BEARHOUSE ชา: จากคอนเทนต์สู่ธุรกิจเครื่องดื่มที่คิดแบบแบรนด์ใหญ่ตั้งแต่วันแรก
BEARHOUSE ชา คือแบรนด์ชานมไข่มุกที่ก่อตั้งโดยคู่ยูทูบเบอร์ช่อง Bearhug ซึ่งตัดสินใจผันตัวจากผู้สร้างคอนเทนต์มาสู่การเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว สร้างจุดต่างด้วยไข่มุกโมจิจากข้าวไทย และขยายสาขาอย่างรวดเร็วด้วยโครงสร้างแบบแฟรนไชส์ชานม ที่วางระบบหลังบ้านเหมือนบริษัทใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเติบโตในตลาดเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูงและการบุกธุรกิจขยายต่างประเทศในอนาคต.
สาระสำคัญคือ BEARHOUSE ไม่ใช่แค่แบรนด์กระแส แต่เป็นกรณีศึกษาว่า “ยูทูบเบอร์เป็นนักธุรกิจ” ได้อย่างจริงจัง และกลายเป็นแบรนด์ชานมที่มียอดขายระดับร้อยล้านภายในไม่กี่ปี จากสาขาแรกกลางสยามสแควร์ในช่วงกลางปี 2019 พวกเขาเลือกสละเวลาในโลกยูทูบเพื่อทุ่มให้ธุรกิจเกือบทั้งหมด และประกาศชัดว่าช่องคือพื้นที่วิ่งเล่น ส่วนธุรกิจคืออาชีพหลัก.

ตัวเลขที่บอกว่า BEARHOUSE ไม่ได้อยู่แค่ในกระแส
หากมองแต่ภายนอก BEARHOUSE อาจดูเหมือนแบรนด์ชานมไข่มุกในตลาด Red Ocean ทั่วไป แต่ตัวเลขสะท้อนชัดว่าพวกเขาเล่นเกมคนละแบบ ตั้งแต่ปีแรกที่ทำรายได้ 17 ล้านบาท ก่อนจะกระโดดเป็น 85 ล้านบาทในปีถัดมา และขยับเป็น 118 ล้านบาท จากนั้นพุ่งสู่ 210 ล้านบาท พร้อมการเติบโตถึง 79% เมื่อเทียบกับปีก่อน. "ผ่านไปแล้ว 7 ปี BEARHOUSE มียอดขายมากกว่า 4 ล้านแก้ว จาก 70 กว่าสาขาในปี 2025 และรายได้มากกว่า 520 ล้านบาท".
ในระดับการดำเนินงานปัจจุบัน BEARHOUSE มียอดขายเฉลี่ยวันละ 8,000 แก้ว ยอดใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ราว 150–170 บาท ทำให้รายได้ต่อสาขาอยู่ในโซน Mid to High ของตลาดชานมไข่มุก และยังแสดงให้เห็นกำลังซื้อของลูกค้าหลักที่เป็นคนรุ่นใหม่และวัยเริ่มทำงาน. บริษัทตั้งเป้าให้ยอดขายเติบโตต่ออีก 15–20% เพื่อให้ทะลุ 800 ล้านบาท พร้อมขยายให้ครบ 90 สาขา และขยับสู่การเป็นแฟรนไชส์ชานมที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ.

กลยุทธ์ 8,000 แก้วต่อวัน: โอมนิแชนเนลและชานมเป็นรางวัลชีวิต
หัวใจของ BEARHOUSE ไม่ได้อยู่แค่เมนู แต่คือการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคแบบคนทำคอนเทนต์ที่ฟังคอมเมนต์เป็นนิสัย พวกเขามองว่า “ชานม” คือ Reward drink หรือรางวัลเล็กๆ ประจำวันของคนทำงาน จึงออกแบบประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้สึกว่าการดื่มชานมเป็นช่วงเวลาพักจากความเหนื่อยล้า มากกว่าการซื้อเครื่องดื่มหวานแก้วหนึ่ง. การกำหนดเวลาขาย การออกเมนูใหม่ทุกประมาณ 3 เดือน และการสร้างระบบสมาชิกมากกว่า 5 แสนคน สะท้อนว่าแบรนด์มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ร้านเครื่องดื่ม.
ในเชิงโมเดลธุรกิจ BEARHOUSE ใช้กลยุทธ์โอมนิแชนเนลชัดเจน ยอดขายเฉลี่ยวันละ 8,000 แก้ว แบ่งเป็นยอด Walk-in ประมาณ 60% และ Delivery 40% ทำให้แบรนด์ไม่ผูกชะตากับช่องทางเดียว และสามารถรับคลื่นเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มดิลิเวอรีได้ดีกว่าร้านที่พึ่งหน้าร้านหรือออนไลน์ฝั่งเดียว. โมเดลนี้คือรากฐานสำคัญสำหรับการทำแฟรนไชส์ชานม เพราะคู่มือสาขาจะไม่ได้สอนแค่สูตร แต่รวมถึงการจัดการรายได้หลายช่องทางตั้งแต่วันแรก.

แตกต่างด้วยไข่มุกโมจิและกลยุทธ์ข้าวไทย เตรียมบุกธุรกิจขยายต่างประเทศ
ในตลาดชานมไข่มุกที่เต็มไปด้วยผู้เล่น และคู่แข่งจากต่างประเทศที่ใช้ซัปพลายเออร์ต้นทุนต่ำ BEARHOUSE เลือกเดินเกมคนละทางด้วยจุดยืน “ข้าวไทยทำให้เราไม่เหมือนใคร” พวกเขาเป็นผู้คิดค้นไข่มุกโมจิสีขาวจากแป้งข้าวไทยคุณภาพสูง เป็นท็อปปิงซิกเนเจอร์ที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นจากตลาดที่เต็มไปด้วยไข่มุกสีดำหรือสีทอง และกำลังต่อยอดสู่ “ซิลเวอร์มูนโมจิ” ที่ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูจากภาคเหนือเป็นจุดขายสำคัญของปี 2569.
กลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่การแต่งเรื่อง แต่คือการวางตัวเองเป็นแฟรนไชส์ชานมที่มี Story ชัดพร้อมสำหรับธุรกิจขยายต่างประเทศ เมื่อออกไปแข่งขันกับเจ้าตลาดจากประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องชา แบรนด์ตั้งใจใช้ตัวตน “ชาไข่มุกโมจิข้าวไทย” และการเน้นวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภคต่างชาติ ในมุมของการสร้างแบรนด์ นี่คือการยึดทั้งความต่างและความเป็นเจ้าบ้านด้านอาหารเครื่องดื่มไว้พร้อมกัน.
บทเรียนจากยูทูบเบอร์ถึงคนอยากมีแฟรนไชส์ชานม
จุดที่น่าสนใจที่สุดในเส้นทางของ BEARHOUSE คือ การเปลี่ยนคอมเมนต์จากยูทูบให้กลายเป็น Data จริงในธุรกิจ พวกเขายอมรับว่าการล้มเหลวจากสินค้าบางตัว เช่น ชานมกระป๋อง ทำให้เห็นช่องโหว่ด้านการผลิต การควบคุมต้นทุน และการคำนวณอายุสินค้าอย่างชัดเจน ก่อนจะนำบทเรียนเหล่านั้นมาสร้างระบบบัญชี ระบบ HR และระบบเทรนนิ่งที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ถือเป็น “ปริญญาราคาแพง” ที่กลั่นออกมาเป็นกระบวนการสำหรับสเกลแบรนด์.
จากคนที่เคยคิดว่า “ถ้าธุรกิจเจ๊งก็กลับไปทำยูทูบ” วันนี้กานต์และซารต์ทุ่มเวลาให้ธุรกิจถึง 90% เหลือบทบาทยูทูบเบอร์เพียง 10% ในฐานะเซฟโซนของชีวิต. สำหรับใครที่อยากเดินเส้นทาง “ยูทูบเบอร์เป็นนักธุรกิจ” กรณีของ BEARHOUSE ชี้ให้เห็นว่า Personal brand อาจช่วยเปิดประตูสู่ยอดขายช่วงแรก แต่การอยู่ยาวและไปถึงหลักร้อยล้าน ขึ้นกับการสร้างระบบแฟรนไชส์ชานมที่ยืนได้ด้วยตัวเอง และการกล้าลงสนามธุรกิจขยายต่างประเทศอย่างมีกลยุทธ์.







