ตู้คีบตุ๊กตา จากของเล่นสุดคิวท์ สู่คำถามใหญ่เรื่อง “พนันแฝง”
กระแสตู้คีบตุ๊กตากำลังครองเมือง ทั้งในห้าง หน้าร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงร้านตู้คีบเต็มรูปแบบ ยิ่งเมื่ออินฟลูเอ็นเซอร์และยูทูบเบอร์หยิบมารีวิว โชว์ฟีล “คีบง่าย ได้ของจริง สนุก ฟีลกู้ด” ก็ยิ่งทำให้เด็กและวัยรุ่นอยากลองเล่นมากขึ้น
แต่เบื้องหลังความน่ารักของตุ๊กตาและไฟกระพริบสีสดใส กำลังมีคำถามใหญ่จาก เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน ว่า เรากำลังปล่อยให้ความบันเทิงแบบนี้พาเด็กๆ เข้าใกล้การพนันหรือไม่ โดยที่สังคมยังไม่ทันตั้งการ์ด
มุมมองจากเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน
นางสาววศิณี สนแสน ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน อธิบายว่า ปัจจุบันตู้คีบตุ๊กตาแพร่กระจายอยู่เกือบทุกมุมเมือง แต่กลับไม่มีระบบควบคุมที่ชัดเจนตามกฎหมาย
ในโลกออนไลน์ก็ยิ่งน่าห่วง เมื่อมีอินฟลูเอ็นเซอร์จำนวนมากออกมารีวิว ชวนเล่น แนะนำโลเคชันตู้คีบแบบไม่ปิดบัง ซึ่งอาจเข้าข่าย โฆษณาหรือส่งเสริมการพนันโดยไม่รู้ตัว

เธอสะท้อนว่า สิ่งที่เห็นวันนี้ ไม่ใช่แค่ของเล่นขำๆ อีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นประเด็นสังคมที่ต้องคุยกันอย่างจริงจัง
ประเด็นใหญ่ 4 ข้อ ทำไมตู้คีบตุ๊กตาไม่ใช่เรื่องเล็ก
เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนันหยิบยกความกังวลออกมา 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ตู้คีบตุ๊กตาเข้าข่าย “การพนัน” ตามกฎหมาย
มีคำวินิจฉัยของกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2563 ระบุชัดว่า ตู้คีบตุ๊กตาเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478
เหตุผลสำคัญคือ
เป็นเครื่องเล่นที่ให้รางวัลโดยอาศัยการเสี่ยงโชค
ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ด้วยฝีมือเพียงอย่างเดียว
ไม่มีใบอนุญาตจากรัฐ
ตามกฎหมาย ตู้คีบตุ๊กตาถูกจัดอยู่ในบัญชี ข. หมายเลข 28 ของกฎหมายการพนัน หมายความว่า ไม่ใช่แค่ของเล่นในห้าง แต่มันถูกมองในฐานะกิจกรรมเสี่ยงด้านการพนันอย่างหนึ่ง
2. รีวิวของอินฟลูเอ็นเซอร์อาจ “เสี่ยงผิดกฎหมาย”
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวตู้ แต่อยู่ที่คอนเทนต์ด้วย
การรีวิวที่มีลักษณะ
เชิญชวนให้ไปลองเล่น
ทำให้ดูเหมือน “ได้ของง่ายมาก คุ้มสุดๆ”
บิวต์อารมณ์สนุก ตื่นเต้น อยากลองอีก
อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ห้าม
โฆษณา
ชักชวน
หรือจัดให้มีการเล่นพนัน
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน
จากการเฝ้าระวังเนื้อหาในหลายคลิปและโพสต์ พบการใช้ทั้งภาพและข้อความที่สร้างแรงจูงใจให้เล่น คล้ายกับการชักชวนเข้าเว็บพนันออนไลน์ เพียงแต่เปลี่ยนหน้าตาให้ดูเป็น “เกมน่ารักๆ” แทน
ผลที่ตามมาคือ เด็กและเยาวชนอาจเริ่มต้นเล่นด้วยความสนุก แต่ค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรม “เสี่ยงดวง” โดยไม่รู้ตัว
3. ตู้คีบกระจายเต็มพื้นที่สาธารณะ แต่ไร้การควบคุม
ทุกวันนี้เราสามารถเจอตู้คีบตุ๊กตาได้แทบทุกที่ เช่น
ห้างสรรพสินค้า
หน้าร้านสะดวกซื้อ
แหล่งชุมชน
ร้านตู้คีบขนาดใหญ่ที่เรียกตัวเองว่า “อาณาจักรตู้คีบ”
รวมถึงตู้ Stand alone ที่ตั้งเดี่ยวๆ อยู่ตามมุมต่างๆ
สิ่งที่น่าคิดคือ
ไม่มีการแสดงใบอนุญาตให้เห็นอย่างชัดเจน
ไม่มีมาตรการคุมอายุหรือการเข้าถึงของผู้เล่น
เด็กและเยาวชนจึงสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย แถมยังอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ปกครองอาจไม่ได้ระวังเป็นพิเศษ เพราะมองว่าแค่ของเล่นธรรมดา
4. บทบาทของตำรวจยัง “เงียบ” ทั้งที่กฎหมายชัดแล้ว
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยมีคำวินิจฉัยชัดเจนว่า “ตู้คีบตุ๊กตา” เข้าข่ายผิดกฎหมาย คำถามที่ตามมาคือ
เหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยังไม่มีมาตรการตรวจสอบอย่างจริงจัง?
ทำไมตู้ที่ไม่มีใบอนุญาตยังตั้งอยู่ทั่วไปโดยไม่มีการจัดการ?
เนื้อหาออนไลน์ที่อาจส่งเสริมการพนัน เหตุใดจึงยังไม่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ?
นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ในการกำกับดูแลกิจกรรมลักษณะนี้ ทำให้ปัญหาเหมือนลอยกลางอากาศ ไม่มีเจ้าภาพชัดเจน
ถ้าปล่อยไว้… ตู้คีบตุ๊กตาอาจกลายเป็น “จุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่”
นางสาววศิณีเตือนว่า การปล่อยให้ตู้คีบตุ๊กตาขยายตัวโดยไม่มีมาตรการกำกับ รวมถึงคอนเทนต์ออนไลน์ที่ชักชวนให้เล่นแพร่ไปในหมู่เยาวชน อาจกลายเป็น จุดเริ่มต้นของปัญหาสังคมในระยะยาว
เธอยกตัวอย่างกรณีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ที่เมื่อรัฐแสดงท่าทีชัดเจน มาตรการต่างๆ ก็เริ่มขยับ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้จริง
จากบทเรียนนี้ จึงมีข้อเสนอสำคัญว่า
ต้องมองตู้คีบตุ๊กตาในฐานะกิจกรรมเสี่ยง ไม่ใช่แค่ของเล่นน่ารัก
ต้องมีนโยบายและมาตรการคุมให้ชัด ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนจัดการยาก
ยิ่งเริ่มจัดการเร็วเท่าไร โอกาสป้องกันปัญหาระยะยาวก็ยิ่งสูงเท่านั้น
ก้าวต่อไปของเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน
เพื่อไม่ให้เรื่องนี้จบลงแค่กระแสข่าว เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนันเตรียมเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อชวนสังคมมาคุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่า
ตู้คีบตุ๊กตาเป็นการพนันหรือไม่?
เราควรปกป้องเด็กและเยาวชนจากความเสี่ยงนี้อย่างไร?
สังคมเองจะมีบทบาทร่วมกันได้แค่ไหน?
เวทีนี้จะถูกจัดขึ้นในวาระวันเยาวชนแห่งชาติประจำปี 2568 วันที่ 18 กันยายน 2568 ณ จามจุรีสแควร์ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
เป้าหมายไม่ใช่แค่การโทษตู้คีบตุ๊กตา หรืออินฟลูเอ็นเซอร์ แต่คือการทำให้สังคม
เห็นมิติที่ซ่อนอยู่หลังคำว่า “เล่นสนุก”
เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา
และร่วมกันออกแบบทางออกที่ปกป้องเด็ก โดยไม่ปิดโอกาสเรื่องความบันเทิงอย่างสุดโต่ง
สรุป: ของเล่นในวัยเด็ก อาจกำลังเปลี่ยนวิธีมอง “การพนัน” ในอนาคต
ตู้คีบตุ๊กตาอาจดูแค่เป็นเกมลุ้นตุ๊กตาน่ารัก แต่ในมุมของกฎหมายและผลกระทบต่อเยาวชน มันกำลังกลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของ การพนันแฝงในคราบความบันเทิง
เมื่ออินฟลูเอ็นเซอร์รีวิวอย่างสนุกสนาน ร้านคีบผุดขึ้นทั่วเมือง และกฎหมายยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า
“เล่นแล้วได้ตุ๊กตากี่ตัว?”
แต่คือ
“เราโอเคไหมที่เด็กๆ ซึมซับการเสี่ยงดวงตั้งแต่ยังเล็ก?”
“ใครกันแน่ควรรับผิดชอบต่อบรรยากาศแบบนี้?”
คำตอบอาจไม่ง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ถ้าเราไม่เริ่มถาม วันนี้ วันหนึ่งอาจสายเกินไปที่จะเริ่มแก้

