ภาพรวมโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เป็นมาตรการของกระทรวงการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐ ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงในชีวิตอย่างเท่าเทียม
รอบปี 2569 นี้ มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐส่วนใหญ่ลงทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2565 และยังมีกลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่นไม่สามารถเข้าร่วมโครงการเดิมได้ จึงมีการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่เพื่อแก้ปัญหา Exclusion Error และปรับฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ไทม์ไลน์สำคัญปี 2569
4 – 21 มิถุนายน 2569: เปิดลงทะเบียนรายใหม่ และยืนยันสิทธิรายเดิม (เวลา 06.00 – 23.00 น.)
17 กรกฎาคม 2569: ประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ
17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570: ระยะเวลายืนยันตัวตน (e-KYC) สำหรับรายใหม่
17 – 31 กรกฎาคม 2569: ช่วงยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ (ส่งเอกสารเพิ่มเติมได้ถึง 16 สิงหาคม 2569)
1 สิงหาคม 2569: เริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรก
1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป: เริ่มใช้สิทธิสำหรับผู้ผ่านเกณฑ์ในรอบอุทธรณ์ที่ต้องทำ e-KYC
ความแตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือ การบังคับให้ผู้มีสิทธิเดิมต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิอีกครั้งทุกคน เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์ใหม่ และการลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มตกหล่นโดยอาศัยฐานข้อมูล จปฐ. และ MSO-LOGBOOK
เงื่อนไขและคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน
การพิจารณาสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักตรวจสอบกับฐานข้อมูลของหลายหน่วยงาน โดยแบ่งคุณสมบัติออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ คุณสมบัติทั่วไป สถานะบุคคล รายได้ ทรัพย์สินทางการเงิน หนี้สิน และทรัพย์สิน เช่น ที่ดินและรถยนต์
คุณสมบัติทั่วไป
ต้องมีสัญชาติไทย
อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน
รายได้ต่อคนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
รายจ่ายให้บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
เงื่อนไขด้านทรัพย์สินทางการเงินและหนี้สิน
- ทรัพย์สินทางการเงินรวมทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท
เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ธอท.)
สลากของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และธอส.
ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทและทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามฐานข้อมูลเครดิตของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ
ไม่มีบัตรเครดิต
เงื่อนไขอสังหาริมทรัพย์
ห้องชุดรวมทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว ตึกแถวรวมทุกแห่งไม่เกิน 25 ตารางวา
กรณีเกษตรกร: ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมรวมกับที่อยู่อาศัยต้องไม่เกิน 10 ไร่
กรณีไม่ใช่เกษตรกร: ที่ดินรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 1 ไร่
เงื่อนไขยานพาหนะ
ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ทั่วไป
ยกเว้น: รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี, รถสามล้อ, รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
กลุ่มที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียน
ไม่สามารถลงทะเบียนหากเป็นบุคคลต่อไปนี้
ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง
บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
นักเรียน นักศึกษา
ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ (ยกเว้นผู้ได้รับค่าตอบแทนจากรัฐไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี)
ผู้รับบำเหน็จรายเดือน ผู้รับบำนาญปกติ หรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ
ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน หรือผู้ถือหุ้น/กรรมการในบริษัท จำกัด/มหาชน ตามฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ หรือบัญชีถือครองตราสารหนี้ ตามฐานข้อมูลศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
บิดามารดา บุตร และคู่สมรสของผู้มีเงินได้ที่ถูกใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีในฐานะบุคคลนั้น
ขั้นตอนลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”
การลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่กระทรวงการคลังกำหนด ทั้งสำหรับผู้มีบัตรเดิมและผู้ลงทะเบียนใหม่ ช่วยให้ดำเนินการได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
ช่วงเวลาลงทะเบียนบนแอปทางรัฐ: 4 – 21 มิถุนายน 2569
ขั้นตอนหลักบนแอปทางรัฐ
เปิดแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และเข้าสู่ระบบ
กดแบนเนอร์ “ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” หรือแบนเนอร์ที่เกี่ยวข้อง
พิสูจน์ตัวตนตามที่ระบบกำหนด (เชื่อมกับระบบ ThaiD หากจำเป็น)
กรอกข้อมูลส่วนตัวตามบัตรประชาชนให้ครบถ้วน
อ่านและยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงของโครงการ
กด “ยืนยันการลงทะเบียน” ให้ระบบบันทึกข้อมูล
หลังจากระบบแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบสถานะได้ในแอปทางรัฐว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้วหรือไม่
รายการเอกสารและข้อมูลที่ต้องใช้ในการลงทะเบียน
แม้หลายช่องทางจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลกลาง แต่ผู้ลงทะเบียนจำเป็นต้องเตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อม เพื่อกรอกหรือใช้ในการพิสูจน์ตัวตน
เอกสารและข้อมูลสำคัญ
บัตรประจำตัวประชาชน Smart Card (พร้อมรหัส Laser ID หลังบัตร)
หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก
วัน เดือน ปี เกิด ตามบัตรประชาชน
หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้
สำหรับการตรวจสอบสิทธิและสถานะผ่านเว็บไซต์หรือแอป จะต้องใช้เลขบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนตัวในการเข้าสู่ระบบหรือพิสูจน์ตัวตนผ่านแอป ThaiD ตามที่ระบบกำหนด
การประเมินสิทธิและจำนวนเงินที่จะได้รับ
เมื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนเรียบร้อย ผู้มีสิทธิจะได้รับวงเงินช่วยเหลือในหลายหมวด เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยผูกสิทธิไว้กับบัตรประชาชน Smart Card หรือใช้ผ่านแอปเป๋าตัง
วงเงินหลักตามโครงการ
ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด: 300 บาทต่อคนต่อเดือน
ส่วนลดก๊าซหุงต้ม: 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน จากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด
ค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ: 750 บาทต่อคนต่อเดือน ใช้ได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท เช่น
รถ ขสมก.
รถ บขส.
รถไฟฟ้า BTS, MRT, รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
รถไฟ
รถเอกชนร่วม ขสมก. และเอกชนอื่นที่เข้าร่วม
รถเอกชนร่วม บขส.
รถสองแถวรับจ้าง
เรือโดยสารสาธารณะ
ค่าไฟฟ้า: อุดหนุน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หากใช้เกินวงเงิน ผู้มีสิทธิเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด
ค่าน้ำประปา: อุดหนุน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
หากใช้น้ำเกิน 100 บาทแต่ไม่เกิน 315 บาท จะยังได้รับสนับสนุน 100 บาท ส่วนที่เกินต้องชำระเอง
หากใช้น้ำเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำทั้งหมด
ในข้อมูลบางชุดยังระบุเงินช่วยเหลือเพิ่ม 200 – 300 บาทต่อเดือนตามสัดส่วนรายได้ และสิทธิอื่น เช่น เงินเพิ่มผู้พิการ 200 บาท/เดือน หรือเงินสำหรับผู้สูงอายุในช่วงเวลาที่กำหนด โดยเป็นไปตามประกาศโครงการในแต่ละช่วงเวลา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข
ระหว่างการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หรือแอปฯ อาจเกิดข้อผิดพลาดได้หลายรูปแบบ ระบบได้กำหนดข้อความแจ้งเตือนและแนวทางแก้ไขไว้ชัดเจน
ตัวอย่างข้อผิดพลาดจากการตรวจสอบสถานะบนเว็บไซต์
- ข้อความ “ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง”
แนวทางแก้ไข: ดำเนินการลงทะเบียนใหม่ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569
- ข้อความ “อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน”
แนวทางแก้ไข: กลับมาตรวจสอบสถานะอีกครั้งในวันถัดไป
- ข้อความ “ท่านไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่สามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้”
สะท้อนว่าบุคคลนั้นไม่อยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรเดิม ต้องรอช่องทางลงทะเบียนสำหรับรายใหม่หรือกลุ่มตกหล่นตามที่รัฐกำหนด
ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเบอร์โทรศัพท์
หากตรวจสอบแล้วพบสถานะ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” แม้กรอกหมายเลขโทรศัพท์ผิดก็ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ เพราะระบบบันทึกการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
การลงทะเบียนไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ
หากผลตรวจสอบคุณสมบัติขึ้นว่า “ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ” ผู้ลงทะเบียนสามารถยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วันนับจากวันที่ประกาศผล (เช่น ตั้งแต่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569) ผ่านช่องทางต่อไปนี้
เว็บไซต์โครงการ: https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th (กดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล”)
แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และแอป “เป๋าตัง” (กดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล”)
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร: ธนาคารกรุงไทย ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธอส. และธอท. โดยแจ้งความประสงค์อุทธรณ์ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการในระบบ
เมื่อผ่านเกณฑ์ในรอบอุทธรณ์ หากเคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ไม่ต้องทำ e-KYC ใหม่ แต่หากไม่เคยได้รับสิทธิ ต้องไปทำ e-KYC ผ่านธนาคารทั้ง 5 แห่งหรือแอปเป๋าตัง และจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป (หากยืนยันตัวตนล่าช้ากว่านั้น จะเริ่มใช้สิทธิหลังจากวันที่ยืนยันตัวตน)
ช่องทางติดต่อและตรวจสอบเมื่อพบปัญหา
ผู้ลงทะเบียนสามารถใช้หลายช่องทางในการตรวจสอบรายชื่อ สถานะ และผลการลงทะเบียน
ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิลงทะเบียน
เว็บไซต์: https://welfare.mof.go.th
กดแบนเนอร์ “ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิลงทะเบียน”
ใส่เลขบัตรประชาชน 13 หลัก แล้วกด “ตรวจสอบ”
หากเข้าเกณฑ์ จะมีข้อความว่าเป็น “กลุ่มเป้าหมาย” พร้อมช่องทางลงทะเบียนที่เลือกใช้ได้ 1 ช่องทาง
ช่องทางตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน
เว็บไซต์: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
เลือกเมนู “ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน”
พิสูจน์ตัวตนผ่าน ThaiD หรือกรอกเลขบัตรและวันเดือนปีเกิด
- แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”
กดแบนเนอร์ “ตรวจสอบผลการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” แล้วกรอกข้อมูล
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
กรณีไม่มีชื่อในระบบเลย สามารถติดต่อสายด่วน พม. 1300 เพื่อขอรับความช่วยเหลือสวัสดิการด้านอื่น ๆ ตามแหล่งข้อมูลที่ระบุ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับกลุ่มต่าง ๆ
ผู้ลงทะเบียนครั้งแรก
ตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานให้ครบตามเกณฑ์ก่อนลงทะเบียน
เตรียมบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนตัวให้พร้อม
เลือกช่องทางลงทะเบียนที่สะดวก เช่น เว็บไซต์ แอปทางรัฐ แอปเป๋าตัง หรือธนาคารรัฐ
หลังลงทะเบียนควรตรวจสอบสถานะเพื่อยืนยันว่า “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
ผู้สูงอายุและผู้พิการ
หากไม่ถนัดใช้สมาร์ทโฟนหรือระบบออนไลน์ สามารถไปที่ธนาคารรัฐ สำนักงานอำเภอ หรือหน่วยงานที่รับลงทะเบียนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยดำเนินการ
บางช่วงเวลาโครงการมีเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งผูกกับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามรายละเอียดที่หน่วยงานรัฐประกาศ
ผู้ไม่มีความชำนาญด้านดิจิทัล
เลือกลงทะเบียนผ่านช่องทางออฟไลน์ เช่น ธนาคารรัฐ สำนักงานคลังจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขต หรือศาลาว่าการเมืองพัทยา
สำหรับกลุ่มตกหล่น/ไม่มีสมาร์ทโฟน กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาจะจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 เพื่อช่วยคัดกรองและลงทะเบียนให้ถึงบ้าน
สรุปความสำคัญของการลงทะเบียนให้ทันกำหนด
การลงทะเบียนและยืนยันสิทธิภายในกำหนดเวลาที่โครงการระบุมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีผลทั้งต่อการได้รับสิทธิใหม่ และการรักษาสิทธิเดิมที่เชื่อมกับมาตรการอื่น
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิทุกราย เพื่อให้ระบบตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่
หากเป็นผู้ได้รับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน โดยต้องรีบยืนยันตัวตนผ่านแอปเป๋าตังตั้งแต่วันประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569)
หากไม่ยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2569 จะถูกตัดสิทธิไทยช่วยไทยพลัสเช่นเดียวกัน
หลังจากลงทะเบียนและประกาศผลแล้ว ผู้มีสิทธิควรติดตามผลการตรวจสอบผ่านช่องทางที่โครงการกำหนด ตรวจสอบสถานะว่า “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” หากไม่ผ่านให้รีบดำเนินการอุทธรณ์ภายในกำหนด เพื่อไม่พลาดโอกาสได้รับสิทธิสวัสดิการในรอบนี้
การจัดการเอกสารสำคัญ บัตรประชาชน และข้อมูลบัญชีต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้การใช้สิทธิในชีวิตประจำวัน เช่น การซื้อสินค้า การเดินทาง และการชำระค่าน้ำค่าไฟ เป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ตกหล่น ตามกรอบสิทธิที่โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำหนดไว้


ความคิดเห็น