยิ่งน้อยลง ราคายิ่งพุ่ง แม่ค้าหลายรายบอกตรงกันว่าปีนี้ผักสดแพงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะทั้งอุทกภัยและต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นและใช้เวลานานกว่าเดิม ปลายทางคือร้านอาหารเจที่อยู่ในตึกแถว ค่าเช่าก็สูง ต้นทุนวัตถุดิบก็พุ่ง กลายเป็นร้านอาหารเจแบกต้นทุนสองชั้นโดยแทบไม่มีพื้นที่ให้ขึ้นราคามากนัก ร้านจำนวนหนึ่งจึงตัดบางเมนูที่ใช้ผักแพง เช่นเมนูที่ใช้คะน้าและโหระพา เพื่อประคองราคาขายเดิมให้ลูกค้ารับได้ นี่คือสัญญาณว่าระบบอาหารเจของเราพึ่งพาผักสดไม่กี่ชนิดมากเกินไป เมื่อชนิดหลักเสียหายทั้งระบบจึงสั่นทันที

ผู้บริโภคปรับตัวอย่างไรท่ามกลางราคาผักเทศกาลกินเจที่พุ่งไม่หยุด
ด้านผู้บริโภค ภาพที่เห็นชัดคือ การกินเจเปลี่ยนจากถือครบทุกมื้อเป็นการเลือกกินบางมื้อหรือบางวัน เพราะต้องจัดการกระเป๋าสตางค์ไปพร้อมกับศรัทธา หลายคนลดวันกินเจเหลือเพียง 2–3 วัน แม้ยังอยากทำบุญและดูแลสุขภาพ แต่ยอมรับว่าราคาอาหารเจแพงเกินจะกินต่อเนื่องทุกวันได้ ผลสำรวจพบว่าผู้ตั้งใจกินเจเหลือเพียง 32% ต่ำสุดในรอบ 11 ปี สาเหตุสำคัญคือเศรษฐกิจไม่ดีและอาหารเจแพง ด้านผู้ขายรายย่อยก็ไม่ต่างกัน ต้นทุนวัตถุดิบขยับทุกวัน แม่ค้าบางรายในตลาดพื้นบ้านสะท้อนว่า ราคาผักสูงขึ้นวันละ 2–4 บาท แถมปริมาณลดลง กำหนึ่งเหลือแค่ไม่กี่เส้น เมื่อทั้งคนขายและคนกินต้องระวังใช้จ่าย เทศกาลกินเจจึงคึกคักแต่ไม่หวือหวา กลายเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องคำนวณแทบทุกมื้อว่า เมนูไหนยังคุ้มค่าพอจะสั่งและขายต่อได้

เงินสะพัด 4.6 หมื่นล้าน กับคำถามว่าร้านอาหารเจจะรอดพ้นอย่างไร
แม้จำนวนผู้กินเจลดลง แต่ตัวเลขเงินสะพัดคาดว่าจะอยู่ที่ 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี เพราะราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายต่อคนขยับขึ้นไปที่เฉลี่ย 5,576 บาท สูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนอาจคิดว่าเทศกาลยังแข็งแรง แต่ในมุมร้านอาหารเจ ภาพกลับไม่สวยงามนัก ร้านอาหารเจแบกทั้งต้นทุนผักที่พุ่งหลายเท่าตัวและค่าเช่าพื้นที่ โดยยังต้องตรึงราคาขายให้ลูกค้ารับไหว หากปล่อยให้ราคาไหลไปตามต้นทุนเต็มที่ คนกินเจที่เหลืออยู่ก็อาจยิ่งหายไปอีก ทางออกในระยะสั้นคือการปรับเมนู ลดการพึ่งพาผักที่แพง หันใช้ธัญพืชที่ราคายังนิ่งกว่า เช่นถั่ว ลูกเดือย และบาร์เลย์ที่ขยับขึ้นเพียงราว 10 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกัน การตั้งกลไกติดตามราคาผักและมาตรการลดค่าครองชีพลงไปถึงระดับชุมชนก็จำเป็น เพื่อไม่ให้เทศกาลกินเจกลายเป็นงานบุญสำหรับคนที่จ่ายไหวเท่านั้น






