ZestBuy

งานวิจัยชี้แบนมือถือไม่ได้ช่วยคะแนนสอบ

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T05-07

งานวิจัยใหม่พบว่าแบนมือถือไม่ได้ช่วยผลการเรียนอย่างที่คาด

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาเริ่มออกมาตรการจำกัดหรือแบนการใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน หลังเกิดความกังวลเรื่อง

  • สมาธิของนักเรียน

  • สุขภาพจิต

  • การกลั่นแกล้งออนไลน์

  • และคะแนนสอบที่ลดลง

แนวคิดหลักของนโยบายเหล่านี้คือ หากนักเรียนใช้โทรศัพท์น้อยลงระหว่างเรียน ก็อาจช่วยให้มีสมาธิมากขึ้นและผลการเรียนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดที่ถูกเผยแพร่โดย National Bureau of Economic Research กลับพบว่า ผลลัพธ์จริงอาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยงานวิจัยระบุว่าการแบนมือถือในโรงเรียนมีผลต่อคะแนนสอบ “ใกล้ศูนย์” หรือแทบไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญเลย

รายงานดังกล่าวถูกนำเสนอโดย Engadget และอ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาขนาดใหญ่ที่ใช้ข้อมูลจากโรงเรียนกว่า 40,000 แห่งในสหรัฐ ระหว่างปี 2019–2025

อ้างอิง THE EFFECTS OF SCHOOL PHONE BANS: NATIONAL EVIDENCE FROM LOCKABLE POUCHES


การใช้มือถือระหว่างเรียนลดลงจริง แต่คะแนนสอบไม่เพิ่ม

งานวิจัยระบุชัดว่ามาตรการแบนมือถือสามารถลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างเรียนได้จริง

โดยเฉพาะโรงเรียนที่ใช้ระบบ “ล็อกมือถือ” ผ่านซองแม่เหล็กจากบริษัท Yondr ซึ่งให้นักเรียนเก็บมือถือไว้ในซองตลอดทั้งวันเรียน

จากข้อมูลของครูและข้อมูล GPS พบว่าการใช้มือถือระหว่างเรียนลดลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนนักเรียนที่ใช้มือถือในห้องเรียนลดจากประมาณ 61% เหลือเพียง 13%

อย่างไรก็ตาม แม้การใช้มือถือจะลดลงมาก แต่ผลด้านการเรียนกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง

งานวิจัยระบุว่า

  • คะแนนสอบไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • การเข้าเรียนไม่ได้ดีขึ้นชัดเจน

  • และไม่มีผลชัดเจนต่อการรับรู้เรื่อง cyberbullying

นักวิจัยสรุปว่าแม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการใช้มือถือได้จริง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยยกระดับผลลัพธ์ทางการศึกษาในระยะสั้นได้


ช่วงแรกของการแบนมือถือกลับเกิดปัญหาเพิ่มขึ้น

อีกจุดที่งานวิจัยพบคือ ในช่วงแรกหลังเริ่มใช้นโยบายแบนมือถือ โรงเรียนหลายแห่งกลับพบปัญหาด้านวินัยเพิ่มขึ้น

รายงานระบุว่าในปีแรกของการใช้นโยบายดังกล่าว จำนวนเหตุการณ์ทางวินัยและการลงโทษนักเรียนเพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าอาจเกิดจากการต่อต้านกฎใหม่และความตึงเครียดจากการบังคับใช้กฎในช่วงเริ่มต้น

นอกจากนี้ นักเรียนบางส่วนยังรายงานว่าความรู้สึกด้าน well-being ลดลงในช่วงแรกของการแบนมือถือด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบเหล่านี้เริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยในปีต่อ ๆ มา

  • ปัญหาด้านวินัยเริ่มลดลง

  • และนักเรียนบางส่วนรายงานว่าความรู้สึกโดยรวมดีขึ้น

นักวิจัยมองว่าเมื่อเวลาผ่านไป นักเรียนอาจเริ่มปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้มากขึ้น


ครูส่วนใหญ่ยังสนับสนุนการจำกัดมือถือ

แม้งานวิจัยจะพบว่าผลด้านคะแนนสอบแทบไม่เปลี่ยน แต่ครูจำนวนมากยังมองว่านโยบายแบนมือถือมีข้อดีในด้านการจัดการห้องเรียน

ครูที่เข้าร่วมการสำรวจหลายคนระบุว่าพวกเขารู้สึกพอใจกับการทำงานมากขึ้น เพราะห้องเรียนมีสิ่งรบกวนน้อยลง

งานวิจัยยังพบว่าการใช้มือถือระหว่างเรียนลดลงจริงอย่างชัดเจน และช่วยให้ครูสามารถควบคุมบรรยากาศในห้องเรียนได้ง่ายขึ้น

สิ่งนี้ทำให้แม้ผลด้านวิชาการจะยังไม่ชัด แต่หลายโรงเรียนก็ยังมองว่าการจำกัดมือถือมีประโยชน์ในเชิงพฤติกรรมและการจัดการชั้นเรียนอยู่


นักวิจัยมองว่า “แบนมือถือ” ไม่ใช่คำตอบง่าย ๆ

หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยจาก Duke University ระบุว่างานศึกษานี้สะท้อนว่า “วิธีแก้ปัญหาที่ดูง่าย” อาจไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ที่ซับซ้อนอย่างคะแนนสอบได้ง่ายนัก

นักวิจัยมองว่าปัญหาเรื่องผลการเรียน สุขภาพจิต และสมาธิของนักเรียนมีปัจจัยเกี่ยวข้องจำนวนมาก การแบนมือถือเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์เหล่านี้ได้ทันที

รายงานยังระบุด้วยว่าผลลัพธ์ระยะยาวอาจยังต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เพราะข้อมูลในปัจจุบันติดตามผลหลังการใช้นโยบายได้เพียงประมาณ 3 ปีเท่านั้น


หลายประเทศยังเดินหน้าใช้นโยบายจำกัดมือถือ

แม้ผลวิจัยจะออกมาแบบนี้ แต่หลายประเทศยังคงเดินหน้าใช้นโยบายจำกัดมือถือในโรงเรียนต่อเนื่อง

ในช่วงที่ผ่านมา

  • ฝรั่งเศส

  • อังกฤษ

  • เกาหลีใต้

  • และหลายรัฐในสหรัฐฯ

ต่างเริ่มใช้นโยบายจำกัดหรือแบนมือถือในโรงเรียนมากขึ้น

เหตุผลหลักยังคงเป็นความกังวลเรื่อง

  • screen addiction

  • social media

  • และสุขภาพจิตของวัยรุ่น

โดยเฉพาะในช่วงหลังที่หลายฝ่ายเริ่มเชื่อมโยงการใช้สมาร์ตโฟนกับปัญหาด้านสมาธิและภาวะวิตกกังวลในวัยเรียน


งานวิจัยจากอังกฤษก็ให้ผลใกล้เคียงกัน

บทความของ Engadget ยังอ้างถึงงานวิจัยอีกชิ้นจากอังกฤษ ซึ่งให้ผลในทิศทางใกล้เคียงกัน คือแม้โรงเรียนที่แบนมือถือจะช่วยลดการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนได้ แต่ไม่ได้ส่งผลชัดเจนต่อ

  • สุขภาพจิต

  • ผลการเรียน

  • หรือ screen time รวมต่อวันของนักเรียน

งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่าแม้นักเรียนจะใช้มือถือในโรงเรียนน้อยลง แต่เวลาการใช้งานรวมตลอดวันกลับแทบไม่ต่างจากเดิมมากนัก

สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยบางส่วนมองว่าปัญหาเรื่องการใช้สมาร์ตโฟนอาจต้องแก้ทั้งในและนอกโรงเรียนพร้อมกัน ไม่ใช่พึ่งนโยบายในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว


นักวิจัยยังไม่มองว่าควรยกเลิกนโยบายทั้งหมด

แม้งานวิจัยจะพบว่าผลต่อคะแนนสอบยังไม่ชัด แต่ผู้วิจัยหลายคนก็ไม่ได้มองว่านี่เป็นเหตุผลให้โรงเรียนเลิกใช้นโยบายแบนมือถือทั้งหมด

Thomas Dee จาก Stanford ระบุว่าการลดการใช้มือถือในโรงเรียนยังถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญ และอาจนำไปสู่ผลเชิงบวกในระยะยาวที่ยังไม่สามารถวัดได้ในตอนนี้

เขามองว่าหลายโรงเรียนอาจยังอยู่ในช่วงปรับตัว และผลบางอย่างอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้จึงจะเห็นชัด


สรุปภาพรวมงานวิจัยเรื่องการแบนมือถือในโรงเรียน

งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐพบว่าการแบนมือถือในโรงเรียนช่วยลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างเรียนได้จริงอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าช่วยให้คะแนนสอบ การเข้าเรียน หรือปัญหา cyberbullying ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงแรกของการใช้นโยบาย โรงเรียนหลายแห่งยังพบปัญหาด้านวินัยและความรู้สึกด้าน well-being ที่ลดลง แต่ผลกระทบเหล่านี้เริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

แม้ผลด้านวิชาการจะยังไม่ชัด แต่ครูจำนวนมากยังสนับสนุนนโยบายจำกัดมือถือ เพราะช่วยลดสิ่งรบกวนในห้องเรียนได้จริง

และแม้งานวิจัยจะตั้งคำถามกับประสิทธิภาพของการแบนมือถือ แต่นักวิจัยหลายคนก็ยังมองว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจผลกระทบระยะยาวของสมาร์ตโฟนต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัลเท่านั้น

ที่มา engadget

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น