รับแอปรับแอป

โอนิไม่ใช่แค่ปีศาจกินคน! ไขทุกมิติปีศาจญี่ปุ่น จากตำนานโบราณถึงอนิเมะดัง

อารยา จิตดี01-31

เปิดประตูโลกโอนิ: จาก Demon Slayer สู่ตำนานญี่ปุ่นลึก ๆ

ถ้าเอ่ยถึงคำว่า “โอนิ” ภาพแรกที่หลายคนมักนึกถึงคือปีศาจกินคนจากเรื่อง Demon Slayer ที่ต้องสู้กับคามาโดะ ทันจิโร่ เพื่อช่วยเนซึโกะให้กลับมาเป็นมนุษย์ แต่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจริง ๆ แล้ว “โอนิ” ไม่ได้เป็นแค่ตัวร้ายกระหายเลือดเท่านั้น

โอนิบางตนถูกเคารพในฐานะเทพเจ้า บางตนถูกเล่าเป็นวีรบุรุษ หรือแม้แต่ตัวละครโศกนาฏกรรมที่ชวนให้สงสาร เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เต็มไปด้วยมิติและความซับซ้อน

บทความนี้จะพาไล่ดูตั้งแต่ตำนาน นิทานพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง ไปจนถึงคำพูดและเทศกาลในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น เพื่อให้คุณเข้าใจโอนิในแบบที่ลึกกว่าภาพในอนิเมะ

ปีศาจใน Demon Slayer ต่างจากโอนิในตำนานญี่ปุ่นยังไง?

โอนิใน Demon Slayer ถูกวางระบบชัดเจนมาก:

  • เดิมเคยเป็นมนุษย์มาก่อน

  • ไม่ตายเว้นแต่จะโดนแสงอาทิตย์

  • มีชีวิตอยู่ด้วยการกินเลือดเนื้อมนุษย์

ลักษณะเหล่านี้ทำให้นึกถึง “แวมไพร์” ของตะวันตกมากกว่าปีศาจญี่ปุ่นดั้งเดิมเสียอีก

ในทางกลับกัน โอนิในตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นมีทั้งรูปลักษณ์และบทบาทที่ยืดหยุ่นกว่า ไม่ได้ถูกล็อกให้อยู่แค่บท “ตัวร้าย” แต่สามารถเป็นทั้งภัยคุกคาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนเล่น หรือแม้แต่ผู้ปกป้องก็ได้

การเข้าใจความหลากหลายของโอนิแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการอ่านอนิเมะ/มังงะที่หยิบเอาโอนิมาเล่าใหม่ในยุคปัจจุบัน

โอนิในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น: ไม่ได้เลวอย่างเดียว

ในนิทานญี่ปุ่นคลาสสิก โอนิถูกใช้เป็นตัวละครที่หลากหลายกว่าที่คิด

  • ในเรื่อง โมโมทาโร่ (Momotaro) และ อิสซุนโบชิ (Issun Boshi) โอนิจะมาในบทปีศาจร้ายที่ต้องถูกจัดการและปราบให้สิ้นซาก เป็นภาพโอนิแบบ “ศัตรูที่ต้องโค่น” อย่างชัดเจน

  • ส่วนในเรื่อง ตาแก่ปุ่มปม (Kobutori Jiisan) แม้โอนิจะหน้าตาน่ากลัว แต่กลับถูกเล่าในอีกด้านที่ร่าเริง ชอบเต้นรำร้องเพลงกับคุณตา บรรยากาศเลยออกมาดูขำ ๆ อบอุ่นมากกว่าน่าขยะแขยง

  • ยังมีตำนานที่มองว่า คินทาโร่ (Kintaro) เป็นลูกของโอนิหญิงภูเขาอย่าง ยามาอุมบะ (Yamamba) เลยมีภาพอุกิโยะที่เขาเล่นกับโอนิอย่างสนิทสนม เหมือนเพื่อนหรือครอบครัวมากกว่าจะเป็นศัตรู

สรุปคือ โอนิในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นถูกเล่าให้มีหลายบุคลิก ทั้งน่ากลัว น่าขบขัน และน่าเห็นใจ จนกลายเป็นตัวละครที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยมานานตั้งแต่ยุคโบราณ

โอนิบนเวที: ศิลปะการแสดง ดนตรี และเทศกาลชินโต

โอนิไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่แค่ในหน้ากระดาษนิทาน แต่ยังกลายเป็นตัวละครสำคัญในศิลปะการแสดงคลาสสิกและพิธีกรรมศาสนาด้วย

ในการแสดง โน (Noh) และ เคียวเง็น (Kyogen) ตัวละครโอนิไม่ใช่แค่ปีศาจที่ทำร้ายมนุษย์เท่านั้น แต่หลายครั้งคือมนุษย์ที่ถูกความแค้น ความเศร้า หรืออารมณ์สุดขั้วกลืนกินจน “กลายร่างเป็นโอนิ”

มิตินี้สะท้อนแนวคิดเดียวกับหลายตอนใน Demon Slayer ที่โอนิแต่ละตนเคยมี “อดีตในฐานะมนุษย์” อันแสนเศร้าอยู่เบื้องหลัง

โอนิยังปรากฏในเทศกาลชินโตต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น เช่น

  • เทศกาลโอนิโทโยฮาชิ (Toyohashi Oni Matsuri) จังหวัดไอจิ

  • โอนิโอโดริโฮนโจจิ (Honjoji Oni Odori) พิธีเซ็ตสึบุนในเมืองซันโจ จังหวัดนีงาตะ

ในบางพื้นที่ โอนิไม่ได้ถูกไล่หรือถูกปราบ แต่ถูกมองเป็น เทพผู้ปัดเป่าภัยพิบัติและนำโชค ให้หมู่บ้านด้วย

รวมสายพันธุ์โอนิญี่ปุ่นที่คุณควรรู้จัก

แม้จะเรียกรวม ๆ ว่า “โอนิ” แต่ในตำนานญี่ปุ่นมีโอนิหลากชนิดมาก ตั้งแต่โอนิสีแดงสีฟ้าที่คุ้นตาตามเทศกาล ไปจนถึงปีศาจยักษ์ในเอกสารโบราณและตำนานท้องถิ่นต่าง ๆ

โอนิแดง (Aka Oni) และโอนิฟ้า/เขียว (Ao Oni)

โอนิสีแดงและโอนิสีฟ้าหรือเขียวคือภาพจำของโอนิที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยที่สุด โดยเฉพาะในเทศกาล เซ็ตสึบุน ที่มักมีคนแต่งตัวเป็นโอนิสองสีนี้

มีทฤษฎีว่าต้นกำเนิดมาจากแนวคิด หยินหยางและธาตุทั้งห้า (Go-gyo) ของจีนที่ถูกผสมเข้ากับพุทธศาสนา จนเกิดแนวคิดโอนิห้าสี ได้แก่ แดง ฟ้า/เขียว เหลือง เขียว และดำ ผูกกับคำสอนเรื่อง “ความเร่าร้อนทั้งห้า” (Go-gai) หรือกิเลสตัณหาห้าประการ

ชูเท็นโดจิ (Shuten Doji) – ยักษ์เจ้าปาร์ตี้ผู้โหดเหี้ยม

ชูเท็นโดจิถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในสามโอนิที่ดุร้ายที่สุดของญี่ปุ่น ตำนานเล่าว่าเขาลักพาตัวคนหนุ่มสาวและเจ้าหญิงในเกียวโตไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะถูกนักรบในตำนานอย่าง มินาโมโตะ โนะ โยริมิตสึ และพวกพ้องกำจัดด้วยอุบายวางยาพิษในเหล้า

เรื่องราวของเขาถูกเล่าซ้ำมาหลายร้อยปี ผ่านทั้งหนังสือ ภาพม้วน และวรรณกรรมหลายยุค ชูเท็นโดจิจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ โอนิผู้ทรงพลัง มีเสน่ห์ และอันตรายสุดขีด

อิบารากิ โดจิ (Ibaraki Doji) – มือขวาผู้ไม่ยอมตายง่าย ๆ

อิบารากิ โดจิเป็นที่รู้จักในฐานะลูกน้องคนสนิทของชูเท็นโดจิ หลังจากชูเท็นโดจิถูกปราบ เขาหนีรอดมาได้และยังปรากฏในงานวรรณกรรมและการแสดงหลายยุค ทั้งใน Otogizoshi, โนเรื่อง Rashomon, และคาบูกิเรื่อง Modoribashi

อามาโนะจาคุ (Amanojaku) – ปีศาจหัวดื้อสายขวางโลก

อามาโนะจาคุโผล่ในนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรมเก่า ๆ อยู่บ่อย แต่ตัวตนจริง ๆ กลับคลุมเครือมาก บางแห่งเล่าว่าเป็นปีศาจเล็ก บางแห่งก็ว่ามีความใกล้เคียงกับโอนิ

ในภาษาปัจจุบัน “อามาโนะจาคุ” กลายเป็นคำเรียกคนที่ชอบทำตรงข้ามกับคนอื่นหรือชอบขัดใจ เป็นภาพลักษณ์ของ คนดื้อด้านและขวางโลก มากกว่าจะนึกถึงปีศาจจริง ๆ

มีทฤษฎีว่าอามาโนะจาคุมีที่มาจาก อามาโนะ ซากุเมะ (Amanosagume) ที่ปรากฏในโคจิกิและนิฮงโชกิ อีกทั้งโอนิที่อยู่ใต้เท้าของรูปปั้นท้าวจตุโลกบาล (Shitenno) ก็ถูกเรียกว่าอามาโนะจาคุเช่นกัน

อุระ (Ura / Onra) – หัวขาดแต่เสียงยังดังก้อง

อุระคือโอนิที่ปรากฏในตำนานแถบคิบิ (Kibi) หรือจังหวัดโอคายามะในปัจจุบัน เชื่อกันว่าเป็นต้นแบบของโอนิในเรื่องโมโมทาโร่

ตามตำนาน อุระถูก คิบิสึฮิโกะโนะมิโคโตะ ตัดศีรษะ แต่หัวของเขายังคำรามอย่างน่าสยดสยองอยู่อีกหลายปี จนกระทั่งวิญญาณได้รับการสักการะที่ศาลเจ้าคิบิสึ และสงบลงในที่สุด

เรียวเมนสึคุนะ (Ryomen Sukuna) – เทพสองหน้า สี่แขน

เรียวเมนสึคุนะเป็นเทพปีศาจที่มีสองใบหน้าและสี่แขน ปรากฏในเอกสารโบราณอย่างนิฮงโชกิ ถูกบรรยายว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอย่างยิ่ง

แต่ในตำนานพื้นถิ่นแถบฮิดะ จังหวัดกิฟุกลับถูกเล่าว่าเขาเป็น วีรบุรุษ ที่ปราบปีศาจและมังกรพิษ และยังเป็นผู้ก่อตั้งวัด

ปัจจุบันชื่อของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการถูกดัดแปลงในอนิเมะ Jujutsu Kaisen ในฐานะตัวตนที่สิงอยู่ในร่างของยูจิ อิตาโดริ

มะฮิโตะสึโอนิ (Mahitotsu Oni) – ยักษ์ตาเดียวจากเอกสารยุคนารา

มะฮิโตะสึโอนิ หรือ “โอนิแห่งหมู่บ้านอาโยะ (Ayo no Sato)” ปรากฏอยู่ใน อิซึโมะโนะคุนิ ฟูโดกิ (Izumo no Kuni Fudoki) เอกสารยุคนารา (ศตวรรษที่ 8) และถือเป็นหนึ่งในโอนิที่เก่าแก่ที่สุดที่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

เอกลักษณ์ของโอนิตนนี้คือมี ดวงตาขนาดใหญ่เพียงดวงเดียวอยู่กลางหน้าผาก เป็นภาพที่ทั้งน่ากลัวและทรงพลังในคราวเดียว

โกะซุ (Go-zu) และเมะซุ (Me-zu) – ผู้คุมวิญญาณในนรก

ในพุทธศาสนา โกะซุและเมะซุถูกยกให้เป็นหัวหน้าผู้คุมในนรก มีหน้าที่ลงโทษวิญญาณของคนชั่ว

  • โกะซุ – มีหัวเป็นวัว

  • เมะซุ – มีหัวเป็นม้า

ภาพลักษณ์ของทั้งสองผูกกับความยุติธรรมแบบโหดเหี้ยมในปรโลกมากกว่าจะเป็นปีศาจไร้เหตุผล

คิโจ (Kijo) – หญิงที่กลายเป็นโอนิจากอารมณ์สุดขั้ว

“คิโจ” หมายถึงผู้หญิงที่มีรูปลักษณ์หรือใบหน้าเหมือนโอนิ ตำนานญี่ปุ่นเต็มไปด้วยเรื่องของหญิงสาวที่กลายเป็นโอนิจากอารมณ์อันรุนแรง เช่น

  • ฮาชิฮิเมะ (Hashihime) หญิงชนชั้นสูงที่ถูกความอิจฉาเผาผลาญจนกลายเป็นโอนิ

  • โมมิจิ (Momiji) โอนิหญิงในตำนานแถบโทกาคุชิ จังหวัดนางาโนะ

  • คิโยฮิเมะ (Kiyohime) ที่กลายเป็นโอนิจากความโกรธแค้นเมื่อถูกชายคนรักหลอกลวง

เรื่องราวของคิโจจำนวนมากมักขุดลึกไปถึงอดีตในฐานะมนุษย์ และถูกถ่ายทอดซ้ำในการแสดงโนและคาบูกิอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างชัดเจนของแนวคิดที่ว่า โอนิเกิดจากอารมณ์มนุษย์ที่ล้นเกินควบคุม

เฮียกคิ ยากโย (Hyakki Yako / Hyakki Gyogyo) – ขบวนพาเหรดปีศาจร้อยตน

“เฮียกคิ ยากโย” คือภาพของขบวนโอนิและโยไคเดินพาเหรดกันในยามค่ำคืนไปตามถนน ถูกวาดและเล่าขานมาตั้งแต่ยุคเฮอัง

ทุกวันนี้หลายพื้นที่ยังจัดงานที่หยิบคอนเซปต์นี้มาใช้ จนกลายเป็นกิจกรรมที่ทั้งน่าขนลุกและน่าถ่ายรูปในเวลาเดียวกัน

หน้าตา & ที่มาของโอนิญี่ปุ่น ต่างจากโยไคยังไง?

โอนิของญี่ปุ่นไม่ได้เหมือนปีศาจ (Devil) หรือมอนสเตอร์ (Monster) ของตะวันตกเป๊ะ ๆ แต่มีจุดยืนเฉพาะของตัวเอง

ลักษณะคลาสสิกของโอนิ

  • รูปร่าง: มักถูกวาดเป็นยักษ์ตัวใหญ่ กล้ามเนื้อแน่น มีเขาหนึ่งหรือสองเขา มีเขี้ยวแหลมคม ใส่กางเกงหนังเสือ มือถือกระบองเหล็ก

  • ที่มา: ในอดีต สิ่งที่มองไม่เห็นหรืออธิบายไม่ได้มักถูกเรียกว่า “Onu” และเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของโรคระบาดหรือภัยพิบัติ

ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 12 ในยุคคามาคุระและมุโรมาจิ ภาพยักษ์เริ่มปรากฏในหนังสือและภาพวาดมากขึ้น พอเข้าสู่ยุคเอโดะ โอนิก็ยิ่งฝังรากลึกผ่านศิลปะการแสดงอย่างโน เคียวเง็น คาบูกิ และโจรุริ

ยังมีความเชื่อเรื่อง ทิศอัปมงคล “คิมง (Kimon)” ซึ่งคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศ “อุชิโทระ” เชื่อว่าเป็นทิศที่โอนิเดินทางเข้าออก จึงเกิดภาพจำว่าโอนิมีเขาวัวและใส่หนังเสือ ผูกกับทิศวัว-เสือในโหราศาสตร์โบราณ

โอนิกับโยไคต่างกันยังไง?

โยไค (Yokai) คือคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกสิ่งมีชีวิตประหลาด ปรากฏการณ์แปลก ๆ หรือสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้

ในมุมมองหนึ่ง โอนิก็ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของโยไค แต่มีนักวิชาการเสนอว่า:

  • โอนิ = สัญลักษณ์ของ “พละกำลังและร่างกายที่ทรงอำนาจ”

  • โยไค = สัญลักษณ์ของ “ความประหลาดและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ”

พูดง่าย ๆ คือ โอนิคือร่างกายที่จับต้องได้และน่ากลัว ส่วนโยไคคือความประหลาดลึกลับที่ยากจะอธิบาย

โอนิที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันชาวญี่ปุ่น

โอนิไม่ได้อยู่แค่ในตำนาน แต่ยังฝังตัวอยู่ในภาษา วัฒนธรรม และเทศกาลต่าง ๆ ของญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้

คำศัพท์ที่มีคำว่า “โอนิ”

คำว่า “โอนิ” มักถูกใช้เป็นคำขยายเพื่อเน้นความหมายว่า “สุดขีด” “โหดมาก” หรือ “ขั้นสุด” เช่น

  • โอนิ โค้ช – โค้ชสายโหดที่เข้มงวดมาก ไม่ยอมผ่อนปรน

  • โอนิยเมะ (Oniyome) – ภรรยาที่ดูเข้มงวดกับสามีแบบจัดหนัก บางทีแฝงความเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ

  • โอนิ นิ คานาโบ (Oni ni Kanabo) – ยักษ์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แถมยังมีกระบองเหล็กในมืออีก หมายถึงคนที่เก่งอยู่แล้วแต่ยิ่งได้พลังเสริมจนไร้เทียมทาน

  • โอนิเด็น (Oniden) – การโทรหาซ้ำ ๆ ไม่หยุดจนกว่าอีกฝ่ายจะรับสาย เหมือนโทรแบบบ้าคลั่งราวกับโอนิ เป็นคำสแลงที่มาจากภาษาวัยรุ่นยุคปลาย 90s–ต้น 2000s

การใช้ “โอนิ” ในภาษาแบบนี้สะท้อนว่าคนญี่ปุ่นมองโอนิเป็นสัญลักษณ์ของ “ความสุดขั้ว” มากกว่าจะมองแค่ในมุมผีร้าย

เทศกาลและพิธีกรรมที่มีโอนิร่วมแจม

  • เซ็ตสึบุน (Setsubun) – จัดทุกปีช่วงวันที่ 2 หรือ 3 กุมภาพันธ์ เป็นพิธีโปรยถั่วพร้อมตะโกนว่า "ยักษ์ออกไป! โชคดีเข้ามา!" เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากบ้าน เป็นหนึ่งในจังหวะที่คนยุคนี้ได้สัมผัสพิธีไล่โอนิแบบดั้งเดิม

  • ในหลายเทศกาลทั่วญี่ปุ่น มักมีผู้สวมหน้ากากโอนิทำหน้าที่เป็นตัวแทนเทพเจ้าหรือผู้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย บางครั้งโอนิในพิธีเหล่านี้จึงกลายเป็น ผู้คุ้มครอง มากกว่าศัตรู

สถานที่ที่มีคำว่า “โอนิ” ในชื่อ

หลายภูมิภาคของญี่ปุ่นมีชื่อสถานที่ที่ผูกกับตำนานโอนิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมไปโดยปริยาย

  • โอนิ โอชิดาชิ เอ็น (Onioshidashi-en) – อยู่ระหว่างจังหวัดกุนมะและนากาโนะ เป็นพื้นที่ลาวาจากการปะทุของภูเขาไฟที่ดูเหมือนโอนิกำลังกระแทกหินให้ทะลักออกมา เป็นภาพที่ทำให้คนรู้สึกถึงพลังดิบของธรรมชาติ เปรียบเทียบกับพลังของโอนิ

  • โอนิกะชิมะ (Onigashima) – เกาะในจังหวัดโอกายามะและคางาวะที่ถูกเชื่อมโยงกับตำนานโมโมทาโร่ในฐานะ “เกาะของโอนิ”

  • คินาซะ (Kinasa) – พื้นที่ภูเขาของโทกาคุชิ จังหวัดนางาโนะ ที่ยังคงตำนานโอนิหญิงโมมิจิอยู่ และเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีหรือน้ำพุร้อนยอดนิยม

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงหลงใหล “โอนิ” ไม่รู้จบ?

อะไรทำให้โอนิกลายเป็นตัวละครที่ถูกหยิบมาเล่าซ้ำในอนิเมะ มังงะ และสื่อบันเทิงไม่รู้กี่รอบ แต่ก็ยังดึงดูดคนดูได้ทุกยุค?

คำตอบอาจอยู่ที่ว่า โอนิในวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ได้แบนราบเป็นแค่ตัวแทนของความชั่วร้าย แต่รวบรวมสุดขั้วของอารมณ์มนุษย์เอาไว้ ทั้งความอิจฉา ความเศร้า ความโกรธ ความหลง และความปรารถนาอันเข้มข้น

เหมือนกับโอนิใน Demon Slayer ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์รุนแรงของมนุษย์ บางตัวมีอดีตน่าสงสาร บางตัวก็น่าเคารพในพลังและความสิ้นหวังของพวกมัน

ถ้าคุณรู้จักโอนิครั้งแรกผ่านอนิเมะ ลองขยับเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง ผ่านการอ่านตำนานเก่า การไปเยือนสถานที่ที่ผูกกับโอนิ หรือเข้าร่วมเทศกาลที่มีโอนิเป็นตัวละครหลัก

เมื่อคุณเข้าใจโอนิมากขึ้น คุณก็จะเข้าใจด้านมืด ด้านเจ็บปวด และด้านทรงพลังของมนุษย์ได้ลึกขึ้นไปพร้อมกัน

โลกของโอนิญี่ปุ่นนั้นลึกกว่าที่เห็นในจอ และอาจทำให้คุณมองตัวเองในกระจกต่างออกไปเล็กน้อยด้วยเช่นกัน