คำตัดสินก่อนดู HOPE ความทะเยอทะยานที่แลกมาด้วยความเยิ่นเย้อ
HOPE คือภาพยนตร์แอ็กชันระทึกขวัญแนวไซไฟที่เล่าเรื่องชาวบ้านตัวเล็ก ๆ ในชุมชนชายฝั่งซึ่งต้องเผชิญภัยพิบัติจักรวาลจากเอเลี่ยน พร้อมตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐที่อ่อนแอและความสามารถในการเอาตัวรอดของมนุษย์ เมื่อระบบสถาบันไม่สามารถรองรับวิกฤตระดับจักรวาลได้ ตัวละครธรรมดาจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องเมืองและสิ่งที่รักด้วยตัวเอง ภายใต้โลกที่ทั้งโกลาหลและสิ้นหวัง แต่ยังมีเศษเสี้ยวของความหวังที่พวกเขายึดไว้ไม่ยอมปล่อย ในฐานะการคัมแบ็กของนาฮงจิน ผู้กำกับหนังที่ถูกยกย่องจาก The Wailing นี่คือผลงานที่กล้าฉีกสู่หนัง Hope ไซไฟฟอร์มใหญ่ มีสเกลโปรดักชันจัดเต็มและภาพงานสร้างระดับสากล เหมาะกับคนดูที่อยากเห็นซีนีมาเกาหลีทดลองยกระดับสู่บล็อกบัสเตอร์สายระทึกขวัญ แต่ถ้าคุณคาดหวังชั้นเชิงบทที่คมกริบแบบงานขึ้นหิ้งที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้อาจทำให้รู้สึกว่าความทะเยอทะยานด้านภาพและไอเดียเดินนำหน้าพลังการเล่าเรื่องมากไปหนึ่งก้าว
จุดแข็ง
- โปรดักชันใหญ่ ภาพงานสร้างและสเกลภัยพิบัติจักรวาลทำได้ตื่นตา
- ไอเดียเอเลี่ยนมีสังคมและความรู้สึก ชวนตั้งคำถามว่าใครคือผู้รุกราน
- ยังเห็นเอกลักษณ์นาฮงจินในการจับคนตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางวิกฤตใหญ่
จุดอ่อน
- บทและพล็อตขาดมิติ หลายส่วนซ้ำซากและไม่มีกล้ามเนื้อทางเนื้อหา
- ความยาวราว 160 นาทีทำให้จังหวะเล่าเรื่องเยิ่นเย้อ เหนื่อยในการตาม
- อารมณ์ร่วมไม่กระชับ ช่วงกลางและท้ายหลุดโฟกัสจากแก่นสารหลัก

นาฮงจิน ผู้กำกับหนัง ที่กล้าตัดขาดจากตัวตนเดิมแล้วเดินเข้าหาไซไฟ
ก่อน HOPE นาฮงจินถูกจดจำจาก The Chaser, The Yellow Sea และ The Wailing ว่าเป็นผู้กำกับที่สร้างโลกดิบหม่น อาชญากรรม และไสยศาสตร์อย่างมีเอกลักษณ์ เขาเลือกพักงานกำกับฟีเจอร์ไปนานนับสิบปีเพื่อพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ที่ไม่ซ้ำโครงเดิมของตัวเอง ตามคำบอกเล่าของเขาในสื่อเกาหลี เขาอยากเล่าเรื่องมนุษย์จากมุมมองพระเจ้า แต่เปลี่ยนมาใช้สิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเอเลี่ยนแทน HOPE จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแนวไปทำหนัง Hope ไซไฟเท่านั้น แต่คือการทดสอบขีดจำกัดของซีนีมาเกาหลีในฝั่งบล็อกบัสเตอร์ นาฮงจินลงทุนสร้างโลกที่มีภัยพิบัติจักรวาลระดับมหึมา ใช้ทุนสร้างในระดับโปรเจกต์ใหญ่ที่สุดในเส้นทางของเขา งานสร้างเต็มไปด้วยฉากแอ็กชัน การออกแบบพื้นที่ชนบทชายฝั่งให้กลายเป็นสมรภูมิ และการออกแบบสิ่งมีชีวิตต่างดาวอย่างละเอียด ถึงขั้นเลือกใช้ดาราฮอลลีวูดมาทำ Motion Capture เพื่อให้เอเลี่ยนไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดไร้ตัวตน แต่เป็นตัวละครที่มีชนชั้น หน้าที่ และความสัมพันธ์ของตัวเอง ตามข้อมูลของ Time Out เขาอ้างแรงบันดาลใจจากหนังคลาสสิกอย่าง Jaws และ Alien แต่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เดินตามรอยเสียทีเดียว

เมื่อชาวบ้านตัวเล็ก ๆ ต้องรับมือกับภัยพิบัติจักรวาลและรัฐที่ไร้เขี้ยวเล็บ
หัวใจของ HOPE ไม่ได้อยู่แค่ความใหญ่โตของภัยพิบัติจักรวาล แต่อยู่ที่การเลือกโฟกัสไปยังชุมชนชนบทริมชายฝั่งที่เต็มไปด้วยคนธรรมดา บอมซอก ซองแอ และซองกีเป็นตำรวจท้องถิ่นและนักล่าสัตว์ที่พูดจาติดดิน แต่งตัวปอน ๆ มีความลูกทุ่งแบบคนบ้าน ๆ แต่พวกเขายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องเมืองและคนที่รัก แม้ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์แทบไม่สามารถต่อกรได้ เมื่อภัยปริศนาคืบคลานเข้ามา ซากวัวที่มีรอยกรงเล็บประหลาดคือสัญญาณแรก ก่อนที่เมืองทั้งเมืองจะกลายเป็นสมรภูมิรบ ความโกลาหลเผยให้เห็นสถาบันรัฐที่เปราะบาง เจ้าหน้าที่ส่วนกลางไร้ประสิทธิภาพ การตัดสินใจเชื่องช้า และการใช้กำลังทางทหารอย่างไร้ทิศทาง กลายเป็นฉากหลังของการที่คนตัวเล็ก ๆ ต้องรับภาระที่ควรเป็นหน้าที่รัฐ การต่อสู้ของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่ปะทะเอเลี่ยน แต่เป็นการดิ้นรนรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ท่ามกลางโครงสร้างอำนาจที่ล้มเหลว

เอเลี่ยนที่มีหัวใจ กับการเล่าเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าจะควบคุมให้อยู่หมัด
จุดน่าสนใจที่สุดของ HOPE คือการทำให้เอเลี่ยนไม่ใช่เพียงสัตว์ประหลาดวิ่งไล่ฆ่ามนุษย์ แต่มีสังคมและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เมื่อตัวเรื่องค่อย ๆ เปิดเผยว่าเป้าหมายแท้จริงของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวคือการตามหาลูกที่ถูกคนในหมู่บ้านฆ่า ภาพฝ่ายดีฝ่ายร้ายจึงสั่นคลอนอย่างรุนแรง คนดูถูกบังคับให้ตั้งคำถามว่า ใครกันแน่คือผู้รุกราน และใครคือเหยื่อของโครงสร้างอำนาจที่อ่อนแอและหวาดกลัว ปัญหาคือ นาฮงจินพยายามใส่ทุกอย่างลงไปในหนังเดียว ทั้งบล็อกบัสเตอร์เอเลี่ยนระเบิดภูเขาเผากระท่อม หนังสืบสวนความลับในหมู่บ้าน หนังการเมืองเรื่องอำนาจรัฐ และดราม่ามนุษย์เล็ก ๆ การปูเรื่องในช่วง 40 นาทีแรกยังเข้มข้นและน่าติดตาม แต่เมื่อหนังเริ่มเปิดไพ่ทั้งหมด พล็อตกลับลอย เค้าโครงเริ่มไร้มิติ ไดอะล็อกวนซ้ำ และจังหวะอารมณ์ร่วมหลุดเป็นช่วงยาว ตามคำบรรยายของรีวิวไทยหลายสำนัก ผู้ชมจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า 100 นาทีท้ายยืดยาวเกินจำเป็น ถึงขั้นเกิดคำถามในใจว่าเมื่อไหร่จะจบ

Buy if / Skip if
- Buy the HOPE if คุณชอบนาฮงจิน ผู้กำกับหนังสายเข้มข้น และอยากเห็นเขาทดลองทำหนัง Hope ไซไฟฟอร์มใหญ่ที่ยกระดับซีนีมาเกาหลีสู่สเกลสากล
- Skip the HOPE if คุณคาดหวังบทแน่นเท่าผลงานอย่าง The Wailing เพราะโครงสร้างเรื่องใน HOPE ขาดชั้นเชิงและอาจทำให้ผิดหวัง
- Buy the HOPE if คุณสนใจหนังที่ใช้ภัยพิบัติจักรวาลและการปะทะระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยนเพื่อสะท้อนความอ่อนแอของอำนาจรัฐและระบบสถาบัน
- Skip the HOPE if คุณไม่ชอบหนังยาวเกิน 150 นาทีและจังหวะการเล่าเรื่องแบบค่อย ๆ ปู ที่ต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะถึงฉากไคลแม็กซ์
- Buy the HOPE if คุณอยากดูงานสร้างใหญ่ ภาพและฉากแอ็กชันระดับบล็อกบัสเตอร์ พร้อมไอเดียเอเลี่ยนที่มีหัวใจ ไม่ถูกลดให้เป็นแค่สัตว์ประหลาดไร้ตัวตน
- Skip the HOPE if คุณมองหาหนังไซไฟที่เล่าเรื่องกระชับ เน้นโครงเรื่องชัดเจนมากกว่าการทดลองผสมหลายโทนและหลายประเด็นไว้ในเรื่องเดียว






