เข้าใจภาพรวม 5 โรคฤดูฝน ทำไมครอบครัวห้ามชะล่าใจ
โรคอันตรายในช่วงฤดูฝนหมายถึงกลุ่มโรคติดเชื้อที่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อมีฝนตกต่อเนื่อง อากาศชื้น และมีน้ำขังซึ่งเอื้อให้เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และยุงพาหะเติบโตได้ดี โรคเหล่านี้ส่วนใหญ่แพร่ทางการหายใจ การสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือการถูกยุงลายกัด และมักปะปนกันในชุมชน โรงเรียน และครอบครัว ทำให้เด็กเล็กและเด็กวัยเรียนเสี่ยงป่วยรุนแรงหากไม่ได้รับการป้องกัน
ข้อมูลช่วง 1 เดือนตั้งแต่ 9 สิงหาคม – 8 กันยายน พบว่ามี 5 โรคที่ขึ้นอันดับสูงสุด ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ อุจจาระร่วง โควิด 19 ปอดอักเสบ และมือเท้าปาก ขณะที่ไข้เลือดออกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและพบผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ถ้าดูให้ครบภาพ ฤดูฝนปีนี้คือสนามรบของระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และโรคที่มียุงเป็นพาหะ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือทั้งโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และ RSV มีอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กในโควิดและ RSV และเด็กวัยเรียนในไข้หวัดใหญ่ นั่นแปลว่าใครที่มีลูกหลานอยู่ในวัยอนุบาลหรือประถม หากยังคิดว่าไข้เล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดา นั่นคือการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
ไข้หวัดใหญ่ฤดูฝน โควิด และ RSV เด็ก: 3 โรคทางเดินหายใจที่ต้องรู้หน้าและรู้ทางสู้
ในบรรดาโรคติดต่อช่วงฝนตก กลุ่มโรคทางเดินหายใจคือศัตรูตัวใหญ่ของทุกบ้าน โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ฤดูฝนที่กำลังนำโด่ง ตามด้วยโควิด 19 และ RSV ในเด็กเล็ก สถานการณ์ปีนี้ชัดเจนว่าไข้หวัดใหญ่กำลังพุ่งสูงขึ้น โดยตั้งแต่ 1 มกราคม – 8 กันยายน พบผู้ป่วยสะสม 359,672 ราย เสียชีวิต 57 ราย อัตราป่วยตาย 0.016 ขณะที่โควิด 19 ช่วง 1 มกราคม – 15 กันยายน มีผู้ป่วย 135,667 ราย เสียชีวิต 26 ราย อัตราป่วยตาย 0.02
สำหรับ RSV เด็ก ตั้งแต่ 1 มกราคม – 8 กันยายน พบผู้ป่วย 8,578 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งเป็นทารกอายุ 2 เดือนคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ กลุ่มนี้ยืนยันชัดว่าเด็กเล็กคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด และการปล่อยให้ลูกป่วยซ้ำจากหวัดหลายครั้งอาจซ่อน RSV หรือโควิดไว้ข้างหลังโดยพ่อแม่ไม่รู้ตัว
สิ่งที่ครอบครัวควรยึดเป็นหลักคือมาตรการ DMH เพื่อป้องกันโควิด 19 และโรคทางเดินหายใจอื่น ได้แก่ D เว้นระยะห่างจากผู้อื่น หลีกเลี่ยงที่แออัด M สวมหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะในที่สาธารณะและเมื่อต้องไอจาม H ล้างมือบ่อยด้วยสบู่หรือน้ำยาล้างมือแอลกอฮอล์ จุดยืนที่ชัดคือ การใส่หน้ากากและล้างมือไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นเกราะพื้นฐานที่ยังจำเป็นในฤดูฝนนี้
ไข้เลือดออก อุจจาระร่วง ปอดอักเสบ มือเท้าปาก: โรคเงียบที่สร้างความสูญเสียสูง
หลายบ้านจับตาโควิดกับไข้หวัดใหญ่ แต่ลืมว่ามีโรคอื่นที่คร่าชีวิตเงียบๆ ในฤดูฝน โดยเฉพาะไข้เลือดออก อุจจาระร่วง ปอดอักเสบ และมือเท้าปาก โรคไข้เลือดออกปีนี้มีผู้ป่วยสะสม 25,026 ราย เสียชีวิต 39 ราย และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคใต้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 10 – 14 ปี ข้อเท็จจริงนี้ชี้ว่าเด็กวัยเรียนไม่ได้เสี่ยงแค่ไข้หวัดใหญ่ แต่ยังถูก挾กลางด้วยยุงลายในโรงเรียนและบ้าน
โรคอุจจาระร่วง ปอดอักเสบ และมือเท้าปากก็ยังติดกลุ่มโรคติดต่อช่วงฝนตก 5 อันดับแรกในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนที่อยู่รวมกันในห้องเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก เมื่อระบบคัดกรองไม่เข้มและการล้างมือถูกมองข้าม เชื้อในอุจจาระ น้ำลาย และละอองฝอยจะแพร่จากมือสู่ปากได้อย่างรวดเร็ว
สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ห้ามมองข้ามสำหรับไข้เลือดออกคือ ไข้สูงต่อเนื่อง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีผื่นจุดแดง และไข้ไม่ลดทั้งที่เช็ดตัวและกินยาพาราเซตามอลแล้ว ส่วนอุจจาระร่วงและมือเท้าปาก หากเด็กถ่ายเหลวหลายครั้ง อาเจียน ปากเป็นแผล มือเท้ามีผื่นหรือแผลพอง ต้องรีบพบแพทย์ทันที อย่ารอให้เด็กซึม ดื่มน้ำไม่ได้ จึงค่อยไปโรงพยาบาล
DMH ไม่ใช่แค่คำย่อ ห้องเรียนและครอบครัวต้องทำให้เป็นกิจวัตร
ข้อเท็จจริงที่หลายคนมองข้ามคือ มาตรการ DMH ไม่ได้มีไว้เฉพาะช่วงโควิดระบาดหนัก แต่ยังเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่คาดการณ์ไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญในการระบาดระลอกใหม่ นั่นหมายความว่าเรามีอาวุธในมืออยู่แล้ว คำถามคือเราจะใช้มันอย่างต่อเนื่องหรือปล่อยให้กลายเป็นแค่ความทรงจำ
ในห้องเรียน ระบบคัดกรองที่ควรทำจริงจังคือ ตรวจไข้และอาการไอ น้ำมูก เจ็บคอทุกเช้า แยกเด็กที่มีอาการออกจากเพื่อน และแจ้งผู้ปกครองให้รับกลับทันที ควบคู่กับการจัดให้มีจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์ในห้องเรียนและทางเดิน การเปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเท และการทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ อย่างสม่ำเสมอ
ในครอบครัว หลักคิดง่ายๆ คือ ใครป่วยต้องใส่หน้ากาก แยกของใช้ ล้างมือบ่อย และพักอยู่บ้านจนหายดี ที่สำคัญ วัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้กลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มรับทุกปี ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีวัคซีนทางเลือกสำหรับไข้หวัดใหญ่และ RSV บางกลุ่มอายุ พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนให้เหมาะกับสมาชิกในบ้าน
บทสรุปฤดูฝนปีนี้: ปกป้องเด็กวันนี้ ดีกว่ารักษาโคม่าในวันหน้า
ตัวเลขผู้ป่วยโควิด 19 ที่กำลังไต่ขึ้น โดยเพิ่มเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1.5 หมื่นราย พร้อมผู้เสียชีวิต 26 รายตั้งแต่ต้นปี บวกกับไข้หวัดใหญ่ที่ป่วยสะสมกว่า 3 แสนราย และ RSV ที่เล่นงานเด็กเล็ก แสดงให้เห็นชัดว่าฤดูฝนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กของระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นบททดสอบว่าสังคมจะปกป้องเด็กๆ ได้ดีแค่ไหน
บทเรียนชัดเจนคือ หากครอบครัว โรงเรียน และชุมชนยอมรับความจริงว่าโรคเหล่านี้ป้องกันได้ส่วนใหญ่ด้วยพฤติกรรมพื้นฐาน เช่น มาตรการ DMH การฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และการสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะลดทั้งจำนวนผู้ป่วยและความรุนแรงของโรคลงได้อย่างมีความหมาย
ฤดูฝนจึงไม่ควรถูกจำได้แค่ว่าคือช่วงของฟ้าครึ้มและเสื้อกันฝน แต่ควรถูกจดจำว่าเป็นช่วงที่ครอบครัวหันมาจัดระเบียบสุขภาพใหม่ สร้างนิสัยล้างมือ ใส่หน้ากากเมื่อป่วย กำจัดน้ำขัง และให้ความสำคัญกับการหยุดพักรักษาตัว เมื่อเรายอมเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ วันนี้ เรากำลังลดโอกาสเห็นเด็กของเรานอนอยู่ในหอผู้ป่วยในวันหนึ่งข้างหน้า






