รับแอปรับแอป

รีเซ็ตลำไส้ให้แข็งแรง เริ่มวันนี้เปลี่ยนได้ทั้งระบบย่อยและสุขภาพใจ

ลลิตา พูนผล01-31

ปรับนิสัยนิดเดียว ลำไส้ก็ดีขึ้นได้

ลำไส้ไม่ได้แค่ย่อยอาหาร แต่ยังส่งผลต่อพลังงาน อารมณ์ และความสบายตัวทั้งวันด้วยนะ การกิน การดื่ม การขยับตัว และการพักผ่อนล้วนมีส่วนกำหนดจังหวะการทำงานของระบบย่อยอาหารทั้งสิ้น

ข่าวดีคือ แค่ปรับนิสัยประจำวันบางอย่าง ระบบทางเดินอาหารก็กลับมาทำงานลื่นไหล ลดท้องอืด ท้องผูก และอาการแสบร้อนกลางอกได้แล้ว

ไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน = จังหวะการทำงานของลำไส้

ระบบย่อยอาหารที่ดีอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อที่ทำงานประสานกัน หรือที่เราเรียกว่า “การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร” เพื่อพาอาหารไหลจากหลอดอาหารไปสู่ลำไส้ใหญ่ได้อย่างราบรื่น

แม้พันธุกรรมและโรคประจำตัวจะมีส่วน แต่ นิสัยเล็กๆ ในแต่ละวัน มีผลมากกว่าที่คิด เช่น

  • งดบางมื้อบ่อยๆ โดยเฉพาะมื้อเช้า

  • กินใยอาหารน้อย

  • ดื่มน้ำน้อย

  • ใช้ชีวิตเร่งรีบและนั่งอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่

ทั้งหมดนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้เสียจังหวะ จนเกิดอาการแน่น ท้องอืด ท้องผูก หรือแสบร้อนกลางอกได้ การดูแลตัวเองแบบง่ายๆ แต่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบย่อยกลับมาทำงานเป็นปกติได้มาก

กินยังไงให้ลำไส้แข็งแรงและขับถ่ายดี

1. กินเป็นมื้อ ให้ร่างกายจับจังหวะได้

ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมี “รูทีน” ที่ชัดเจน หากข้ามมื้อ กินไม่เป็นเวลา หรือปล่อยให้หิวจัดแล้วค่อยกิน ลำไส้อาจสับสนและทำงานผิดจังหวะได้

ลองปรับให้:

  • กินอาหารให้ครบ สามมื้อหลักต่อวัน

  • ถ้าจำเป็นต้องกินของว่าง ก็ให้พยายามกินในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน

2. ใยอาหารคือเพื่อนรักของลำไส้

ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่างๆ เป็นแหล่งของใยอาหารทั้งแบบละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้

ทริกสำคัญคือ:

  • ค่อยๆ เพิ่มใยอาหารทีละนิด ไม่เร่งเกินไป เพื่อลดโอกาสท้องอืดหรือแน่นท้อง

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอควบคู่กันเสมอ ให้ใยอาหารทำงานได้เต็มที่

3. น้ำ…ตัวช่วยให้ทุกอย่างไหลลื่น

น้ำช่วยให้อุจจาระนิ่มและขยับผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น ถ้าดื่มน้ำน้อย ลำไส้จะดึงน้ำกลับจากอุจจาระ ทำให้แข็งและถ่ายยาก

ลองใช้หลักง่ายๆ:

  • จิบน้ำระหว่างวันให้ได้ปริมาณเหมาะสมกับร่างกาย

  • ดื่มชาสมุนไพร หรือน้ำซุป ก็ช่วยเสริมปริมาณน้ำในร่างกายได้

  • จำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำตาลสูง เพราะอาจระคายเคืองลำไส้ได้ในบางคน

ขยับร่างกายให้ลำไส้ขยับตาม

การออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และยังช่วยลดความเครียดที่ไปรบกวนระบบย่อยอาหารอีกด้วย

  • แค่เดินเร็วประมาณ 20 นาทีหลังอาหาร ก็ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น

  • เลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ หรือเต้น

อย่าลืมกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้ช่วยเสริมกลไกการขับถ่าย และช่วยลดปัญหากลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่อยู่ได้ในระยะยาว

เครียด นอนไม่พอ ลำไส้ก็พังตาม

สมองกับลำไส้เชื่อมกันแนบแน่น จนหลายคนเรียกว่า “สมองที่สอง” ของร่างกาย ความเครียดเรื้อรังและการนอนน้อย ทำให้ลำไส้ไวเกินไปหรือเคลื่อนไหวผิดปกติได้

ลองเติม “พื้นที่พัก” ให้ลำไส้และระบบประสาทด้วยการ:

  • ฝึก หายใจลึกๆ หรือสมาธิแบบฝึกสติ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

  • ทำโยคะหรือไทชิ ที่ผสานการเคลื่อนไหวกับลมหายใจได้ดี

  • ให้ความสำคัญกับการนอน ประมาณ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและรีเซ็ตระบบประสาท

เมื่อเราพักพอและเครียดน้อย ลำไส้ก็มักทำงานเป็นจังหวะปกติมากขึ้น

เมื่อการปรับพฤติกรรมยังไม่พอ ต้องฟังสัญญาณเตือน

แม้การดูแลตัวเองด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อน จะช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ดี แต่หากมีอาการบางอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรง อาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องนิสัยแล้ว

ตัวอย่างสัญญาณที่อาจเกี่ยวกับความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร เช่น:

  • อาการแสบร้อนกลางอกเรื้อรัง

  • กลืนลำบาก

  • ปวดท้องแบบหาสาเหตุไม่เจอ

  • ท้องผูกนานๆ หรือท้องเสียต่อเนื่อง

กรณีเหล่านี้ควรได้รับการประเมินจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินอาหาร นักกำหนดอาหาร และนักบำบัด เพื่อช่วยให้วินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้ตรงจุด

หากจำเป็นอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร การตรวจกรดไหลย้อน หรือการตรวจลมหายใจ โดยมักต้องงดอาหาร 4–8 ชั่วโมง และอาจต้องหยุดยาบางชนิดก่อนตรวจ ตามคำแนะนำของทีมแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลำไส้และการขับถ่าย

1. อาหารอะไรช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น?

อาหารที่มีกากใยสูงช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงานดีขึ้น เช่น

  • ข้าวโอ๊ต

  • แอปเปิล

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

  • ผักใบเขียว

  • ถั่วและถั่วเลนทิล

อาหารหมักดองอย่างโยเกิร์ต คีเฟอร์ หรือกิมจิ มีจุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร ส่วนไขมันดีจากน้ำมันมะกอก ถั่ว และอโวคาโด ช่วยหล่อลื่นลำไส้ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าเพิ่มใยอาหารมากเกินไปเร็วเกินไป บางคนอาจมีอาการท้องเฟ้อหรือท้องอืดได้ จึงควรค่อยๆ เพิ่มและดื่มน้ำให้เพียงพอควบคู่กันไป

2. ออกกำลังกายช่วยกันท้องผูกได้จริงหรือเปล่า?

ช่วยจริง และช่วยมากด้วย การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะ:

  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด

  • กระตุ้นกล้ามเนื้อของทางเดินอาหารให้ทำงานดีขึ้น

แม้แต่กิจกรรมเบาๆ อย่างการเดินหรือการยืดกล้ามเนื้อก็ช่วยให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ได้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักเสมอไป แต่อย่าให้ขาดการขยับตัว

3. ต้องเลี่ยงอาหาร FODMAP ทั้งหมดไหม?

ไม่จำเป็นต้องเลี่ยงทุกอย่าง FODMAP คือคาร์โบไฮเดรตสายสั้นบางชนิดที่ร่างกายย่อยและดูดซึมยาก ซึ่งอาจกระตุ้นอาการในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะลำไส้แปรปรวน

ในบางราย การลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารบางกลุ่มใน FODMAP ชั่วคราว ภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหารอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ไม่แนะนำให้ตัดอาหารกลุ่มนี้ทิ้งแบบเหมารวม เพราะอาหารที่มีกากใยสูงหลายชนิดก็อยู่ในกลุ่มนี้และมีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้

4. โปรไบโอติกส์หรืออาหารเสริมจำเป็นไหม?

โปรไบโอติกส์สามารถช่วยสนับสนุนไมโครไบโอมหรือลำไส้ที่มีจุลินทรีย์สมดุลในบางคน แต่ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหาระบบย่อยอาหาร

หลายครั้ง การกินอาหารจริงให้หลากหลาย ที่อุดมไปด้วยใยอาหารและอาหารหมักดอง ก็เพียงพอที่จะส่งเสริมแบคทีเรียดีในลำไส้แล้ว

ก่อนเริ่มอาหารเสริมใดๆ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัวหรือกินยาบางชนิดอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

5. เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

ถ้ามีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่อง หรือรุนแรง ไม่ควรนิ่งนอนใจ:

  • แสบร้อนกลางอกรุนแรงหรือเรื้อรัง

  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • มีเลือดออกทางเดินอาหาร

  • ปวดท้องมากหรือปวดแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

  • กลืนลำบาก

  • อาเจียนบ่อย

  • พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นานเกิน 2–3 สัปดาห์

การประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันการมองข้ามโรคสำคัญ และทำให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมทันเวลา

สรุป: ลำไส้ที่ดีเริ่มจากนิสัยที่เลือกได้ทุกวัน

การดูแลระบบย่อยอาหารไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของการเลือกในแต่ละวัน:

  • เลือกกินอาหารที่มีกากใยและสมดุล

  • เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

  • จัดการความเครียดและนอนให้พอ

เมื่อดูแลลำไส้อย่างถูกวิธี ร่างกายทั้งระบบก็มักจะตอบกลับมาด้วยความเบาสบาย มีพลัง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

และถ้าอาการไม่ปกติหรือเรื้อรัง อย่าฝืนทน ลำไส้กำลังส่งสัญญาณให้คุณขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญได้แล้ว