Chronos Q12 คืออะไร และทำไมสายวิดีโอมืออาชีพต้องสนใจ
Chronos Q12 คือกล้องถ่ายวิดีโอความเร็วสูงแบบพกพา ที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น โดยใช้เซนเซอร์ APS C แบบ global shutter ความละเอียด 2560 × 2016 รองรับการบันทึกได้ถึงระดับหลายพันเฟรมต่อวินาที เพื่อตอบโจทย์ทั้งนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ นักวิจัย และงานอุตสาหกรรมที่ต้องการภาพสโลว์โมชั่นละเอียดสูง โดยเน้น workflow ที่รองรับการทำสีและโพสต์โปรดักชันระดับมืออาชีพ
หัวใจสำคัญคือ Chronos Q12 ถูกวางตัวให้เป็น high speed cinema camera ที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือทดลองในห้องแลบ แต่เป็นกล้องที่ลงกองถ่ายจริงได้ Kron Technologies ได้เปิดตัว Chronos Q12 กล้องถ่ายวิดีโอความเร็วสูงแบบมือถือที่สามารถบันทึกภาพ 2560 × 2016 ได้สูงสุด 2,313 fps และเพิ่มไปถึง 29,515 fps เมื่อใช้หน้าต่างภาพขนาดเล็กที่สุด การเปิดตัวครั้งนี้ตามหลังช่วงเปิดพรีออร์เดอร์ Chronos 4K12 และ Q12 ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มส่งมอบในเดือนมีนาคม 2024 ปัจจุบัน Chronos Q12 เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ชัดเจนว่ากล้องรุ่นนี้ตั้งใจเข้ามาเติมช่องว่างระหว่างกล้องวิทยาศาสตร์และกล้องภาพยนตร์

Chronos Q12 specs เฟรมเรตสุดขั้วและ APS-C global shutter เปลี่ยนวิธีคิดงานถ่ายทำอย่างไร
จุดขายใหญ่สุดของ Chronos Q12 อยู่ที่สเปกเฟรมเรตและเซนเซอร์ APS C global shutter ใหม่ที่ให้ throughput สูงสุด 11.9 กิกะพิกเซลต่อวินาที ที่ความละเอียด Native 2560 × 2016 กล้องรุ่นนี้ทำได้ถึง 2,313 fps ในโหมด 8 บิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผลักขีดจำกัดของกล้องถ่ายวิดีโอความเร็วสูงแบบพกพาไปอีกขั้น เมื่อปรับลดความละเอียดลง เฟรมเรตจะทะยานขึ้นตามตรรกะของ data rate เช่น ที่ 2560 × 1440 ทำได้ 3,116 fps ที่ 1920 × 1080 ทำได้ 5,148 fps และหากลดลงเหลือหน้าต่าง 128 × 32 จะไปถึง 29,515 fps
สิ่งที่ต้องแลกคือโมเดลการอัดที่ใช้บัฟเฟอร์ภายในแทนการอัดต่อเนื่อง Chronos Q12 ให้เวลาอัดประมาณ 5.7 วินาทีที่ความละเอียดเต็มบนรุ่น 64GB และ 11.5 วินาทีบนรุ่น 128GB ก่อนจะต้องเซฟฟุตเทจออกไปเป็น CinemaDNG RAW TIFF หรือ H.264 H.265 ผู้กำกับภาพต้องคิดช็อตแบบคมชัดและเคลียร์ล่วงหน้า เพราะไม่มีพื้นที่สำหรับการหมุนกล้องยาว ๆ แนวสารคดี ข้อจำกัดด้าน continuous recording การควบคุมเลนส์อิเล็กทรอนิกส์ และการไม่มี SDI output ชี้ชัดว่ากล้องรุ่นนี้คือเครื่องมือสำหรับช็อตสโลว์โมชั่นเฉพาะกิจ ไม่ใช่กล้องหลักบนกองถ่ายฟีเจอร์
| Spec | A | B |
|---|---|---|
| ความละเอียดเซนเซอร์ | 2560 × 2016 APS C global shutter | หน้าต่างต่ำสุด 128 × 32 สำหรับ 29,515 fps |
| เฟรมเรตสูงสุดที่ 2560 × 2016 | 2,313 fps โหมด 8 บิต | ลดลงตามบิตเดปธ์ไปถึง 975 fps ในโหมด 12 บิต |
| เฟรมเรตที่ 1920 × 1080 | 5,148 fps โหมด 8 บิต | 3,368 fps โหมด 10 บิต และ 1,731 fps โหมด 12 บิต |

CinemaDNG RAW video 8 บิต 10 บิต 12 บิต และผลต่อการเกรดสีระดับงานภาพยนตร์
สำหรับสายโพสต์โปรดักชัน จุดตัดสินใจเลือก Chronos Q12 ไม่ใช่แค่เฟรมเรต แต่คือโครงสร้างไฟล์และบิตเดปธ์ กล้องรุ่นนี้ให้ตัวเลือก 8 บิต 10 บิต และ 12 บิตใน CinemaDNG RAW ซึ่งคือฟอร์แมตที่ออกแบบมาเพื่อ workflow ภาพยนตร์โดยตรง เมื่ออัดเสร็จ ฟุตเทจจะถูกเซฟลง NVMe SSD ภายใน 1TB การ์ด SD SSD ผ่าน USB C หรือ network share ในรูปแบบ CinemaDNG RAW TIFF หรือโคเดค H.264 H.265 นั่นหมายความว่าทีม colorist สามารถนำไฟล์ไปเกรดในซอฟต์แวร์สายภาพยนตร์ได้ครบ ไม่ว่าจะเป็นงานคอมเมอร์เชียลหรือภาพยนตร์ทดลอง
ตัวเลข dynamic range จากผู้ผลิตบอกว่าโหมด 12 บิตให้ประมาณ 11.26 สต็อป ขณะที่โหมด 8 บิตอยู่ที่ 8.35 สต็อป แม้จะเป็นค่าเชิงทฤษฎี แต่เป็นสัญญาณชัดว่าหากต้องการภาพสโลว์โมชั่นมุมกว้างที่ดึงรายละเอียดไฮไลต์และชาโดว์มาใช้งานในเกรดหนัก ๆ โหมด 12 บิตคือทางเลือกหลัก ในทางกลับกัน เมื่อภารกิจคือการวิเคราะห์เหตุการณ์ เช่นการสั่นสะเทือนเครื่องยนต์ หรือการยิงกระสุน ที่เน้นความถี่เวลาและความคมชัดของการเคลื่อนไหวมากกว่างานศิลป์ โหมด 8 บิตที่ให้เฟรมเรตสูงสุดจะตอบโจทย์มากกว่า ตามข้อมูลของแหล่งข่าวหนึ่ง ระบุว่า "ที่ความละเอียด 2560 × 2016 Chronos Q12 บันทึกได้ 2,313 fps ในโหมด 8 บิต และ 975 fps ในโหมด 12 บิต"

global shutter การจัดแสง และข้อจำกัดเชิงปฏิบัติสำหรับสายวิดีโอมืออาชีพ
การที่ Chronos Q12 ใช้เซนเซอร์ global shutter แบบอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงภาพลักษณ์ เพราะตัดปัญหา rolling shutter skew ออกไปจากสมการโดยสิ้นเชิง เซนเซอร์นี้ให้ช่วงเปิดรับตั้งแต่ 1 เฟรมต่อวินาทีลงไปถึง 4 ไมโครวินาที หรือประมาณ 1 250,000 วินาที เมื่อถ่ายที่ 2,000 fps ด้วยมุมชัตเตอร์ 180 องศา เวลาเปิดรับจะอยู่แถว ๆ 1 4,000 วินาที ซึ่งตามปกติคือสูตรสำเร็จสำหรับภาพแอ็กชันหยุดนิ่ง แต่แลกมาด้วยการต้องยิงแสงแรงมาก Kron เองใช้ฟุตเทจตัวอย่างกับงาน schlieren imaging การสั่นสะเทือนเครื่องยนต์ การบินของแมลง และการเกิดคาร์บอเนชันเพื่อแสดงว่าการถ่ายภาพด้วยเฟรมเรตระดับนี้ต้องอาศัยเลเวลแสงแบบสตูดิโอจริงจัง
กล้องรุ่นนี้รองรับค่า ISO ตั้งแต่ประมาณ 80 ถึง 640 บนรุ่นสี ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกล้องภาพยนตร์ทั่วไป ดังนั้นผู้กำกับภาพชาวโปรดักชันที่อยากใช้ Chronos Q12 เป็น high-speed cinema camera บนเซต ต้องคิดเรื่องไฟเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่กำลังวัตต์ แต่รวมถึงคุณภาพการกระจายแสงเพื่อเลี่ยง flicker ในเฟรมเรตหลายพันเฟรมต่อวินาที นอกจากนี้ฟิลเตอร์อินฟราเรด 650 นาโนเมตรยังสามารถถอดออกได้สำหรับงานอินฟราเรดและงานวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดนี้ทำให้ Chronos Q12 เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่น แต่ก็ดื้อกับงานที่หวังจะถ่ายแบบ available light เพราะเฟรมเรตสูงบังคับให้ทุกอย่างหมุนรอบการจัดแสง
เมาท์เลนส์ บอดี้ และใครคือกลุ่มผู้ใช้ที่ได้ประโยชน์จริงจาก Chronos Q12
ในเชิงฮาร์ดแวร์ Chronos Q12 ใช้ระบบแผ่นเมาท์ที่เปลี่ยนได้แทนเมาท์ตายตัว รองรับเมาท์ C E F EF MFT และ PL แบบพาสซีฟ พร้อมชุดชิมสำหรับตั้ง backfocus ในภาคสนาม ด้วย crop factor ราว 1.5 เลนส์ PL แบบ Super 35 และเลนส์ EF หรือ E แบบฟูลเฟรมสามารถครอบคลุมเซนเซอร์ได้สบาย ข้อเสียคือไม่มีการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์กับเลนส์ จึงต้องพึ่งเลนส์ที่มีวงแหวนไอริส หรืออุปกรณ์ควบคุมรูรับแสงภายนอกสำหรับเลนส์ที่ปรับรูรับแสงผ่านกล้องเท่านั้น บอดี้ทำจากอลูมิเนียม CNC พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยพัดลม ปรับสปีดได้ มีหน้าจอทัชสกรีน 5 นิ้วความสว่าง 1,000 นิตสำหรับควบคุมการถ่าย พรีวิว ตัด และบันทึกฟุตเทจ
เมื่อดูภาพรวม เป้าหมายผู้ใช้ของ Chronos Q12 จึงกว้างตั้งแต่ทีมนักวิจัย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงมือโปรดักชันสายโฆษณาและคอนเทนต์สร้างสรรค์ แหล่งข้อมูลหนึ่งระบุว่า Chronos Q12 ถูกออกแบบมาสำหรับนักวิจัย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และมืออาชีพด้านอุตสาหกรรม แต่ก็เหมาะกับสายครีเอทีฟที่ต้องการบันทึกสโลว์โมชั่นดึงดูดสายตา เพื่อให้คนดูเห็นรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เร็วเกินกว่าจะเห็นด้วยกล้องทั่วไป อย่างไรก็ดี สิ่งที่กล้องนี้ต้องแลกคือการไม่มีการอัดต่อเนื่อง ไม่มีการควบคุมเลนส์อิเล็กทรอนิกส์ และไม่มี SDI ซึ่งหมายความว่ามันไม่ใช่กล้องสารพัดประโยชน์ แต่เป็นมีดผ่าตัดสำหรับช็อตสโลว์โมชั่นระดับสุดขั้วที่กล้องทั่วไปทำไม่ได้






