งานวิจัยใหม่พบว่าแบนมือถือไม่ได้ช่วยผลการเรียนอย่างที่คาด
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาเริ่มออกมาตรการจำกัดหรือแบนการใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน หลังเกิดความกังวลเรื่อง
สมาธิของนักเรียน
สุขภาพจิต
การกลั่นแกล้งออนไลน์
และคะแนนสอบที่ลดลง
แนวคิดหลักของนโยบายเหล่านี้คือ หากนักเรียนใช้โทรศัพท์น้อยลงระหว่างเรียน ก็อาจช่วยให้มีสมาธิมากขึ้นและผลการเรียนดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดที่ถูกเผยแพร่โดย National Bureau of Economic Research กลับพบว่า ผลลัพธ์จริงอาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยงานวิจัยระบุว่าการแบนมือถือในโรงเรียนมีผลต่อคะแนนสอบ “ใกล้ศูนย์” หรือแทบไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญเลย
รายงานดังกล่าวถูกนำเสนอโดย Engadget และอ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาขนาดใหญ่ที่ใช้ข้อมูลจากโรงเรียนกว่า 40,000 แห่งในสหรัฐ ระหว่างปี 2019–2025
อ้างอิง THE EFFECTS OF SCHOOL PHONE BANS: NATIONAL EVIDENCE FROM LOCKABLE POUCHES
การใช้มือถือระหว่างเรียนลดลงจริง แต่คะแนนสอบไม่เพิ่ม
งานวิจัยระบุชัดว่ามาตรการแบนมือถือสามารถลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างเรียนได้จริง
โดยเฉพาะโรงเรียนที่ใช้ระบบ “ล็อกมือถือ” ผ่านซองแม่เหล็กจากบริษัท Yondr ซึ่งให้นักเรียนเก็บมือถือไว้ในซองตลอดทั้งวันเรียน
จากข้อมูลของครูและข้อมูล GPS พบว่าการใช้มือถือระหว่างเรียนลดลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนนักเรียนที่ใช้มือถือในห้องเรียนลดจากประมาณ 61% เหลือเพียง 13%
อย่างไรก็ตาม แม้การใช้มือถือจะลดลงมาก แต่ผลด้านการเรียนกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง
งานวิจัยระบุว่า
คะแนนสอบไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การเข้าเรียนไม่ได้ดีขึ้นชัดเจน
และไม่มีผลชัดเจนต่อการรับรู้เรื่อง cyberbullying
นักวิจัยสรุปว่าแม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการใช้มือถือได้จริง แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยยกระดับผลลัพธ์ทางการศึกษาในระยะสั้นได้
ช่วงแรกของการแบนมือถือกลับเกิดปัญหาเพิ่มขึ้น
อีกจุดที่งานวิจัยพบคือ ในช่วงแรกหลังเริ่มใช้นโยบายแบนมือถือ โรงเรียนหลายแห่งกลับพบปัญหาด้านวินัยเพิ่มขึ้น
รายงานระบุว่าในปีแรกของการใช้นโยบายดังกล่าว จำนวนเหตุการณ์ทางวินัยและการลงโทษนักเรียนเพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าอาจเกิดจากการต่อต้านกฎใหม่และความตึงเครียดจากการบังคับใช้กฎในช่วงเริ่มต้น
นอกจากนี้ นักเรียนบางส่วนยังรายงานว่าความรู้สึกด้าน well-being ลดลงในช่วงแรกของการแบนมือถือด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบเหล่านี้เริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยในปีต่อ ๆ มา
ปัญหาด้านวินัยเริ่มลดลง
และนักเรียนบางส่วนรายงานว่าความรู้สึกโดยรวมดีขึ้น
นักวิจัยมองว่าเมื่อเวลาผ่านไป นักเรียนอาจเริ่มปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้มากขึ้น
ครูส่วนใหญ่ยังสนับสนุนการจำกัดมือถือ
แม้งานวิจัยจะพบว่าผลด้านคะแนนสอบแทบไม่เปลี่ยน แต่ครูจำนวนมากยังมองว่านโยบายแบนมือถือมีข้อดีในด้านการจัดการห้องเรียน
ครูที่เข้าร่วมการสำรวจหลายคนระบุว่าพวกเขารู้สึกพอใจกับการทำงานมากขึ้น เพราะห้องเรียนมีสิ่งรบกวนน้อยลง
งานวิจัยยังพบว่าการใช้มือถือระหว่างเรียนลดลงจริงอย่างชัดเจน และช่วยให้ครูสามารถควบคุมบรรยากาศในห้องเรียนได้ง่ายขึ้น
สิ่งนี้ทำให้แม้ผลด้านวิชาการจะยังไม่ชัด แต่หลายโรงเรียนก็ยังมองว่าการจำกัดมือถือมีประโยชน์ในเชิงพฤติกรรมและการจัดการชั้นเรียนอยู่

นักวิจัยมองว่า “แบนมือถือ” ไม่ใช่คำตอบง่าย ๆ
หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยจาก Duke University ระบุว่างานศึกษานี้สะท้อนว่า “วิธีแก้ปัญหาที่ดูง่าย” อาจไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ที่ซับซ้อนอย่างคะแนนสอบได้ง่ายนัก
นักวิจัยมองว่าปัญหาเรื่องผลการเรียน สุขภาพจิต และสมาธิของนักเรียนมีปัจจัยเกี่ยวข้องจำนวนมาก การแบนมือถือเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์เหล่านี้ได้ทันที
รายงานยังระบุด้วยว่าผลลัพธ์ระยะยาวอาจยังต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เพราะข้อมูลในปัจจุบันติดตามผลหลังการใช้นโยบายได้เพียงประมาณ 3 ปีเท่านั้น
หลายประเทศยังเดินหน้าใช้นโยบายจำกัดมือถือ
แม้ผลวิจัยจะออกมาแบบนี้ แต่หลายประเทศยังคงเดินหน้าใช้นโยบายจำกัดมือถือในโรงเรียนต่อเนื่อง
ในช่วงที่ผ่านมา
ฝรั่งเศส
อังกฤษ
เกาหลีใต้
และหลายรัฐในสหรัฐฯ
ต่างเริ่มใช้นโยบายจำกัดหรือแบนมือถือในโรงเรียนมากขึ้น
เหตุผลหลักยังคงเป็นความกังวลเรื่อง
screen addiction
social media
และสุขภาพจิตของวัยรุ่น
โดยเฉพาะในช่วงหลังที่หลายฝ่ายเริ่มเชื่อมโยงการใช้สมาร์ตโฟนกับปัญหาด้านสมาธิและภาวะวิตกกังวลในวัยเรียน
งานวิจัยจากอังกฤษก็ให้ผลใกล้เคียงกัน
บทความของ Engadget ยังอ้างถึงงานวิจัยอีกชิ้นจากอังกฤษ ซึ่งให้ผลในทิศทางใกล้เคียงกัน คือแม้โรงเรียนที่แบนมือถือจะช่วยลดการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนได้ แต่ไม่ได้ส่งผลชัดเจนต่อ
สุขภาพจิต
ผลการเรียน
หรือ screen time รวมต่อวันของนักเรียน
งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่าแม้นักเรียนจะใช้มือถือในโรงเรียนน้อยลง แต่เวลาการใช้งานรวมตลอดวันกลับแทบไม่ต่างจากเดิมมากนัก
สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยบางส่วนมองว่าปัญหาเรื่องการใช้สมาร์ตโฟนอาจต้องแก้ทั้งในและนอกโรงเรียนพร้อมกัน ไม่ใช่พึ่งนโยบายในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว
นักวิจัยยังไม่มองว่าควรยกเลิกนโยบายทั้งหมด
แม้งานวิจัยจะพบว่าผลต่อคะแนนสอบยังไม่ชัด แต่ผู้วิจัยหลายคนก็ไม่ได้มองว่านี่เป็นเหตุผลให้โรงเรียนเลิกใช้นโยบายแบนมือถือทั้งหมด
Thomas Dee จาก Stanford ระบุว่าการลดการใช้มือถือในโรงเรียนยังถือเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญ และอาจนำไปสู่ผลเชิงบวกในระยะยาวที่ยังไม่สามารถวัดได้ในตอนนี้
เขามองว่าหลายโรงเรียนอาจยังอยู่ในช่วงปรับตัว และผลบางอย่างอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้จึงจะเห็นชัด
สรุปภาพรวมงานวิจัยเรื่องการแบนมือถือในโรงเรียน
งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐพบว่าการแบนมือถือในโรงเรียนช่วยลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างเรียนได้จริงอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าช่วยให้คะแนนสอบ การเข้าเรียน หรือปัญหา cyberbullying ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงแรกของการใช้นโยบาย โรงเรียนหลายแห่งยังพบปัญหาด้านวินัยและความรู้สึกด้าน well-being ที่ลดลง แต่ผลกระทบเหล่านี้เริ่มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
แม้ผลด้านวิชาการจะยังไม่ชัด แต่ครูจำนวนมากยังสนับสนุนนโยบายจำกัดมือถือ เพราะช่วยลดสิ่งรบกวนในห้องเรียนได้จริง
และแม้งานวิจัยจะตั้งคำถามกับประสิทธิภาพของการแบนมือถือ แต่นักวิจัยหลายคนก็ยังมองว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจผลกระทบระยะยาวของสมาร์ตโฟนต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัลเท่านั้น
ที่มา engadget


ความคิดเห็น