รับแอปรับแอป

สาวบอดี้การ์ดปลอมตัว หนีเอาชีวิตรอดแลกมรดกพันล้าน: ทำไม "Ms. Incognito" ถึงดูแล้วหยุดไม่ได้!

ศุภกร วงศ์ทอง01-31

จากซีรีส์เกาหลีชวนถอดใจ สู่เรื่องที่ทำให้ต้องรอวันจันทร์แบบใจจะขาด

เคยถึงจุดที่เปิดซีรีส์เกาหลีแล้วรู้สึกว่า “พอเหอะ เหนื่อยแล้ว” ไหม ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลายเรื่องก็พอดูเพลิน ๆ ได้ แต่ไม่ได้ชวนให้ติดงอมแงม บางเรื่องเปิดไว้เป็นเสียงกล่อมตอนเล่นเกม กดข้ามฉากรัว ๆ รอแค่ตอนพีก ๆ แถมบางเรื่องดูไปก็ได้แต่ถามในใจว่าเมื่อไหร่มันจะจบตอนสักที

แต่พักก่อน เพราะตอนนี้เจอเรื่องที่ดึงศรัทธาคืนมาได้แล้วเรียบร้อย เป็นซีรีส์ที่ทำให้ต้องนั่งนับวันรออีพีใหม่แบบจริงจัง อยากดูอีพี 3 จะแย่ แต่ต้องรอถึงวันจันทร์ เหมือนโดนซีรีส์เล่นกลับเอา

เรื่องย่อ: บอดี้การ์ดสาวจนตรอก กลายเป็นว่าที่เศรษฐีนีข้ามคืน

Ms. Incognito หรือชื่อไทยสุดเท่ “ภารกิจลับบอดี้การ์ดสาว” เล่าเรื่อง “คิมยองรัน” หญิงสาวที่ชีวิตติดลบ ชีวิตพลิกผันแบบ 0 กลายเป็นพันล้านในชั่วข้ามคืน

จากเดิมเป็นแค่บอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคอยคุ้มกันประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ เธอกลับกลายเป็น “เมียตามกฎหมาย” และว่าที่ทายาทสมบัติทั้งหมดของเขา หลังทั้งสองตกลงแต่งงานกันตามเงื่อนไขที่วางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เธอมีสิทธิ์ในมรดกระดับแชโบลทั้งหมด

แต่ในเมื่อมันคือ “มรดกเลือด” ระดับแชโบล มันจะมาง่าย ๆ ได้ยังไงกัน หลังจากสามีในนามเสียชีวิต ลูกเลี้ยงของเขาที่มาจากภรรยาเก่าก็เปิดเกมล่า เธอกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัดให้พ้นทางแบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง

ตามข้อตกลงที่เธอทำไว้กับประธาน เธอต้อง มีชีวิตรอดให้ได้ 3 เดือน เพื่อรอวันประชุมผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญที่จะเลือกประธานคนใหม่ นั่นคือเส้นตายของเธอ

เธอเลยต้องเปลี่ยนตัวตน ย้ายหนีไปใช้ชีวิตในชนบทเล็ก ๆ ที่ทุกคนรู้จักกันหมด รู้ยันจำนวนช้อนในครัว และที่นั่นเธอใช้ชื่อใหม่ว่า “บูเซมี”

ด้วยความช่วยเหลือแบบห่าง ๆ แต่ทุ่มงบหนักของทนายประจำตัวประธาน เธอถูกรีแบรนด์ใหม่เป็น “บูเซมี” หญิงสาวผู้เพียบพร้อม ฐานะดี ครอบครัวอบอุ่น ภูมิหลังดูดีไปหมด ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่ตรงข้ามกับชีวิตจริงของเธอโดยสิ้นเชิง

ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนั้น เธอสมัครเป็นครูอนุบาลของโรงเรียนประจำชุมชน ทุกคนต้อนรับเธออย่างดี ยกเว้นคนเดียว — เจ้าของฟาร์มสตรอว์เบอร์รีคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ลูกชายของเขาเป็นลูกศิษย์ในชั้นของเธอ

เขาเคยเข้าออกบ้านประธานมาก่อน จึงไม่ไว้ใจหญิงสาวลึกลับที่จู่ ๆ โผล่มาแบบมีอะไรให้สงสัยเต็มไปหมด

“ฉันชอบคนที่มีจุดอ่อนเยอะ ๆ มากที่สุดในโลกเลยล่ะ”

ซีรีส์เรื่องนี้หยิบเอา “จุดอ่อนของคน” มาขยี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะ จุดอ่อนคือทั้งภัย และโอกาสในเวลาเดียวกัน

คิมยองรันมีจุดอ่อนเต็มไปหมด และนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้เธอถูกเลือกให้มาเป็นบอดี้การ์ดในตอนแรก เธอไม่เคยปิดบังหรือพยายามทำตัวให้ดูสมบูรณ์แบบเลย ทุกอย่างบนตัวเธอคือความจริงที่เปลือยเปล่า

เพราะความ “ไม่สมบูรณ์แบบ” นี้เอง ทำให้ประธานยอมเปิดใจเล่าเรื่องลับในอดีตให้ฟัง และชวนเธอเข้ามาเป็นตัวเดินหมากในเกมการแก้แค้นครั้งใหญ่ ที่ต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก

ลองนึกภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่จนตรอกถึงขนาดไปสัมภาษณ์งานใหญ่ โดยไม่ปิดจุดอ่อนของตัวเองแม้แต่นิดเดียว เสื้อผ้าถูกมากจนด้ายรุ่ย กระดุมห้อยจะขาด หน้าสด ผมไม่ทำ รองเท้าคู่เก่าที่ดีจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนจะส้นหักหลังสัมภาษณ์จบ

เธอรู้ดีว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้ “ไม่แคร์” — เธอแค่ ไม่มีปัญญา ทำให้ดูดีกว่านี้ การจะเนรมิตตัวเองให้พร้อมสำหรับสัมภาษณ์งานต้องใช้เงิน และเธอไม่มีสักนิด ที่ชัดที่สุดคือน้ำตาในสายตา ที่บอกเลยว่าเหนื่อยเต็มกลืนกับการเอาชีวิตรอด

เธอไม่ได้อยากแต่งตัวโทรม ๆ ไปสัมภาษณ์หรอก โดยเฉพาะกับงานที่หวังไว้สูงขนาดนี้ เพราะถ้าพลาด นั่นอาจหมายถึงการหมดหนทางจนคิดไม่ออกว่าจะมีชีวิตต่อยังไง แต่ในโลกจริง คนบางคนไม่มีแม้แต่ทุนพื้นฐานที่จะทำให้ตัวเอง “ดูดีพอจะถูกเลือก” ด้วยซ้ำ

ทำไมประธานถึงเลือกผู้หญิงที่เต็มไปด้วยจุดรั่ว

ฝั่งประธานคือคนที่บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีมากว่า 30 ปี ผ่านทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์อ่านคนมานับไม่ถ้วน ยิ่งเจอคนอย่างคิมยองรันที่ไม่ปิดบังอะไรเลย เขายิ่งมองทะลุ

เขารู้ว่า คนที่มีรูรั่วเต็มตัวแบบเธอ คือคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด

  • พร้อมทำตามคำสั่งแบบไม่ลังเล

  • ซื่อสัตย์พอที่จะรักษาข้อตกลง ถ้าผลตอบแทนใหญ่พอ

  • ชีวิตปัจจุบันไม่มีอะไรให้เสียดายมากนัก

เธอจึงเป็น “หมาก” ที่เหมาะที่สุดในเกมนี้ เพราะถ้ารางวัลปลายทางใหญ่พอ เธอจะวิ่งลุยทุกความเสี่ยง และพยายามกลับมารับผลตอบแทนให้ได้ด้วยตัวเอง

ที่สำคัญ ประธานไม่ได้หลอกใช้เธอแบบเนียน ๆ แต่บอกตรง ๆ ว่าเขาจะให้เธอเป็นเหยื่อล่อในแผนนี้ เขาบอกเงื่อนไขทุกอย่าง เปิดโอกาสให้เธอเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะรับดีลนี้ไหม และย้ำชัดว่าหลังจากเขาตาย เธอจะต้องสู้ต่อเอง ถ้าอยากได้มรดกทั้งหมดในฐานะเมียที่ถือทะเบียนสมรสอยู่ในมือ

เขาเลือกผู้หญิงที่มีจุดอ่อนเยอะที่สุดนี่แหละมาทำภารกิจที่โหดที่สุด เพราะ บางครั้งจุดอ่อนของคน ก็คือแรงผลักที่ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์ “ไม่สู้”

“เห็นหรือยังล่ะ ไม่มีอะไรที่เงินใช้ไม่ได้”

มีประโยคหนึ่งในอีกซีรีส์ที่เคยดู นางเอกมาจากครอบครัวยากจน เธอเชื่อในอำนาจของเงินมากกว่าความรักหรือคำหวานของผู้ชาย เธอบอกว่า “เงินไม่โกหก”

เอามาเทียบกับเรื่องนี้แล้วยิ่งรู้สึกว่า ใช่เลย… เงินมันไม่โกหกหรอก แต่ อำนาจของเงินนี่แหละที่ทำให้คนกลายพันธุ์

ในบ้านของประธาน มีแม่บ้านคนหนึ่งที่ถูกลูกเลี้ยงจ้างให้เป็นสายลับ คอยรายงานเรื่องในบ้าน รวมถึงเรื่องส่วนตัวของประธานอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งประธานรู้อยู่เต็มอก ไม่เคยกินอาหารที่แม่บ้านคนนี้ทำเลย เพราะทั้งกลัวถูกวางยา และที่แย่กว่านั้นคือ ฝีมือทำอาหารอยู่ในระดับที่เนื้อแพง ๆ ยังถูกทำให้เละจนคนหิวจัดยังต้องคายทิ้ง 555

จุดเปลี่ยนอยู่ตรงฉากหนึ่งที่ประธาน ทนาย และนางเอกกำลังคุยแผนแต่งงานปลอมและข้อตกลงต่าง ๆ กัน แล้วนางเอกดันจับได้ว่าแม่บ้านแอบฟังอยู่หน้าห้อง

ประธานที่ไม่อยากให้ความลับหลุด ก็เลยใช้วิธีง่าย ๆ แต่ได้ผลที่สุด — เขาเสนอจะจ่ายมากกว่าที่ลูกเลี้ยงจ่าย และขออย่างเดียวคือ “เลิกทำอาหาร” 555

ค่าจ้างของเขาคือ บัตรเครดิต black card ใบเดียว รูดได้ไม่อั้น แม่บ้านจึงเปลี่ยนข้างในพริบตา ปิดประตู เดินจากไปแบบไม่หันกลับมาสนใจเลยว่าคนในห้องจะคุยแผนอะไรต่อจากนั้น

จากศัตรูเงียบ ๆ กลายเป็นมิตร และจากมิตรก็พร้อมจะกลายเป็นศัตรูอีกครั้ง เพียงเพราะ “ตัวเลขในข้อเสนอใหม่มันมากกว่า”

แต่ถ้าจะพูดเรื่องเงินซื้อคน ก็ไม่ต้องมองไปไกลถึงตัวละครอื่น เพราะ ตัวนางเอกเองก็คือหลักฐานชัดเจนว่า เงินสามารถซื้อความเสี่ยงของคนได้ ถ้ามูลค่ามันมากพอ

ใช่ การพูดแบบนี้เหมือนจะไม่ยุติธรรมกับเธอเท่าไหร่ เพราะดีลที่เธอได้รับมันไม่ได้มีแค่เงิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลตอบแทนระดับ “สมบัติทั้งหมดของแชโบล” มันคือข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ

เธอจึงเป็น “คนสีเทา” ที่รับงานเพราะเงินดี แต่ในใจลึก ๆ ก็อยากช่วยให้คนแก่คนหนึ่งได้ปิดฉากชีวิตแบบไม่ค้างคา

เพราะโลกจริงขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์มากกว่าคุณค่า โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่มีเงินมาเกี่ยวข้อง มิตรภาพและความซื่อสัตย์สามารถ “ตีราคา” ได้เสมอ ถ้าตัวเลขมากพอจะทำให้คนหันหลังให้ตัวตนเดิมของตัวเอง

นักแสดงแบกเรื่องไหม? บอกเลยว่า “ไม่ใช่แค่แบก แต่ยกระดับทั้งเรื่อง”

สารภาพตรง ๆ ว่าเปิด Ms. Incognito มาดูแบบ “ไม่หวังอะไรแล้ว ขออย่างเดียวคือพระเอก หล่อก็พอ” เพราะรัก จองจินยอง อยู่แล้ว อยากดูเขาเฉย ๆ ส่วนนางเอก จอนยอบิน เคยได้ยินว่าเล่นดี แต่ยังไม่เคยตามดูจริงจังสักเรื่อง

แล้วสองอีพีแรกก็ทำให้ต้องยอมรับแบบหมดใจว่า เธอเก่งจริง

  • ตอนเป็น “คิมยองรัน” เธอเหมือนคนที่ชีวิตจนตรอกจริง ๆ สีหน้าสิ้นหวัง แววตาล้าแบบคนที่สู้จนไม่รู้จะสู้ยังไงต่อ

  • พอกลายเป็น “บูเซมี” เธอดูเป็นอีกคนจริง ๆ ทั้งท่าทาง น้ำเสียง การเดิน การมอง ทุกอย่างดูมีภูมิฐานขึ้น สวย สง่า มีเสน่ห์ และแอบมีความร้ายลึกเพิ่มมาแบบกรุบ ๆ

การแสดงของเธอทำให้ตัวละครไม่ใช่แค่ “นางเอกจน ๆ ที่ได้มรดก” แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องแข็งแรง ทั้งที่ลึก ๆ ก็ยังเป็นคนธรรมดาที่อยากแค่มีชีวิตที่ไม่ต้องหนีตลอดเวลา

ทำไมเรื่องนี้ถึงดูแล้ว “รู้สึกกลับมาตื่นเต้นกับซีรีส์เกาหลีอีกครั้ง”

Ms. Incognito กลายเป็นซีรีส์เกาหลีเรื่องเดียวในช่วงนี้ที่ทำให้ถึงขั้นต้องควักเงินซื้อแพ็กเกจเพื่อรอดูต่อ ไม่ใช่แค่เพราะสนุก แต่เพราะมันมีหลายอย่างที่ “ลงล็อก” แบบที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว

เหตุผลที่มันดูแล้วติดง่ายมาก ๆ คือ:

  • เดินเรื่องเร็ว ไม่เยิ่นเย้อ ไม่หมกมุ่นกับดราม่าฟุ้ง ๆ ให้เหนื่อยใจ

  • พล็อตน่าสนใจ ทั้งมรดกเลือด เกมแก้แค้น การเอาชีวิตรอด แลกชีวิตกับอำนาจ

  • คาแรกเตอร์นางเอกไม่แบ๊ว แต่เป็นหม้ายผัวตายที่ต้องเข้มแข็ง เพราะชีวิตของตัวเองและเงินมหาศาลวางอยู่บนเส้นเดียวกัน

  • ปมความจนของเธอทำให้มองเรื่องเงินและความรักต่างออกไป เธอไม่ได้อินกับรัก ๆ ใคร่ ๆ เท่า “การไม่ต้องอด” แต่พอไปอยู่ชนบทแล้วต้องโดนพระเอกที่ทั้งหล่อและจ้องจับผิดตลอดเวลาใกล้ชิด ใครมันจะไม่หวั่นไหวไหวไหวได้ไหวล่ะ

  • เส้นเรื่องการปลอมตัวหนีการล่า จากลูกเลี้ยงที่แทบสติแตกเพราะสมบัติ เพิ่มความระทึกแบบลุ้นทุกอีพี

ไม่ใช่แค่ลุ้นว่าเธอจะรอดครบ 3 เดือนไหม แต่ยังลุ้นไปด้วยว่า “คนที่จุดอ่อนเต็มตัว” แบบเธอ จะยอมเปลี่ยนไปแค่ไหน เพื่อแลกกับการมีชีวิตใหม่และเงินที่มากกว่าทุกอย่างที่เคยฝันไว้

ถ้าช่วงหลังคุณเริ่มหมดไฟกับซีรีส์เกาหลี ลองเปิด Ms. Incognito ดูสักสองอีพี อาจจะได้ความรู้สึกแบบเดิมกลับมา — ความรู้สึกที่ว่า “เฮ้ย! เราอยากรู้แล้วต่อไปมันจะเป็นยังไงต่อ” นั่นแหละ คือเสน่ห์ที่แท้จริงของซีรีส์เรื่องนี้