ทำไมยุคนี้ “ฉลากรักษ์โลก” ถึงสำคัญกว่าที่เคย
ธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกวันนี้ ถ้าไม่ขยับตัวไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง ทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีสิทธิ์สะดุดได้ง่ายๆ โดยเฉพาะสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคที่เราซื้อกันในห้างสรรพสินค้า ยิ่งต้องชัดเจนเรื่องการดูแลโลกและสิ่งแวดล้อม
ผู้ผลิตเลยเร่งปรับกลยุทธ์ นำเสนอผลิตภัณฑ์รักษ์โลกออกมามากมาย จนหลายคนเริ่มงงว่า สรุปแล้วสินค้าไหน “รักโลกจริง” หรือแค่ “พูดให้ดูรักษ์โลก” เท่านั้น
ตรงนี้เองที่ ฉลากรักษ์โลก (ECO LABEL) เข้ามาช่วยเป็นตัวช่วยเช็คง่ายๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ ให้เราเลือกสินค้ารักษ์โลกได้แบบไม่ต้องเดา
การเลือกใช้สินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกหรือฉลากสิ่งแวดล้อม ยังสะท้อนแนวคิดการผลิตและการบริโภคที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งสอดรับกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติด้วย
“ฮักโลก (Hug The Earth)” สัญลักษณ์ใหม่ที่สายกรีนต้องเล็งหา
ข่าวดีของสายช้อปรักษ์โลกคือ ตอนนี้มี ตราสัญลักษณ์รักษ์โลก ที่ทำหน้าที่คล้าย ECO LABEL เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตรา เพื่อให้การมองหาสินค้ารักษ์โลกในห้างเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของ คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย จับมือกับ กลุ่มเซ็นทรัล นำโดย เซ็นทรัล รีเทล พร้อมภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดตัวโครงการ “ฮักโลก (Hug The Earth)” ตั้งใจชวนคนไทยช้อปสินค้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลกได้สะดวกและชัดเจนกว่าเดิม
สินค้าที่ผ่านเกณฑ์จะถูกคัดเลือกและรวบรวมไปไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าเฉพาะของธุรกิจในเครือเซ็นทรัล รีเทล เพียงมองหา สัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” ก็เดินช้อปแบบรักษ์โลกได้เลย
การเปิดตัวสัญลักษณ์ฮักโลกนี้ ทำให้ เซ็นทรัล รีเทล กลายเป็นรีเทลรายแรกในไทยที่เดินหน้าทำโปรเจ็กต์ลักษณะนี้อย่างจริงจัง และหอการค้าไทยก็เตรียมต่อยอดโครงการไปสู่ภาคค้าปลีกและเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้การเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกกลายเป็น มาตรฐานใหม่ของสังคมไทย
ฉลากรักษ์โลก (ECO LABEL) มีกี่ประเภท? แปลว่าอะไรบ้าง
ฉลากรักษ์โลก หรือ “ฉลากสิ่งแวดล้อม” คือสัญลักษณ์ที่ใช้บอกให้ผู้บริโภคเห็นชัดๆ ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ดีต่อผู้ใช้ แต่ดีต่อโลกด้วย
โดยฉลากสิ่งแวดล้อมสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1
ดำเนินการโดยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลาง มีการประเมินคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ว่ามีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่ามาตรฐานที่กำหนด ใช้หลักการพิจารณา ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงการกำจัดฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2
เป็นการประกาศโดย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ส่งออกเอง ว่าสินค้าของตนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแสดงค่าทางสิ่งแวดล้อมของสินค้า อาจเป็นข้อความ สัญลักษณ์ หรือรูปภาพ เช่น ระบุว่าช่วยประหยัดพลังงาน หรือสามารถรีไซเคิลได้ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3
เน้นการให้ข้อมูลเชิงลึก เช่น แหล่งที่มา ส่วนผสม กระบวนการผลิต การเก็บรักษา การขนส่ง รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิต ต้องผ่านการประเมินตามหลัก Life Cycle Assessment อย่างชัดเจน
ตัวอย่างฉลากรักษ์โลกที่เราเห็นกันในไทย มีหลายแบบที่ควรรู้จักและเริ่มสังเกตให้ติดเป็นนิสัยเวลาเลือกซื้อของ
ตัวอย่างฉลากรักษ์โลกที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน
ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
ออกโดยกระทรวงพลังงาน เป็นตัวช่วยตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพการใช้ไฟสูง ประหยัดพลังงาน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สัญลักษณ์ เลข 5 คือระดับที่ดีที่สุดในแง่การประหยัดไฟสัญลักษณ์ FSC
FSC (Forest Stewardship Council) คือองค์กรพิทักษ์ป่าระดับสากล ดูแลการปลูกต้นไม้ทดแทนในป่าหมุนเวียน สินค้าที่มีตรา FSC จึงสะท้อนว่าแบรนด์นั้นมีส่วนช่วยรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ไม้จากแหล่งที่มีการปลูกทดแทน ไม่ใช่การตัดป่าแบบทำลายล้างฉลากเขียว / ตะกร้าเขียว
เป็นฉลากรับรองสินค้าหรือบริการที่ผ่านเกณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกรมควบคุมมลพิษ หมายความว่า สินค้านั้นผ่านการตรวจสอบแล้วทั้งด้านส่วนประกอบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การจัดการของเสีย และบรรจุภัณฑ์ ว่าไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมเกินจำเป็นฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ / ฉลากลดโลกร้อน
เป็นสัญลักษณ์บอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการประเมินและสามารถ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เช่นกัน
เบื้องหลังโครงการ “ฮักโลก” : เมื่อภาคธุรกิจขอจริงจังเรื่องความยั่งยืน
โครงการ ฮักโลก (Hug The Earth) เกิดจากการจับมือกันของ คณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย และ กลุ่มเซ็นทรัล นำโดยเซ็นทรัล รีเทล รวมถึงพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน ตั้งใจผลักดันให้คนไทยหันมาเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น
เซ็นทรัล รีเทล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งของไทย ถือเป็นรีเทลรายแรกที่ลุกขึ้นมาทำโครงการในรูปแบบนี้อย่างเป็นทางการ และหอการค้าไทยเองก็เตรียมขยายผลสู่ภาคค้าปลีกอื่นๆ ในเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อให้การช้อปสินค้ามีฉลากรักษ์โลกกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” ในอนาคต
ฝั่งหอการค้าไทย มองภาพใหญ่ในมิติ Connect – Competitive – Sustainable โดยโฟกัสหนักในด้าน Sustainable เชื่อมโยงกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
โครงการฮักโลกจึงเป็นตัวอย่างการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและผู้บริโภค เพื่อตอบพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ฝั่ง กลุ่มเซ็นทรัล เองก็วางแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ค้าปลีก โรงแรม อสังหาฯ ไปจนถึงบริการ ภายใต้ปรัชญา “CRC Care” ที่ตั้งใจดูแลทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็มให้เติบโตไปด้วยกัน
เป้าหมายใหญ่คือการเป็น Green & Sustainable Retail and Wholesale อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยกลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’ ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ
1. Reduce Greenhouse Gas Emissions
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ2. Navigate Environmental Responsibility
สร้างทักษะและปลูกฝังความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับพนักงานทุกระดับ3. Eco-Friendly Materials
สนับสนุนสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม4. Waste Management Solutions
วางระบบจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
โครงการ ฮักโลก จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่ตอบโจทย์แนวคิด CRC ‘ReNEW’ แถมยังช่วยผลักดันเรื่อง Responsible Sourcing หรือการคัดเลือกสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ ให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้น และจูงใจให้ผู้ผลิตหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนมากกว่าเดิม
รีวิวโซนช้อป: ตัวอย่าง ‘สินค้ารักษ์โลก’ ที่สายช้อปน่าลอง
ในงานเปิดตัว โครงการฮักโลก (Hug The Earth) มีบูธแบรนด์ดังหลายกลุ่มที่ยกทัพสินค้าแนวรักษ์โลกมาให้ลองจับลองช้อปกันจริงจัง ทั้งสายบิวตี้ สายแม่ลูก สายไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงสายกินสายครัว
1. BURT’S BEES – สกินแคร์ออร์แกนิกที่สวยแบบไม่ทำร้ายโลก
ในหมวด เครื่องสำอางและสกินแคร์ มีแบรนด์ที่สายบิวตี้สายกรีนคุ้นชื่อดีอย่าง BURT’S BEES ขนไลน์ ออร์แกนิกสกินแคร์ ที่คัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติทั่วโลก และให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จุดเด่นคือ
มีสัญลักษณ์ Carbon Neutral สื่อชัดว่าคิดเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างจริงจัง
บรรจุภัณฑ์สามารถ รีไซเคิลได้ 100%
ใช้หมึกพิมพ์ฉลากแบบ Soy ink ที่ทำจากพืช ลดการพึ่งพาสารเคมีและผลกระทบตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม
เรียกว่าเป็นตัวอย่างสกินแคร์ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องผิวและเรื่องโลกในเวลาเดียวกัน
2. Ocean Glass – แก้วที่เกิดมาเพื่อ Reuse / Reduce / Recycle
แบรนด์แก้วบ้านๆ แต่ดีไซน์ไม่บ้านอย่าง Ocean Glass มาพร้อมคอนเซ็ปต์
Reuse: เติมซ้ำ ใช้ซ้ำ ผลิตซ้ำ
Reduce: ปฏิเสธของใช้ครั้งเดียวทิ้ง
Recycle: วัสดุสามารถรีไซเคิลได้ 100%
นอกจากนี้ ยังมีการนำเศษแก้วกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบริสุทธิ์ได้มากถึง 23 กิโลกรัมต่อปี เป็นตัวอย่างง่ายๆ ว่าแค่เปลี่ยนแก้วในบ้าน เราก็ช่วยโลกได้มากกว่าที่คิด
3. PIGEON – โลชั่นเด็กสายคลีนสำหรับผิวบอบบาง
ในหมวด แม่และเด็ก มีแบรนด์ พีเจ้น (PIGEON) ที่นำผลิตภัณฑ์ใหม่ พีเจ้น เนเชอรัล โบทานิคอล เบบี้โลชั่น มาให้ลอง
จุดเด่นคือ
ใช้ส่วนผสมหลักจากธรรมชาติ เหมาะกับเด็กแรกเกิดที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย
ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยต่อทารกแรกเกิด
ไม่มีส่วนผสมของ พาราเบน ฟอร์มาลดีไฮด์ และแอลกอฮอล์
เรียกว่าเป็นโลชั่นเด็กที่คิดครบทั้งเรื่องความอ่อนโยนต่อผิวเล็กๆ และความใส่ใจต่อโลกใหญ่ๆ
4. Marshall – ลำโพงเท่ๆ ที่อัปเลเวลด้านความยั่งยืน
สายเครื่องเสียงต้องสะดุดกับลำโพงจากแบรนด์เท่ๆ อย่าง Marshall ที่ยังคงดีไซน์ซิกเนเจอร์ แต่เพิ่มเติมคือความรักษ์โลกในตัววัสดุ
ใช้พลาสติกรีไซเคิลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
วัสดุที่ใช้เป็น PVC-free 100%
สำหรับคนที่อยากแต่งบ้านสไตล์วินเทจดิบเท่ แต่ก็ยังห่วงโลก ลำโพงแบบนี้ตอบโจทย์ทั้งสไตล์และความยั่งยืน
5. Hush Puppies – รองเท้าสบายเท้าที่คิดถึงโลกด้วย
ในหมวดรองเท้าและเครื่องหนัง มี Hush Puppies ที่เปิดตัวคอลเลกชันใหม่สายรักษ์โลก มาพร้อมเทคโนโลยีที่น่าสนใจ
ใช้เทคโนโลยี BrightFoam นำวัสดุจากสาหร่ายมาใช้ทำพื้นรองเท้าถึง 20% ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยฟื้นฟูน้ำเสียให้กลับมาสะอาดขึ้น
แผ่นรองฝ่าเท้า Bounce ที่ผลิตจากโฟมนวัตกรรมใหม่ รองรับแรงกระแทก ใส่สบายทั้งวัน
คนที่อยากได้รองเท้าใส่สบาย แถมมีเรื่องราวดีๆ ด้านสิ่งแวดล้อมติดไปด้วย น่าลองอย่างยิ่ง
6. BETAGRO S-Pure – บรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยลดพลาสติกไปได้ไกล
สายกินก็มีตัวเลือกรักษ์โลกเช่นกัน กับแบรนด์อาหารและอาหารแปรรูปอย่าง เบทาโกร (BETAGRO) ที่ยกตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์หมูไก่สดแช่เย็น S-Pure
จุดเด่นของบรรจุภัณฑ์นี้คือ
เปลี่ยนจากพลาสติกมาใช้ถาดกระดาษที่ผลิตจากไม้ยูคาลิปตัสในป่าปลูกเชิงพาณิชย์ ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ
ยังรักษาคุณภาพสินค้าและความแข็งแรงของถาดได้เหมือนเดิม
ช่วยลดการใช้พลาสติกได้มากถึง 80%
สรุป: ช้อปครั้งหน้า ลองเริ่มจาก “ดูฉลาก” ก่อนหยิบใส่ตะกร้า
จากโครงการ ฮักโลก (Hug The Earth) และตัวอย่างฉลากรักษ์โลกต่างๆ จะเห็นชัดว่า ตอนนี้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และองค์กรต่างๆ เริ่มจริงจังกับเรื่องความยั่งยืนแบบเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ในมุมของผู้บริโภค สิ่งที่เราทำได้ไม่ยากเลย แค่เริ่มจาก
หัดมองหา ฉลากรักษ์โลก บนสินค้า
ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ กล้าลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม
ส่งเสียงผ่านการเลือกซื้อ ว่าเราต้องการสินค้าที่ดีต่อโลกด้วย ไม่ใช่ดีแค่ต่อเรา
สุดท้าย “กำลังซื้อ” ของเรานี่แหละ คือพลังสำคัญที่ช่วยผลักโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ทีละชิ้น ทีละตะกร้า ถ้าจะช้อปอยู่แล้ว ก็ขอให้ได้ ช้อปสวย ช้อปฉลาด และช้อปแบบฮักโลกไปพร้อมกัน

