Chipflation คืออะไร และทำไมถึงทำให้มือถือแพงขึ้น
Chipflation คือภาวะที่ราคาชิปประมวลผลและหน่วยความจำในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความต้องการใช้งานที่พุ่งขึ้น สินค้าที่ผลิตได้จำกัด และการที่ผู้ผลิตชิปหันไปทุ่มกำลังการผลิตให้กับชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ส่งผลให้ต้นทุนของมือถือ คอมพิวเตอร์ ทีวี รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ที่ต้องพึ่งพาชิปจำนวนมากเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ยุคที่ผู้บริโภคคาดหวังว่าจะได้สเปกดีกว่าในราคาเดิมเกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อราคาชิปและหน่วยความจำขยับขึ้น ผู้ผลิตมือถือจึงต้องเลือกว่าจะขึ้นราคา ลดสเปก หรือเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่รุ่นระดับกลางและพรีเมียมมากขึ้น Chipflation อธิบายแบบง่ายคือราคาชิปและหน่วยความจำที่ปรับสูงขึ้นจากทั้งความต้องการที่เพิ่ม สินค้าที่จำกัด และการจัดสรรกำลังการผลิตไปที่ชิปสำหรับเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ผลลัพธ์คือราคาชิปมือถือ และต้นทุนรวมของการผลิตอุปกรณ์ไอทีขยับขึ้นพร้อมกัน ทำให้ราคาโทรศัพท์ขึ้น ในหลายเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยเน้นความคุ้มค่าเป็นหลักอย่างมือถือระดับกลาง

ตัวเลขที่บอกว่าต้นทุนชิปกำลังหลุดโค้ง
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงข่าวลอยแต่เป็นตัวเลขจริงที่สะท้อนแรงกดดันของ chipflation ราคาตามสัญญาของหน่วยความจำแบบ LPDDR5X ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นประมาณ 78-83 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน ขณะที่ LPDDR4X เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 70-75 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือชิ้นส่วนหลักของสมาร์ทโฟนที่แพงขึ้นเกือบเท่าตัวในเวลาไม่กี่ไตรมาส
ยังไม่จบแค่นั้น มีการคาดการณ์ว่าราคา DRAM ทั่วไปจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13-18 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 3 และ NAND Flash สำหรับเก็บข้อมูลจะเพิ่มขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในบางภูมิภาคลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มมือถือราคาถูกมียอดจัดส่งหายไปถึง 38 เปอร์เซ็นต์ อีกด้านหนึ่ง การวิเคราะห์ระดับโลกชี้ว่าการจัดส่งสมาร์ทโฟนจะหดตัวราว 16.7 เปอร์เซ็นต์ หรือหายไปประมาณ 200 ล้านเครื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดกำลังหดตัวพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของการขึ้นราคา

Chipflation กระทบไม่ใช่แค่มือถือ แต่ทั้งรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
หลายคนอาจคิดว่าราคาชิปมือถือขึ้นก็แค่โทรศัพท์แพงขึ้น แต่ความจริงคือ chipflation ผลกระทบ ลามไปเกือบทุกหมวดเทคโนโลยี รถยนต์รุ่นใหม่ใช้ชิปจำนวนมากสำหรับระบบช่วยขับ หน้าจอ infotainment การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต กล้อง เซ็นเซอร์ และระบบควบคุมต่างๆ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาตามสัญญาของ NOR Flash และ SLC NAND ที่นิยมใช้ในรถยนต์และอุปกรณ์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นสะสมมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงครึ่งแรกของปีหนึ่งปีล่าสุด
ด้านทีวี สัดส่วนต้นทุน Memory ขยับจากประมาณ 2.5-3 เปอร์เซ็นต์เป็น 6-7 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนผลิตทีวี ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ต้องมีทั้ง Wi Fi ระบบสมาร์ตโฮม และหน่วยประมวลผล ทำให้พึ่งพาชิปมากขึ้นไปอีก เมื่อชิ้นส่วนสำคัญเหล่านี้แพงขึ้น ผู้ผลิตจึงมีทางเลือกไม่มาก ต้องเพิ่มราคา ลดฟีเจอร์ หรือผลักลูกค้าไปสู่รุ่นที่แพงกว่า สุดท้ายภาระจึงกลับมาที่ผู้ใช้ที่ต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อเทคโนโลยีระดับเดิม
ทำไมมือถือราคาถูกหายไป และมือถือระดับกลางจะกลายเป็นสมรภูมิเดือด
ผลโดยตรงของ chipflation คือกลุ่มมือถือราคาถูกสุดเริ่มหายไป เพราะกำไรต่อเครื่องต่ำอยู่แล้ว เมื่อราคาชิปและหน่วยความจำเพิ่ม ผู้ผลิตแทบไม่เหลือพื้นที่ดูดซับต้นทุน ข้อมูลชี้ว่ามือถือกลุ่มราคาต่ำมากมียอดขายลดลงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ในบางช่วงเวลา และในอีกหลายภูมิภาค ยอดจัดส่งมือถือราคาต่ำหายไปถึง 38 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา แนวโน้มคือผู้ผลิตจำกัดรุ่นที่ถูกที่สุด แล้วขยับทรัพยากรไปลงในรุ่นระดับกลางและพรีเมียมที่ทำกำไรได้มากกว่า
สิ่งนี้ทำให้โทรศัพท์ระดับกลางกลายเป็นสนามรบหลัก แต่ก็เป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการขึ้นราคาชิป เพราะทุกบาทของต้นทุนมีน้ำหนัก หากต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้นอย่างถาวรจนถึงอย่างน้อยช่วงปลายทศวรรษ และราคาขายเฉลี่ยคาดว่าจะลดลงเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้น ผู้ผลิตจึงยากจะลดราคาโทรศัพท์ได้อีกมาก ผู้ใช้จึงเริ่มเห็นราคาโทรศัพท์ขึ้น หรือสเปกลดลง โดยเฉพาะ ram และความจุ ในรุ่นที่เคยคุ้มค่า

ควรซื้อมือถือระดับกลางตอนนี้หรือรอให้ราคานิ่ง
คำถามสำคัญของคนส่วนใหญ่คือควรรอให้ราคาชิปมือถือและโทรศัพท์ลดลงก่อนหรือไม่ ปัญหาคือแนวโน้มตอนนี้บอกชัดว่าต้นทุนหน่วยความจำจะสูงต่อเนื่องอย่างน้อยอีกหลายปี และการปรับลงของราคาขายเฉลี่ยก็อยู่ในระดับเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นั่นหมายความว่าโอกาสเห็นโทรศัพท์ระดับกลางถูกลงชัดๆ ในเวลาอันสั้นแทบไม่มี ในทางกลับกัน ความเสี่ยงคือมือถือระดับกลางจะทยอยแพงขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยเข้าสู่ช่วงราคานิ่ง
ในมุมของผู้ซื้อ ถ้าคุณใช้มือถือเก่าที่เริ่มมีปัญหาหรือสเปกไม่ตอบโจทย์ การซื้อในช่วงหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าอาจคุ้มกว่าการรอฟ้าฝน เพราะต้นทุนยังไต่ระดับขึ้นและผู้ผลิตกำลังทยอยสะท้อนราคาใหม่ หากต้องซื้อ ควรโฟกัสรุ่นที่ให้ ram และพื้นที่เก็บข้อมูลสมเหตุสมผล เพราะสองส่วนนี้ได้รับผลกระทบจาก chipflation หนักที่สุด และเปรียบเทียบดีไซน์ สเปก กล้อง แบตเตอรี่แทนการหวังว่าราคาโทรศัพท์จะลงแรงเหมือนช่วงก่อนหน้า Chipflation ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้นทันที แต่กำลังบอกเราว่ายุคมือถือถูกและสเปกล้นกำลังจบลง
