จากเมืองทะเลสู่เมืองรีสอร์ตไร้ขอบเขต: พัทยากำลังเปลี่ยนเกมอย่างไร
แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา คือโรงแรมพัทยาแนวใหม่ที่ถูกออกแบบให้เป็น Integrated Destination ผสมผสานการพักผ่อน สวนน้ำแบบหรู ความบันเทิง กิจกรรมสำหรับครอบครัว และพื้นที่จัดประชุมไว้ในที่เดียว ภายใต้แนวคิด The Borderless Journey ที่เน้นประสบการณ์ท่องเที่ยวไร้ขอบเขตสำหรับทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ทั้งกลุ่มครอบครัว นักเดินทางกลุ่มเพื่อน ไปจนถึงกลุ่ม MICE ที่ต้องการทั้งงานและการพักผ่อนในทริปเดียว
หัวใจของเรื่องนี้คือ LHMH ลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท เพื่อเปิดโรงแรมลำดับที่ 10 ของกลุ่มในชื่อ Grande Centre Point Voyage Pattaya และเป็นโครงการที่ 3 ในเมืองเดียวกันบนพื้นที่ราว 111,100 ตารางเมตร การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้มองพัทยาแค่เมืองทะเล แต่เห็นศักยภาพของการเป็น World-Class Family & MICE Destination รองรับนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงจากทั่วโลก หากมองเชิงกลยุทธ์ นี่คือการประกาศชัดว่าพัทยาจะไม่อยู่แค่ในกรอบ “เที่ยวทะเลเสาร์อาทิตย์” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเมืองรีสอร์ตครบวงจรที่ดึงคนให้อยู่ได้นาน ใช้เงินได้หลากหลาย และกลับมาได้ซ้ำ

The Borderless Journey และโมเดล Integrated Destination ที่เกินกว่าแค่โรงแรม
แนวคิด The Borderless Journey ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่สะท้อนวิธีคิดใหม่ของโรงแรมพัทยา ที่ไม่ยึดติดกับรายได้จากห้องพักเพียงทางเดียว LHMH เลือกสร้าง “โลกใบหนึ่ง” ให้แขกใช้เวลาอยู่ภายในโครงการทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนค่ำ โดยไม่รู้สึกเบื่อ และไม่จำเป็นต้องออกไปหาความบันเทิงจากที่อื่น นี่คือโมเดล Integrated Destination ในความหมายที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำสวยหรูในแผ่นพรีเซนต์
ในทางปฏิบัติ โครงการนี้รวมการพักผ่อน สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เทคโนโลยี และพื้นที่จัดประชุมไว้ในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์ทั้งครอบครัวยุคใหม่และตลาด MICE ระดับสากล หนึ่งในประโยคที่น่าจดจำคือคำอธิบายของผู้บริหารที่ว่า “เราไม่ได้สร้างเพียงแค่โรงแรมเพื่อการพักผ่อน แต่เป็นการนำเสนอประสบการณ์ที่ครอบคลุม ทั้งความบันเทิง เวลเนส กิจกรรมครอบครัว และการประชุมระดับสากลไว้ในจุดหมายปลายทางเดียว” เมื่อเชื่อมกับแนวคิด Thai Hospitality และการออกแบบประสบการณ์มากกว่าห้องพัก โมเดลนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณา

สวนน้ำ 20,000 ตร.ม. โกคาร์ทไฟฟ้า หน้าผาจำลอง และเกมของรายได้ Non-Room 30%
จุดที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือการนำกิจกรรมขนาดใหญ่เข้าไปอยู่ในรีสอร์ต ตั้งแต่ Time Traveller Water Park สวนน้ำขนาดกว่า 20,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซน Lost World และ Tomorrow Land ไปจนถึงสนามแข่งรถโกคาร์ทไฟฟ้า Voyage Circuit และพื้นที่ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ Technogym พร้อม Hybrid Training Zone และหน้าผาจำลอง นี่คือสวนน้ำแบบหรูและสนามกิจกรรมที่กลายเป็นแม่เหล็กดึงทั้งครอบครัวและกลุ่มเพื่อนให้เลือกพักในที่เดียวมากกว่าการเดินทางแบบหลายจุดหมาย
ในเชิงธุรกิจ LHMH วางหมากชัดว่าจะให้รายได้ Non-Room Revenue จากสวนน้ำ ร้านอาหาร และพื้นที่ประชุมขึ้นไปถึง 30% ของรายได้รวม โดยระบุว่ารายได้ส่วนนี้จะช่วยสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องแม้ในช่วงโลว์ซีซัน และเป็นตัวเร่งให้คืนทุนได้ภายในราว 7 ปี คำกล่าวที่ตรงไปตรงมาคือ “ปัจจัยสำคัญมาจากสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ห้องพัก หรือ Non-Room Revenue ที่สูงถึง 30% จากค่าบริการสวนน้ำ ร้านอาหาร และพื้นที่จัดประชุม” นั่นหมายความว่าแขกที่เข้ามาไม่ใช่แค่จ่ายค่าห้อง แต่จะมีกิจกรรมให้ใช้จ่ายเพิ่มตลอดทริป และนั่นคือหัวใจของโมเดล Integrated Destination

ยึดหัวหาดพัทยา 3 โรงแรม และเดิมพันกับตลาด Family & MICE
การที่ LHMH มีโรงแรมพัทยาถึง 3 แห่งภายใต้แบรนด์เดียวกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการ “แบ่งหน้าเค้ก” แบบตั้งใจ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา เน้นจุดแข็งด้านทำเลที่เชื่อมต่อศูนย์การค้า ขณะที่แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา เน้นประสบการณ์และเทคโนโลยีสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งทั้งสองแห่งมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่า 90% อยู่แล้ว การเพิ่ม Voyage เข้ามาในฐานะโรงแรมแบบ Integrated Destination จึงเป็นการปิดจุดขาดของพอร์ต ทั้งในด้านตลาดครอบครัวหลายเจเนอเรชัน และตลาด MICE ที่ต้องการพื้นที่จัดประชุมและอีเวนต์เต็มรูปแบบ
เป้าหมายของ Voyage คืออัตราการเข้าพักปีแรกที่ 75–80% และหวังให้พุ่งถึง 90–95% ในช่วงไฮซีซัน พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีแรก 1,300 ล้านบาท และคาดว่าราคาห้องพักเฉลี่ยจะสูงกว่าโรงแรม 5 ดาวทั่วไปในพื้นที่ราว 15–20% แปลเป็นภาษาตลาดได้ว่า LHMH ไม่ได้แข่งด้วยการลดราคา แต่เลือกแข่งด้วยประสบการณ์ เพื่อดันเพดานราคาทั้งตลาดโรงแรมพัทยา การวางพัทยาให้เป็น World-Class Family & MICE Destination จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเมือง แต่ยังเป็นการขยับเพดานมูลค่าใหม่ของทั้งปลายทางการท่องเที่ยว

ผลสะเทือนต่อท่องเที่ยวพัทยา และสัญญาณขยายตัวของ LHMH
เมื่อโครงการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม คาดว่าจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ดันรายได้รวมของกลุ่มโรงแรม LHMH ให้แตะระดับ 8,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นราว 35% จากปีก่อนหน้า สำหรับท่องเที่ยวพัทยา นี่คือการอัดเม็ดเงินลงทุนที่สร้างงานในท้องถิ่นมากกว่า 1,000 ตำแหน่ง และยกระดับเมืองจากปลายทางชายทะเลสู่เมืองรีสอร์ตครบวงจรแบบ Integrated Destination ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวครอบครัว นักเดินทางคุณภาพสูง และกลุ่มสัมมนา
ในมุมความคิดเห็น การเดินเกมของ LHMH แสดงให้เห็นว่าเชนโรงแรมสัญชาติไทยสามารถต่อสู้ในสนามระดับสากลได้ หากกล้าออกแบบประสบการณ์และสร้างเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางอย่างจริงจัง การต่อยอดไปสู่โครงการแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ มูลค่าลงทุน 3,600 ล้านบาทที่อยู่ในแผนเปิดบริการในไตรมาส 2 ปี 2571 ยังเป็นสัญญาณว่ากลยุทธ์ Integrated Destination จะไม่ได้หยุดอยู่แค่พัทยา สำหรับผู้อ่านที่สนใจท่องเที่ยวพัทยา การมาถึงของ Voyage คือทั้งโอกาสในการได้ลองประสบการณ์ใหม่ และจุดเปลี่ยนที่อาจทำให้ภาพจำของพัทยาในหัวคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



