รับแอปรับแอป

ดนตรี x เพศหลากหลาย: จากห้องพิจารณาคดีสู่หน้าเวทีคอนเสิร์ต

อธิศ วัฒนโชติ01-30

ดนตรีกับเพศหลากหลาย: ทำไมสองโลกนี้ถึงผูกกันแน่น

โลกของดนตรีไม่เคยเป็นแค่เรื่องเสียงและจังหวะ แต่มันคือพื้นที่ที่ผู้คนใช้ทดลองตัวตน ลองผิดลองถูกกับ “เพศ” และ “อัตลักษณ์” แบบที่สังคมกระแสหลักอาจยังไม่เข้าใจ

ดนตรีจึงกลายเป็นทั้งพื้นที่ปลอดภัย เครื่องมือประท้วง และทางหนีจากกรอบเพศแบบเดิม ๆ ที่บอกว่ามีแค่ชายหรือหญิงเท่านั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสายธารที่ไหลคู่กันมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

จากยุคที่ความรักต้องหลบซ่อน สู่การตั้งคำถามเรื่องตัวตน

หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 เรื่องเพศที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานถูกจับตาอย่างเข้มงวด ถูกซ่อน ถูกลงโทษ และถูกทำให้เป็น “เรื่องผิดปกติ” โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน โดยเฉพาะชายกับชาย ถูกจัดให้เป็นอาชญากรรมหนัก

ในอังกฤษมีกฎหมาย “Buggery Act” ที่กำหนดโทษถึงขั้นประหารชีวิตสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายด้วยกันเอง นี่คือยุคที่แค่การรักคนที่สังคมไม่อนุญาต ก็อาจต้องแลกด้วยชีวิต

แต่ในเงามืดของการปราบปราม ก็เริ่มมีร่องรอยของการตั้งคำถามต่อกรอบเพศที่ตายตัว ผู้คนบางส่วนหันไปใช้ พื้นที่ทางวัฒนธรรม อย่างวรรณกรรม โรงละคร และศิลปะ เพื่อสำรวจและซ่อนตัวตนที่ไม่เข้ากับกรอบชาย-หญิงแบบเดิม

แนวคิดจากยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) โดยนักคิดอย่าง Rousseau และ Voltaire แม้จะยังไม่พูดเรื่องเพศหลากหลายโดยตรง แต่ก็ผลักดันแนวคิดเรื่อง เสรีภาพ และ ศักดิ์ศรีของปัจเจกบุคคล จนกลายเป็นฐานสำคัญให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในยุคต่อมา

งานเขียนอย่างจดหมายรักระหว่างเพศเดียวกันในอังกฤษ หรือวรรณกรรมทดลองของ Marquis de Sade ในฝรั่งเศส ต่างสะท้อนให้เห็นว่ามีผู้คนกำลังมองเรื่องเพศเลยพ้นกรอบศีลธรรมแบบเดิมไปไกลแล้ว

ศตวรรษที่ 19: จากการลงโทษด้วยศาสนา สู่การควบคุมด้วยวิทยาศาสตร์

ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญจากยุคที่ศาสนาเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรบาปหรือไม่ ไปสู่ยุคที่วิทยาศาสตร์และการแพทย์เริ่มเข้ามากำหนดนิยามเรื่องเพศและความปรารถนา

แม้ความหลากหลายทางเพศจะยังไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “สิทธิ” แต่ก็เป็นช่วงที่แนวคิดเรื่อง ตัวตนทางเพศ (sexual identity) เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีการศึกษา จัดประเภท และตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยถูกมองว่าผิดปกติ

ทั้งหมดนี้ปูทางให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในศตวรรษที่ 20 มีภาษาของตัวเอง มีทฤษฎีรองรับ และมีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง

ดนตรี: เซฟโซนของคนเพศหลากหลาย

เมื่อโลกภายนอกยังเต็มไปด้วยการตัดสิน โลกของดนตรีกลับเปิดประตูต้อนรับตัวตนที่ไม่เคยถูกยอมรับมาก่อน

บนเวที ในมิวสิกวิดีโอ หรือแม้แต่ในห้องนอนเล็ก ๆ ที่มีเพลงเปิดคลอเบา ๆ ดนตรีทำหน้าที่เป็น พื้นที่ปลอดภัย ให้คนเพศหลากหลายได้ทดลองและเฉลิมฉลองความเป็นตัวเอง

ไม่ว่าจะผ่าน

  • เนื้อเพลงที่ท้าทายกรอบเพศแบบเดิม

  • การแต่งกายที่เล่นกับภาพลักษณ์ชาย–หญิง

  • การแสดงสดที่ตั้งใจ “หลุดกรอบ” อย่างเต็มที่

ศิลปินอย่าง David Bowie และ Prince ใช้แฟชั่นและซาวด์ดนตรีเล่นกับภาพลักษณ์เพศจนกลายเป็นการปะทะกับความคาดหวังของสังคมอย่างตรงไปตรงมา

ในยุคใหม่ Lady Gaga ไม่ได้เป็นแค่ป็อปสตาร์ แต่กลายเป็นพันธมิตรสำคัญของชุมชน LGBTQ+ เธอใช้เวทีคอนเสิร์ตเป็นเหมือนพิธีเฉลิมฉลองตัวตนที่บอกทุกคนว่า “คุณเกิดมาแบบนี้ และคุณไม่ได้อยู่คนเดียว”

เมื่อ LGBTQIA+ ขึ้นมายืนหน้าเวที ไม่ใช่แค่หลังไมค์

จากเดิมที่ศิลปินเพศหลากหลายต้องหลบตัวตนไว้หลังภาพลักษณ์ที่ขายได้ วันนี้มีศิลปินจำนวนมากที่เลือกออกมายืนในฐานะตัวแทนของความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มที่

พวกเขาใช้

  • ชื่อเสียง

  • บทเพลง

  • และตัวตนจริงของตัวเอง

เป็นเครื่องมือเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้าใจว่าเพศและความรักมีมากกว่าที่ตำราเคยบอก

Freddie Mercury แห่งวง Queen คือหนึ่งในตัวอย่างคลาสสิก แม้จะอยู่ในยุคที่สังคมตีตราเรื่องเพศอย่างหนัก แต่เขาไม่เคยยอมลดทอนตัวเองลง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเสรีภาพทางเพศจนถึงวันนี้

ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Sam Smith, Troye Sivan, Janelle Monáe และ Frank Ocean เลือกพูดถึงอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองแบบเปิดเผย ไม่ว่าจะผ่านการให้สัมภาษณ์หรือเนื้อเพลงที่เล่าเรื่องความรัก ความสับสน ความกลัว และความหวังของคนเพศหลากหลายอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อเพลงเล่าเรื่องจริงของหัวใจ ผู้ฟังก็เริ่มเห็นมนุษย์มากกว่าป้ายคำว่า “ผิดเพศ” หรือ “แปลก”

ดนตรีในฐานะเสียงต้าน และการปลดแอกจากกรอบเพศ

ดนตรีไม่ได้เป็นแค่เพลย์ลิสต์ประกอบชีวิต แต่มันคืออาวุธของการต่อต้านเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องเพศและอำนาจ

หลายแนวดนตรีอย่าง

  • พังก์ (Punk)

  • เฮาส์ (House)

  • บอลรูม (Ballroom)

  • เทคโน (Techno)

  • ไปจนถึงป๊อปใต้ดิน

ถูกใช้เป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจนิยม และเขย่ากรอบเพศแบบทวิลักษณ์ที่พยายามบังคับให้ทุกคนต้องเลือกแค่ “ชายหรือหญิง” เท่านั้น

หนึ่งในตัวอย่างที่ทรงพลังคือ Ballroom Culture ของชุมชน LGBTQ+ เชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันและลาตินในนิวยอร์กช่วงทศวรรษ 1980 ที่เกิดจากผู้คนซึ่งถูกผลักออกจากสังคมกระแสหลัก

ในห้องบอลรูมเหล่านั้น ผู้คนได้แสดงตัวตนผ่านการเต้น “voguing” การประกวดในหมวดหมู่ต่าง ๆ และแฟชั่นที่ผสมความฝัน ความภาคภูมิใจ และความแสบสันต์เข้าไว้ด้วยกัน

บอลรูมจึงไม่ใช่แค่ปาร์ตี้ แต่คือเวทีที่ตะโกนออกมาว่า “เรามีตัวตน และเราจะสวย เริด และภาคภูมิใจในแบบของเราเอง”

อีกด้านหนึ่ง Queercore ซึ่งแตกแขนงมาจากพังก์ เกิดจากความไม่พอใจทั้งต่อสังคมหลักและวัฒนธรรมพังก์กระแสหลักที่ยังแฝงการเหยียดเพศและเพศวิถี เพลงแนวนี้จึงกลายเป็นเสียงต้านที่ดุดันต่อระบบชายเป็นใหญ่ การกดทับเรื่องเพศ และความคาดหวังแบบเดิม ๆ

การฟังเพลงแนวใดแนวหนึ่งมักสะท้อนอัตลักษณ์และความเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ ดนตรีจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือ “ภาษาลับ” ที่บอกกันว่านี่คือพื้นที่ของเรา นี่คือคนของเรา

ในหลายเมืองใหญ่ ดนตรีแนว Electronic และ Club กลายเป็นหัวใจของวัฒนธรรมเควียร์ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถปล่อยตัวตนได้เต็มที่ในยามค่ำคืน และสร้างคอมมูนิตี้ที่เปิดรับความแตกต่างทุกเฉดสี

ในขณะเดียวกัน เพลงของ Diva Icons อย่าง Madonna, Cher, Lady Gaga และ Beyoncé ก็ขึ้นหิ้งในใจชาว LGBTQ+ ทั่วโลก เนื้อเพลงที่พูดถึงพลัง ความแกร่ง และการยืนหยัดในตัวเอง ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ถึงแม้โลกจะผลักออก แต่เพลงเหล่านี้ดึงเรากลับเข้ามากอดไว้เสมอ

ตัวเลขบนชาร์ตที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจในวงการ

ปี 2023 มีศิลปินทั้งหมด 164 รายที่ติดชาร์ต Billboard Year-End Chart ของ Hot 100 ในจำนวนนี้

  • 64.6% เป็นผู้ชาย

  • 34.8% เป็นผู้หญิง

  • 0.6% เป็นแบบไม่ระบุเพศ (non-binary หรือไม่ระบุตัวตนตามกรอบเดิม)

เมื่อมองลึกไปถึงแนวเพลง ตัวเลขจากตัวอย่างในช่วง 12 ปีพบว่า ศิลปินหญิงมีแนวโน้มสูงสุดที่จะทำงานในแนว ป๊อป (34.7%) ขณะที่มีตัวเลขน้อยกว่ามากในแนว อัลเทอร์เนทีฟ (14.4%) และ ฮิปฮอป (14.9%)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแม้อุตสาหกรรมดนตรีจะดูหลากหลาย แต่โครงสร้างอำนาจและบรรทัดฐานเรื่องเพศยังคงฝังแน่นอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่โอกาส การมองเห็น และภาพจำว่าใครควรอยู่ในแนวเพลงไหน

อุตสาหกรรมดนตรีไทย: เมื่อเพศไม่ใช่แค่สีสัน แต่คือเรื่องตัวตน

ในประเทศไทยเอง อุตสาหกรรมดนตรียุคใหม่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทของเรื่องเพศ จากการเป็นแค่ “สีสัน” หรือกิมมิกบนเวที ไปสู่การเป็น พื้นที่เล่าเรื่องตัวตน เสรีภาพ และการตั้งคำถามกับกรอบเดิม ๆ อย่างจริงจังมากขึ้น

โดยเฉพาะในวงการ T-Pop และ Thai Idol เราเริ่มเห็นการเปิดรับตัวตนของศิลปินในแบบที่ไม่ถูกบังคับให้ต้องตรงตามสูตรเดิม ๆ

  • ศิลปินสามารถแสดงตัวตนที่ไม่จำกัดอยู่แค่คำว่าชายหรือหญิง

  • แฟน ๆ พร้อมโอบรับความชอบและอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

  • คาแรกเตอร์บนเวทีเริ่มหลุดจากภาพจำเดิม ๆ ของไอดอลแบบ “ต้องหวาน ต้องแมน ต้องเรียบร้อย”

แม้เส้นทางนี้จะยังเต็มไปด้วยข้อจำกัดและเสียงวิจารณ์ แต่เสียงของเพศหลากหลายในวงการดนตรีไทยกำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ บนทุกเวที ตั้งแต่ฮอลล์ใหญ่ไปจนถึงคลับเล็ก ๆ ที่คอนเสิร์ตจบแต่พลังในห้องยังไม่จบตาม

ดนตรีไทยในวันนี้จึงไม่ได้แค่ขายความไพเราะ แต่กำลังเล่าเรื่องการปลดแอกตัวตนของทั้งศิลปินและคนดูไปพร้อมกัน

เมื่อคุณไปดูคอนเสิร์ต คุณกำลังเข้าสู่พื้นที่การเมืองเรื่องเพศโดยไม่รู้ตัว

สำหรับสายเที่ยวดูคอนเสิร์ต ทุกครั้งที่คุณยืนอยู่หน้าเวที ร้องตามเพลงโปรด หรือเต้นไปพร้อมฝูงชน คุณอาจกำลังยืนอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องเพศที่ยาวนานโดยไม่รู้ตัว

เสียงเชียร์ที่มอบให้ศิลปินที่กล้าเป็นตัวเอง การชูป้ายให้กำลังใจไอดอลที่เพิ่งออกมาเปิดเผยอัตลักษณ์ หรือแค่การปล่อยตัวเองให้เป็น “คุณในแบบที่สบายใจที่สุด” ในคอนเสิร์ต ล้วนคือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

เพราะในโลกที่ยังมีคนถูกปิดปาก ดนตรีทำหน้าที่เป็นไมค์ที่เปิดไว้เสมอให้ตัวตนทุกแบบได้ดังออกมา

และครั้งหน้าที่คุณไปดูคอนเสิร์ต อาจลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่า: คุณกำลังไปฟังเพลง หรือกำลังไปเฉลิมฉลองเสรีภาพของใครบางคน…รวมถึงของตัวคุณเองด้วย