รับแอปรับแอป

เจาะลึกคนไทยยุค AI: 9 โปรไฟล์ผู้ใช้ – 3 กุญแจสร้าง Trust ก่อนขึ้นแท่น AI-first

กิตติพงษ์ ชัยมงคล01-29

คนไทยใช้ AI เยอะกว่า ที่คิด แต่ลึกไม่สุด

SCBX เปิดตัวรายงาน “thAI Consumer AI Adoption 2026” ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงลึกว่าด้วยพฤติกรรม ทัศนคติ ความคาดหวัง และความกังวลของผู้บริโภคไทยต่อเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะในโลกการเงิน

คำถามตั้งต้นของรายงานฉบับนี้ชัดมากว่า: “ผู้บริโภคไทยอยากให้ AI ทำอะไรเพื่อพวกเขาจริง ๆ?”

งานวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคหลายช่วงวัย อาชีพ และระดับทักษะดิจิทัล เพื่อสะท้อนภาพ “Thai AI Reality” หรือภาพจริงของการใช้ AI ในไทย ที่ต่างจากข้อมูลสำเร็จรูปจากบริษัทต่างชาติ และที่สำคัญคือ ให้ธุรกิจไทยออกแบบผลิตภัณฑ์ AI บนฐาน ความต้องการจริงของคนใช้ ไม่ใช่แค่ความล้ำของเทคโนโลยี

ผลสำรวจชี้ว่า:

  • มากกว่า 90% ของคนไทยรู้จัก AI

  • กว่า 80% ใช้ AI เป็นประจำอยู่แล้ว ผ่านการแนะนำคอนเทนต์ การค้นหาข้อมูล การแปลภาษา ไปจนถึงฟีเจอร์อัตโนมัติในแอปธนาคาร

แต่แม้ AI จะ “อยู่ในชีวิตประจำวัน” ของคนไทยเรียบร้อยแล้ว มีเพียง 16% เท่านั้นที่ถูกจัดว่าเป็น “ผู้ใช้ AI แบบเต็มศักยภาพ”

คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม “ใช้แบบพอสะดวก” หรือ “เห็นประโยชน์แต่ยังไม่ไว้ใจเต็มที่” ซึ่งสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง การใช้งานจริง กับ ความเข้าใจและความมั่นใจที่แท้จริง

9 โปรไฟล์ผู้บริโภคยุค AI ของคนไทย

รายงานสรุปกลุ่มผู้บริโภคยุค AI ของไทยออกมาเป็น 9 โปรไฟล์ ไล่ระดับจากผู้ใช้ขั้นโปร ไปจนถึงคนที่ไม่เอา AI เลย แต่ละกลุ่มสะท้อนทั้งรูปแบบการใช้และทัศนคติต่อ AI ที่แตกต่างกันชัดเจน

1. Pro-formance – นักสร้างผลงานด้วย AI (5%)
ใช้ AI เป็นอาวุธหลักในการสร้างผลงานและผลลัพธ์ มอง AI เป็น “เครื่องเร่งความสำเร็จ” มากกว่าของเล่นทดลอง

2. Life Optimizer – คนใช้ AI ให้ชีวิตง่ายขึ้น (8%)
ใช้ AI เพื่อทำให้ชีวิตประจำวันเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น จัดระเบียบได้ดีขึ้น ตั้งแต่จัดการงาน ไปจนถึงเรื่องส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ

3. Smart Minimalist – ฉลาดแบบพอดี ใช้เท่าที่จำเป็น (36%)
ไม่คลั่งเทคโนโลยี แต่ถ้าเห็นประโยชน์ชัด ก็พร้อมใช้ ใช้ AI อย่างมีสติ เลือกใช้เฉพาะสิ่งที่ตอบโจทย์จริง ๆ

4. Skeptical Practitioner – เชื่อแต่ไม่วางใจ (34%)
เปิดรับ AI และใช้งานจริง แต่ยังมี “โหมดระแวง” ในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องข้อมูล ความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่อาจผิดพลาด

5. Silent Doubter – สงสัยแต่ไม่พูดออกมา (10%)
ใช้ AI อยู่ แต่ไม่กล้าเชื่อเต็มที่ และหลายครั้งอาจไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองใช้ AI เพราะยังไม่มั่นใจทั้งในระบบและในตัวเอง

6. Accidental Adopter – ใช้แบบไม่ได้ตั้งใจ (4%)
ใช้ AI โดยไม่รู้ตัวว่า “นี่แหละ AI” เช่น ระบบแนะนำอัตโนมัติ ฟีเจอร์เบื้องหลังบางอย่างที่ถูกกลบด้วย UX ที่เนียนจนไม่รู้ว่าเป็น AI

7. Unaware Trialist – ใช้โดยไม่รู้ตัว แต่เริ่มค้นหา (3%)
เริ่มสงสัยว่า AI ทำงานอย่างไร เริ่มค้นข้อมูล ทดลองเล่น และค่อย ๆ ตระหนักว่าหลายสิ่งที่ใช้ทุกวันมี AI อยู่เบื้องหลัง

8. Curious Speculator – จับตาดูแต่ยังไม่ลอง (0.2%)
ยังไม่ลงมือใช้จริง แต่ติดตามข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ AI อย่างใกล้ชิด ขอ “รอดูทิศทาง” และผลลัพธ์จากคนอื่นก่อน

9. Digital Rejector – สายไม่เอา AI (0.1%)
ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ ไม่ต้องการให้ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ และอยากคงรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมไว้มากที่สุด

สองกลุ่มใหญ่ที่ครองสัดส่วนรวมกันมากกว่า 70% ของผู้บริโภคไทย คือ:

  • Smart Minimalist

  • Skeptical Practitioner

นี่คือกลุ่มที่องค์กรต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการออกแบบ AI ให้ตอบโจทย์ทั้ง ความคาดหวัง และ ความกังวล โดยเฉพาะเรื่อง:

  • ความปลอดภัยของข้อมูลและเงิน

  • ความง่ายในการใช้งาน

  • ความโปร่งใสของระบบ

นอกจากนี้ ยังมี สามกลุ่มผู้ใช้หลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนการใช้ AI ในไทย ได้แก่:

  • Smart Minimalist

  • Life Optimizer

  • Pro-formance

ความกลัวที่ฉุดคนไทย: ไม่ใช่ไม่อยากใช้ แต่กลัวเจ็บตัว

ในโลกการเงิน รายงานพบว่า “ความกังวล” คือกำแพงหลักที่ทำให้คนไทยยังไม่ใช้ AI ในระดับลึกเท่าที่ควร โดย 5 ประเด็นใหญ่ที่ผู้บริโภคกลัวมีดังนี้:

  • การโอนไปยังบัญชีต้องสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อธุรกรรม (60%)

  • กลัวถูกล่อลวงจนเงินออมสูญหาย (59%)

  • ต้องเปรียบเทียบสินเชื่อ รีไฟแนนซ์เอง รู้สึกยุ่งยากและเสี่ยงผิดพลาด (57%)

  • ต้องตามเช็กโปรโมชันบัตรเครดิตเอง กลัวพลาดดีลดี ๆ (55%)

  • ตัวเลือกการลงทุนมีเยอะเกินไป และไม่เข้าใจศัพท์การลงทุน (52%)

สิ่งที่คนไทยอยากให้ AI ทำ ไม่ใช่ความล้ำแบบหวือหวา แต่คือการช่วยให้ชีวิตการเงิน:

  • ซับซ้อนน้อยลง

  • ลดงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลา

  • ปลอดภัยและสบายใจขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ คนไทยไม่ได้อินกับ AI เพราะคำว่า “ล้ำ” แต่จะยอมรับเพราะคำว่า “ไว้ใจได้ และใช้ง่ายจริง”

มุมมองจากฝั่งองค์กร: AI-first ต้องเริ่มจากความเข้าใจคน

ผู้บริหาร SCBX สะท้อนในรายงานว่า การเดินหน้าสู่การเป็น AI-first Organization ไม่ได้เริ่มจากการมีเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า:

  • ลูกค้ามองเห็นองค์กรเป็น AI-first หรือยัง

  • สิ่งที่องค์กรลงทุนทำไป ฝั่งผู้บริโภค “รู้สึก” ว่าเกิดขึ้นจริงกับชีวิตเขาหรือไม่

รายงานย้ำว่า AI ที่มีความหมายต่อผู้ใช้ ต้องเป็น AI ที่:

  • คลายความกังวลได้

  • ทำให้ชีวิตการเงินง่ายขึ้น ไม่ยุ่งยากกว่าเดิม

  • ทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างสมดุล

เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ถูกเติมเต็ม คนจึงจะพร้อมก้าวสู่โลกการเงินยุคใหม่ด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่ด้วยความจำยอม

ในมุมการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลยังสะท้อนว่า แม้คนไทยใช้ AI ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่การใช้ AI เพื่อการเงินเชิงลึกยังห่างไกลจากศักยภาพ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ:

  • ยังไม่เชื่อในความปลอดภัยและความแม่นยำของระบบ

  • ยังไม่รู้สึกว่าเข้าใจสิ่งที่ AI ทำ

  • ต้องการให้มี มนุษย์ร่วมตรวจสอบ (Human-in-the-Loop) โดยเฉพาะในบริการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การลงทุน การจัดพอร์ต หรือคำแนะนำทางการเงินอัตโนมัติ

ก่อนจะพาคนไทยไปถึงการใช้ AI ขั้นซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์เชิงลึก การจัดพอร์ตลงทุน หรือระบบแนะนำอัจฉริยะ AI จึงต้องถูกออกแบบให้ อธิบายได้ ตรวจสอบได้ และเชื่อใจได้ เสียก่อน

3 มิติที่องค์กรไทยต้องโฟกัส ถ้าอยากเป็น AI-first จริง ๆ

รายงานสรุป 3 แกนหลัก ที่องค์กรไทยต้องให้ความสำคัญ หากอยากขยับสู่การเป็น AI-first Organization แบบไม่หลุดจากหัวใจของผู้ใช้

1. Trust Design – ออกแบบ “ความเชื่อใจ” ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

ความโปร่งใสต้องไม่ใช่ของแถม แต่ต้องเป็น คุณสมบัติหลัก ของทุกบริการ AI โดยเฉพาะในด้านการเงิน องค์กรต้องทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายว่า:

  • ระบบแนะนำสิ่งนี้ “เพราะอะไร”

  • ใช้ข้อมูลแบบไหน ขอบเขตไหน

  • มีมาตรการปกป้องข้อมูลอย่างไร

เมื่อผู้ใช้ “มองทะลุ” ระบบได้ ความไว้วางใจก็เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องขายฝัน

2. Human Validation – ให้มนุษย์ยังมีเสียงสุดท้าย

แม้เทคโนโลยีจะไปไกล แต่ผู้บริโภคไทยยังต้องการ “เสียงสุดท้ายจากมนุษย์” โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อ AI แต่เพราะเชื่อว่า:

  • การมีมนุษย์อยู่ในวงจร (Human-in-the-Loop) ทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้น

  • การตัดสินใจบางอย่างต้องอาศัยความเข้าใจเชิงมนุษย์ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

การออกแบบบริการ AI ที่ให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทร่วมตรวจสอบและตัดสินใจ จึงช่วยเพิ่ม “คะแนนความเชื่อใจ” ได้อย่างชัดเจน

3. Meaningful Simplicity – ทำให้ความซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้

คนไทย ไม่กลัวเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่กลัวประสบการณ์ที่เข้าไม่ถึงและใช้ยาก สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการคือ:

  • ระบบที่สื่อสารด้วยภาษาคน ไม่ใช่ภาษาวิชาการ

  • การรองรับภาษาหลายสำเนียง หลายรูปแบบการใช้จริง

  • การเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ อย่างลื่นไหล ไม่ต้องกรอกซ้ำ ทำซ้ำ หรือตั้งค่าเยอะ

ความเรียบง่ายที่มีความหมาย จึงกลายเป็นอาวุธลับ ที่ทำให้ AI จาก “เครื่องมือไฮเทค” กลายเป็น “ผู้ช่วยประจำวัน” ได้จริง

โอกาสใหญ่ของฟินเทคไทย: จากกระแสสู่การใช้งานจริง

รายงานสะท้อนภาพตรงกันว่า ความสนใจของคนไทยต่อ AI สูงมาก แต่การใช้งานในด้านการเงินยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างชัดเจน

ถ้าองค์กรสามารถจัดการ 3 ด่านใหญ่ได้สำเร็จ คือ:

  • ความปลอดภัย

  • ความยุ่งยากในการใช้งาน

  • ความเข้าใจของผู้ใช้

AI จะไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมในแอป แต่จะกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของชีวิตการเงินคนไทย ตั้งแต่การเตือนความเสี่ยง ไปจนถึงการแนะนำการเงินที่ปรับตามบริบทของแต่ละคนแบบเรียลไทม์

AI ในมุมนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีลอย ๆ แต่คือระบบหลังบ้านของชีวิตการเงินรูปแบบใหม่

จากเทคโนโลยีสู่โครงสร้างพื้นฐานชีวิตคนไทย

ภาพใหญ่ที่รายงานของ SCBX สะท้อนออกมา คือ AI กำลังขยับจากการเป็นแค่เทคโนโลยี มาเป็น โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตคนไทยยุคใหม่

องค์กรที่มอง AI แค่ในมิติของ “ความล้ำ” อาจพลาดเป้าจริงของผู้ใช้ แต่องค์กรที่ออกแบบ AI โดยยึด:

  • ความมั่นใจ ว่าปลอดภัยและไว้ใจได้

  • ความง่าย ที่ไม่ต้องสอนเยอะก็ใช้เป็น

  • ความโปร่งใส ที่อธิบายได้ทุกการตัดสินใจ

จะเป็นผู้ที่สร้าง ความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ในยุคการเงินสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคงกว่า

ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ของทุกคน องค์กรที่ฟังเสียงผู้ใช้ดังพอ จะเป็นองค์กรที่เดินนำหน้าได้ไกลกว่าเสมอ