ดราม่าปลายปี: เมื่อสงครามความคิดเรื่อง AI ลุกลามทั้งวงการเกม
ปลายปี 2025 วงการเกมเมอร์เดือดจนไฟลุก ด้วยประเด็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบเรื่องการใช้ Generative AI ในการพัฒนาเกม
จุดที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “เรื่องมันไปไกลเกินเหตุ” คือการที่ Akihiro Hino CEO ของ Level-5 (สตูดิโอที่อยู่เบื้องหลัง Professor Layton และ Ni No Kuni) ต้องออกมาโพสต์ผ่าน X เพื่อเรียกสติทั้งอุตสาหกรรมและแฟนเกม
ทั้งหมดเริ่มจากคดีพิพาทที่แรงจนถึงขั้น ยึดรางวัลเกมคืน และทำให้คำว่า “ใช้ AI” กลายเป็นตราบาปของคนทำเกมในสายตาใครหลายคน
ปมใหญ่: GOTY อินดี้โดนริบรางวัล เพราะมีชื่อว่า AI อยู่ในเครดิต
ชนวนที่ทำให้ Hino ตัดสินใจออกมาพูดแบบตรงๆ คือกรณีของเกม Clair Obscur: Expedition 33
เกมนี้ถูกมองว่าเป็นม้ามืดประจำปี และเพิ่งคว้ารางวัล Indie Game of the Year 2025 มาแบบสวยๆ
แต่ไม่ทันได้เฉลิมฉลองนาน รางวัลก็ถูกสั่ง “ริบคืน” หลังจากทีมพัฒนา Sandfall Interactive ยอมรับว่า
เคยใช้ AI ระหว่างการพัฒนา
ใช้แค่ในระดับ ภาพ Placeholder ชั่วคราว
แถมภาพเหล่านั้นถูกลบออกไปจากตัวเกมสุดท้ายแล้วด้วย
ต่อให้บริบทจะเป็นเพียงการทดลอง หรือใช้ชั่วคราว แต่แค่มีกลิ่นของคำว่า “AI” ก็เพียงพอให้เกิดแรงตีกลับแบบรุนแรงจนรางวัลต้องถูกถอดถอน
แรงสั่นสะเทือนไม่ได้หยุดอยู่แค่เกมเดียว
Larian Studios ผู้สร้าง Baldur’s Gate 3 ก็โดนทัวร์ลงไปด้วย หลังจาก CEO ของสตูดิโอพูดตรงๆ ว่ากำลังทดลองใช้ AI ในโปรเจกต์ใหม่
และนี่ทำให้ภาพจำของสังคมเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า
“ใครใช้ AI = คนทรยศต่อวงการศิลปะ”
มุมมองของ CEO Level-5: AI คือ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “อาชญากรรม”
ท่ามกลางกระแสต่อต้านที่แรงขึ้นเรื่อยๆ Akihiro Hino เลือกออกมาพูดในมุมที่ต่างออกไป เพื่อปกป้องทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอนาคตของการสร้างเกม
เขาสรุปประเด็นสำคัญไว้ชัดเจนประมาณนี้
AI ทำให้เราไม่ต้องรอเกมเทพนาน 10 ปีอีกต่อไป
Hino มองว่า AI คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดเวลา dev เกมระดับใหญ่ จากเดิมที่ต้องรอกันทีละ 5–10 ปี
ถ้าใช้ให้เป็น เกมเมอร์อาจได้เล่นเกมคุณภาพสูง ทุกๆ 2 ปี แทนการรอแบบทรมานใจเป็นทศวรรษAI ก็เหมือนมีด หรือคอมพิวเตอร์: จะสร้างสรรค์หรือทำร้าย อยู่ที่คนใช้
เขาเปรียบเทียบ AI ว่าไม่ต่างจาก “มีด” หรือ “คอมพิวเตอร์”ใช้ถูกทาง: กลายเป็นเครื่องมือสุดทรงพลังในการสร้างผลงานใหม่ๆ
ใช้ผิดทาง: เช่น เอาไปลอกเลียนงานคนอื่น นั่นคือ ความผิดของคนใช้ ไม่ใช่ความผิดของเทคโนโลยี
การเหมารวมว่า AI คือสิ่งเลวร้ายตั้งแต่ต้น จึงเป็นการมองปัญหาแบบข้ามขั้นอย่างน่ากลัว
เคลียร์ดราม่า: Level-5 ไม่ได้ปล่อยให้ AI เขียนโค้ดแทนทีมงานทั้งสตูดิโอ
Hino ยังออกมาแก้ข่าวลือที่พูดกันหนักมากว่า Level-5 ใช้ AI เขียนโค้ดเกมเกือบทั้งหมด
เขาย้ำว่า:สิ่งที่ทำอยู่คือการ “ทดลอง”
อยู่ในโปรเจกต์ที่ มีธีมเกี่ยวกับ AI เท่านั้น
และเทคโนโลยีปัจจุบันยังไกลมากจากจุดที่ AI จะมาแทนมนุษย์ได้ทั้งกระบวนการพัฒนาเกม
สรุปง่ายๆ: เขาไม่ได้ปฏิเสธความเสี่ยงของ AI แต่ปฏิเสธการดราม่าแบบเหมารวมทุกอย่างว่าเลวร้าย
ความจริงที่หนีไม่พ้น: อนาคตเกมกับ AI แยกทางกันไม่ได้แล้ว
ในช่วงท้าย Hino ทิ้งข้อความที่ตีแสกหน้าทั้งวงการไว้ชัดเจนมาก
เขาเตือนว่า ถ้าเรายังคงสร้างภาพว่า “การใช้ AI = ความชั่วร้าย” ผลเสียจะไม่ใช่แค่ดราม่าบนโซเชียล แต่จะไป ขวางทางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งชุด
เขาอยากให้คนมอง AI ในฐานะ:
“พู่กัน” แบบใหม่
“ปากกา” รุ่นอัปเกรด
เป็นเพียงอีกหนึ่งเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการสร้างงานในระดับที่ เหนือกว่ามาตรฐานเดิม ไม่ใช่อสูรกายที่ต้องถูกล่าให้หมดไปจากโลก
ถ้ายังตราหน้า AI เป็นตัวร้าย วงการเกมอาจเดินช้ากว่าที่ควรจะเป็น
มุมมองของ Hino สะท้อนภาพที่หลายคนในอุตสาหกรรมเริ่มรู้สึกตรงกันว่า:
การจับผิด AI แบบไม่แยกแยะ ใช้ดี / ใช้แย่ จะยิ่งทำให้ครีเอเตอร์ลังเลที่จะทดลองนวัตกรรม
สุดท้ายคนที่พลาดโอกาสอาจไม่ใช่แค่สตูดิโอเกม แต่คือ เกมเมอร์เอง ที่จะไม่ได้สัมผัสไอเดียใหม่ๆ เพราะทุกอย่างถูกบล็อกตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
AI ไม่ได้มาขโมยวิญญาณของงานสร้างสรรค์ แต่มาเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า “เมื่อมี AI แล้ว มนุษย์จะสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้บ้าง”
และคำตอบของคำถามนั้น อาจเป็นอนาคตของวงการเกมทั้งหมดที่เรากำลังเล่นอยู่ในวันนี้ด้วยเช่นกัน

