ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ข้อเข่าเสื่อมเกินครึ่งของผู้สูงวัย สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

ข้อเข่าเสื่อมเกินครึ่งของผู้สูงวัย สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม
ความสนใจ|การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร และทำไมต้องใส่ใจตั้งแต่เริ่มปวด

ข้อเข่าเสื่อม คือภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่าค่อยๆสึกกร่อน ทำให้ผิวข้อหยาบ ขยับแล้วปวด ตึง และข้อติด เคลื่อนไหวลำบาก ส่งผลให้การเดิน ลุกนั่ง หรือขึ้นลงบันไดทำได้ยากลง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเรื้อรัง รู้สึกเหมือนเข่าไม่มีแรง และอาจมีเสียงดังในข้อเมื่อเคลื่อนไหว หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ข้อเข่าเสื่อมสามารถลุกลามจนรูปทรงข้อเปลี่ยน เดินกะเผลก หรือเดินไม่ได้ ต้องพึ่งคนรอบข้างในการใช้ชีวิตประจำวัน อาการปวดเข่าที่เราคิดว่าเป็นเรื่องของวัย จึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญของโรคที่กำลังทำลายอิสระในการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ

วันนี้สังคมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่คนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีมากกว่า 1 ใน 5 ของประชากร หรือราว 14 ล้านคน และถูกคาดว่าจะเพิ่มเป็น 28–30% ภายในช่วงปี 2570 นั่นหมายความว่าปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อมจะโตเร็วตามจำนวนผู้สูงวัย หากเรายังคิดว่า “ปวดเข่าเป็นเรื่องธรรมดา” ระบบสุขภาพจะต้องรับภาระหนักจากผู้ป่วยที่มาช้า อาการรุนแรง และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดมากขึ้น ทั้งที่ข้อเข่าเสื่อมจำนวนมากสามารถชะลอและป้องกันได้ตั้งแต่ระยะแรก ถ้ากล้ายอมรับว่าความปวดไม่ใช่เรื่องปกติและเริ่มตรวจเช็กตั้งแต่ตอนนี้

ข้อเข่าเสื่อมเกินครึ่งของผู้สูงวัย สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

ตัวเลขที่น่าตกใจ: ครึ่งหนึ่งของผู้สูงวัยกำลังเผชิญข้อเข่าเสื่อม

ข้อมูลระดับประเทศในกลุ่มผู้สูงอายุพบว่า 53.8% มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่แสดงอาการชัดเจน นี่ไม่ใช่ตัวเลขสถิติไกลตัว แต่คือโอกาสกึ่งต่อกึ่งที่พ่อแม่ ปู่ย่า หรือแม้แต่ตัวเราในอนาคตจะเดินลำบาก ลุกนั่งทรมาน และเสี่ยงหกล้มได้ทุกวัน ยังมีข้อมูลว่าในกลุ่มที่ข้อเข่าเสื่อมแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงหกล้มสูง และมากกว่า 1 ใน 4 เคยหกล้มอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา การหกล้มในผู้สูงวัยไม่ได้จบแค่ฟกช้ำ แต่อาจหมายถึงกระดูกหัก ติดเตียง และการสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต

ในด้านการรักษา สถิติการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในระบบหลักประกันสุขภาพเพิ่มจากปีละประมาณ 15,000 รายเป็นราว 23,000 รายในช่วงไม่กี่ปี และเมื่อนับรวมทุกสิทธิการรักษา คาดว่ามีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ารวมประมาณ 50,000 รายต่อปี ขณะที่ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์มีเพียงราว 3,400 คนทั่วประเทศ ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า หากคนส่วนใหญ่ยังรอจนเจ็บหนักแล้วค่อยหาหมอ ระบบสาธารณสุขจะรองรับไม่ไหว การตัดสินใจไปพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการข้อเข่าเสื่อม จึงไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่คือการช่วยลดภาระของทั้งสังคม

อาการข้อเข่าเสื่อมระยะแรก แบบไหนต้องเริ่มสงสัย

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ป่วย แต่คือความเชื่อผิดๆว่า “ปวดเข่าเป็นเรื่องปกติของคนแก่” ทำให้หลายคนทนเจ็บเงียบๆ แม้การศึกษาหนึ่งพบว่า 65% ของผู้สูงอายุที่มีข้อเข่าเสื่อมไม่เคยใช้ยาบรรเทาอาการเลย เมื่อไม่ตรวจ ไม่รักษา และยังใช้ชีวิตแบบเดิม โรคก็ลุกลามจากปวดเฉพาะตอนเดินไกล กลายเป็นปวดแม้เดินระยะสั้น หรือปวดแม้ขยับในบ้าน ในที่สุดผู้ป่วยต้องลดการออกไปทำธุระหรือทำกิจกรรมกับครอบครัว และเริ่มพึ่งคนอื่นมากขึ้น ทั้งที่เป้าหมายของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพคือการยังเคลื่อนไหวได้และช่วยเหลือตัวเองได้ให้นานที่สุด

  • ลุกจากเก้าอี้หรือเตียงแล้วต้อง “ตั้งหลัก” ก่อนเดิน จากที่เคยลุกแล้วเดินได้ทันที
  • มีเสียงดังกรอบแกรบหรือเสียงเสียดสีภายในข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหว
  • ปวดหรือตึงเข่าซ้ำๆ โดยเฉพาะหลังเดิน นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธินาน
  • งอหรือเหยียดเข่าได้น้อยลง เหยียดไม่สุด หรืองอแล้วแน่นตึงข้ออย่างชัดเจน
  • มีอาการบวม แดง หรือรู้สึกอุ่นบริเวณรอบข้อเข่า

ถ้ามีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง แม้พักแล้วดูแลตัวเองเบื้องต้นยังไม่ดีขึ้น คุณไม่ควรทนคิดว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อดูระดับความเสื่อมและเริ่มการรักษาข้อเข่าอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ข้อจะเสียหายแบบถาวร

ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด: ป้องกันข้อเข่าเสื่อมและชะลอโรคได้

หลายคนกลัวการพบแพทย์เพราะคิดว่าถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้วสุดท้ายต้องผ่าตัดเสมอ ความจริงคือโรคนี้มีหลายระยะ และแนวทางการรักษาข้อเข่าไม่ได้เริ่มที่ห้องผ่าตัด การดูแลสำคัญที่สุดคือช่วงที่ยังเดินได้ ทำกิจวัตรประจำวันเองได้ หากรอให้ปวดจนเดินไม่ไหว ตัวเลือกก็เหลือน้อยลงแบบไม่รู้ตัว ความเชื่อที่ว่าต้องเลิกออกกำลังกายเพื่อป้องกันข้อเข่าเสื่อมก็เป็นกับดัก เพราะเมื่อกล้ามเนื้อรอบข้ออ่อนแรง น้ำหนักเกิน และขยับร่างกายน้อย แรงกดที่ลงสู่ข้อกลับมากขึ้น ทำให้เสื่อมเร็วกว่าเดิม

  • ควบคุมน้ำหนัก ลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพื่อลดแรงกดต่อข้อเข่า
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เน้นเสริมกล้ามเนื้อรอบเข่า หลีกเลี่ยงการโหมหนักแบบฉับพลันโดยไม่เตรียมตัว
  • ทำกายภาพบำบัด ฝึกยืดเหยียดและบริหารข้อเข่าอย่างถูกวิธีเพื่อลดปวดและเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว
  • ปรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ลดท่าที่งอเข่ามากและนาน เลือกเก้าอี้สูงพอให้ลุกง่าย
  • ใช้ยาและวิธีบรรเทาปวดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ซื้อยากินเองต่อเนื่องโดยไม่ตรวจประเมิน

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมควรถูกมองว่าเป็น “ทางเลือกสุดท้ายเมื่อจำเป็น” มากกว่าจะรอให้ถึงจุดนั้นตั้งแต่แรกเริ่ม ยิ่งคุณใส่ใจป้องกันข้อเข่าเสื่อมและเข้ารับการดูแลอย่างเป็นระบบเร็วเท่าไร โอกาสจะเก็บข้อเข่าเดิมไว้ใช้งานได้นานก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!