ภาพรวมเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มโลกปี 2026
รายงานแนวโน้มอาหารและเครื่องดื่มปี 2026 จาก Innova Market Insights ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของวงการกินดื่มทั่วโลกว่า นวัตกรรมในปีหน้าไม่ได้มาแบบลอยๆ แต่ยืนอยู่บน 4 เสาหลักสำคัญ คือ
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
ความเพลิดเพลินและความดื่มด่ำ
ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม
ราคาที่ผู้บริโภคเอื้อมถึง
แม้โปรตีนและสุขภาพลำไส้จะยังคงเป็นพระเอก แต่เทรนด์ใหม่ๆ ก็เน้นทั้งเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม ความสุขระหว่างกิน การดูแลโลกใบนี้ และความคุ้มค่าที่จับต้องได้ในทุกคำที่เราเลือก
เทรนด์ที่ 1: Powerhouse Protein – โปรตีนคือพระเอกทุกมื้อ
โปรตีนไม่ได้เป็นแค่ของคนเล่นกล้ามอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคทั่วโลกมากกว่าครึ่งกำลัง “ตั้งใจจริง” ที่จะเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหารของตัวเอง
หมวดหมู่ที่โดดเด่นที่สุดคือ นมและเครื่องดื่มนม ซึ่งถูกใช้เป็นเวทีสำคัญในการชูจุดขายเรื่องโปรตีนในตลาดที่แข่งดุ แบรนด์ต่างๆ จึงต้องลงดีเทลให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น
โปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสนับสนุนผู้ใช้ยาต้านโรคอ้วนกลุ่ม GLP-1
การระบุว่าเป็นโปรตีนสมบูรณ์ หรืออุดมด้วยกรดอะมิโนจำเป็น
การเล่าเรื่องของแหล่งโปรตีนก็สำคัญ เช่น การชูว่าเวย์โปรตีนมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยฟื้นตัวหลังออกกำลังกายอย่างไร ใครวางตำแหน่งโปรตีนได้ชัดเจนกว่า คนนั้นชนะ
เทรนด์ที่ 2: Gut Health Hub – ลำไส้ดี ชีวิตก็ดีไปด้วย
สุขภาพลำไส้ไม่ได้ถูกมองว่าเกี่ยวแค่ระบบย่อยอาหารอีกแล้ว แต่ถูกยกระดับเป็นศูนย์กลางของ สุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Wellness) ที่เชื่อมโยงไปถึงทั้งร่างกายและจิตใจ
จากผลสำรวจ Innova Trends Survey 2025 พบว่า ผู้บริโภคกว่าครึ่งทั่วโลกเชื่อมโยงสุขภาพลำไส้เข้ากับสุขภาพโดยรวม พวกเขาสังเกตเห็นผลเชิงบวก เช่น
ภูมิคุ้มกันดีขึ้น
มีพลังงานมากขึ้น
ผิวพรรณดูดีขึ้น
เพื่อจับเทรนด์นี้ให้ทัน แบรนด์ต่างๆ จึงเริ่มสื่อสารเรื่อง
โปรไบโอติก
พรีไบโอติก
กลไกการทำงานและส่วนผสมที่ชัดเจน
ประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น ลดอาการท้องอืด ไม่สบายท้อง
คำอธิบายที่ชัด ละเอียด แต่ไม่งง กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับปัญหาของตัวเองได้ง่ายขึ้น
เทรนด์ที่ 3: Layers of Delight – ความดื่มด่ำหลายชั้นในคำเดียว
ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเครียด “ความดื่มด่ำ” กลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่ความดื่มด่ำในวันนี้ไม่ได้แปลว่าแค่หวาน มัน หอม แล้วจบ
นิยามใหม่ของความดื่มด่ำคือ
การสร้างโมเมนต์ที่น่าจดจำ (capture moments)
การสร้างอารมณ์และบรรยากาศ
การให้ความสุขควบคู่กับการดูแลสุขภาพ
ผู้บริโภคจำนวนมากชอบลองของใหม่เพื่อค้นหาประสบการณ์แบบนี้ แบรนด์จึงเริ่มเล่นกับ
รสชาติลึกลับ ชวนเดา
ชั้นของเนื้อสัมผัส (textured layers) ที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปทุกคำ
ส่วนผสมที่ซ่อนอยู่ (hidden components) ที่รอให้ค้นพบ
พร้อมกันนั้น สูตรดั้งเดิมและส่วนผสมแบบมรดกตกทอดก็กลับมาได้รับความสนใจ เพราะมันให้ความรู้สึก จริง แท้ มีรากเหง้า ไปพร้อมกับความฟิน
เทรนด์ที่ 4: Beverages with Purpose – เครื่องดื่มต้องมีหน้าที่มากกว่าดับกระหาย
หมวดหมู่ที่มาแรงแบบแซงโค้งคือ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะตอนนี้เครื่องดื่มไม่ได้มีไว้แค่ดื่มให้สดชื่น แต่ต้องตอบโจทย์ด้านฟังก์ชันและความสะดวกด้วย
ข้อมูลการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรอบปีที่ผ่านมาโชว์ให้เห็นการเติบโตแข็งแรงของเครื่องดื่มที่ชูเรื่อง
การให้ความชุ่มชื้น
ส่วนผสมเชิงหน้าที่ (Functional Additives)
รูปแบบที่พร้อมดื่มและพกพาง่าย
ผู้บริโภคถึง 3 ใน 4 คนทั่วโลกมองว่า เครื่องดื่มจากนม เป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพ ตัวอย่างนวัตกรรมที่เห็นภาพชัด เช่น
น้ำมะพร้าวรสกลมกล่อม เสริมอิเล็กโทรไลต์เพื่อช่วยเรื่องความชุ่มชื้น
นมปรุงแต่งที่อุดมด้วยแคลเซียมและโปรตีน เพื่อเสริมกระดูก ฟัน และการเจริญเติบโต
ใครออกแบบเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อย ชุ่มชื้น และทำหน้าที่ได้จริง จะขึ้นมาเป็นตัวท็อปในตลาดนี้อย่างรวดเร็ว
เทรนด์ที่ 5: Authentic Plant-Based – พืชไม่ใช่แค่ตัวแทนเนื้ออีกต่อไป
เทรนด์ Plant-Based ติดลิสต์ท็อป 10 มานานเกือบสิบปี แต่ในปี 2026 โฟกัสกำลังขยับจากการ “เลียนแบบเนื้อสัตว์” ไปสู่การ เฉลิมฉลองคุณค่าของพืชในแบบของตัวเอง
เกือบ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคทั่วโลกมองว่า ผลิตภัณฑ์จากพืชควรมีจุดแข็งของตัวเอง ไม่ใช่แค่มีไว้แทนเนื้อหรือแทนเมนูอื่นๆ
สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นคือ
แหล่งโปรตีนที่เป็นธรรมชาติ
การแปรรูปน้อยที่สุด
คุณค่าทางโภชนาการจากพืชเต็มๆ
ตัวอย่างน่าสนใจ เช่น
protein bowl จากพืชที่ทำง่าย กินสะดวก แต่โปรตีนแน่น
พาสต้าสูตรใหม่จากถั่วลันเตา ถั่วเลนทิล หรือกะหล่ำดอก
สาย Plant-Based ยุคใหม่จึงไม่ได้ขายภาพเลียนแบบเนื้อ แต่ขายความจริงแท้ของพืชและโภชนาการที่ชัดเจน
เทรนด์ที่ 6: Made for Moments – อาหารต้องเหมาะกับโอกาสที่แตกต่าง
อีกหนึ่งแนวโน้มแรงคือการออกแบบสินค้าให้ตรงกับ “โมเมนต์การกิน” มากกว่าจะพูดถึงสุขภาพอย่างเดียว แบรนด์เริ่มคิดจากคำถามว่า
ผู้บริโภคจะกินสิ่งนี้ “เมื่อไหร่” และ “ที่ไหน”?
จึงเกิดนวัตกรรมที่อิงโอกาสมากขึ้น เช่น
ขนมขบเคี้ยวหลายไซซ์ หลายแบบ ตอบโจทย์การกินคนเดียวหรือแบ่งกันกิน
มื้ออาหารสดและแช่แข็งที่ทำมาเฉพาะสำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำที่บ้าน
บรรจุภัณฑ์แบบ single-serve ที่กินครั้งเดียวจบ
ซองหรือกระปุกที่เปิดปิดซ้ำได้ เพื่อค่อยๆ เพลิดเพลินได้ยาวๆ
สินค้าไม่ได้ขายแค่ว่าอร่อยหรือดีต่อสุขภาพ แต่ขายว่าเหมาะกับชีวิตประจำวันจริงๆ
เทรนด์ที่ 7: Worth Every Bite – ทุกคำต้องคุ้มในยุคเงินเฟ้อ
เมื่อสภาพเศรษฐกิจบีบตัว ผู้บริโภคไม่ได้มองหาอะไรหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ต้องการความรู้สึกว่า “จ่ายแล้วคุ้ม” ในทุกคำที่กิน
ปัจจัยที่ถูกให้ความสำคัญคือ
ราคาที่สมเหตุสมผล
การเข้าถึงง่าย ซื้อได้จริงในชีวิตประจำวัน
คุณภาพและคุณค่าที่มากกว่าตัวเลขบนป้ายราคา
แบรนด์สามารถดึงความสนใจได้ด้วยการเน้น
ราคาพิเศษหรือรูปแบบแพ็กเกจที่ช่วยประหยัด
สูตรใหม่ที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ
กระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด
ส่วนผสมที่ธรรมชาติและเข้าใจง่าย
เทรนด์นี้ย้ำชัดว่า คำว่า “คุ้มค่า” ไม่ได้หมายถึงของถูกอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพ ประสบการณ์ และความสบายใจในการเลือกซื้อด้วย
เทรนด์ที่ 8: Mind Balance – กินเพื่อบาลานซ์ใจไม่ใช่แค่ท้องอิ่ม
ในโลกที่ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติ “สุขภาพจิต” จึงขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักของผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials ที่รับแรงกดดันรอบด้าน
ผู้คนหันมาใช้อาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวช่วยเรื่อง
พลังงานและโฟกัส
การบรรเทาความเครียด
สุขภาพสมองและอารมณ์
ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาแรง ได้แก่
ชาอัดลมที่ใส่สารอะแดปโตเจน (Adaptogens) จากชาเขียว ดอกอัญชัน เห็ด lion’s mane และเห็ดหลินจือ
เครื่องดื่มให้พลังงานที่ระบุชัดเจนว่าช่วยเรื่องสมองปลอดโปร่งหรือโฟกัสดีขึ้น
อาหารและเครื่องดื่มจึงถูกยกระดับจากของกินเล่น เป็นตัวช่วยดูแลสมดุลใจในชีวิตจริง
เทรนด์ที่ 9: Crafting Tradition – ดึงมรดกวัฒนธรรมกลับมาบนจาน
มรดกทางอาหารและสูตรดั้งเดิมไม่ได้อยู่แค่ในครัวคุณยายอีกต่อไป แต่ถูกดึงกลับมาสร้างคุณค่าในตลาดยุคใหม่ ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับ
การรักษาสูตรอาหารประจำถิ่น
รสชาติที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคย มีตัวตน และมีเรื่องเล่า
ตัวอย่างนวัตกรรมในแนวนี้ เช่น
ซุปที่พัฒนาจากสูตรอาหารประจำภูมิภาคของแต่ละประเทศ
ผลิตภัณฑ์หมักดองที่ใช้วิธีธรรมชาติแบบดั้งเดิม
การใช้วัตถุดิบที่ปลูกในท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคกับแหล่งผลิต
ยิ่งเล่าเรื่องรากเหง้าได้จริงและจับต้องได้มากเท่าไร ความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคก็ยิ่งแน่นขึ้นเท่านั้น
เทรนด์ที่ 10: Justified Choices – ทุกการเลือกต้องมีเหตุผลและความรับผิดชอบ
ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้มองแค่ตัวสินค้า แต่มอง “ผลกระทบ” ที่ตามมา และต้องการรู้สึกว่า ตัวเองกำลังตัดสินใจเลือกอย่างมีความรับผิดชอบ
ประเด็นด้านความยั่งยืนจึงยังคงดึงดูดความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อ
มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้
โปร่งใส ตรวจสอบได้
เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันจริงๆ
แนวโน้มที่น่าจับตาคือการ
สนับสนุนฟาร์มท้องถิ่น
ระบุเรื่องแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตอย่างตรงไปตรงมา
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ กาแฟออร์แกนิกที่สื่อสารว่า
ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อย
ช่วยปกป้องระบบนิเวศ
สนับสนุนสหกรณ์ฟาร์มแบบฟื้นฟู
พันธกิจของผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่ขายกาแฟแก้วหนึ่ง แต่เชื่อมโยงไปถึง โลก เกษตรกร สัตว์ป่า และชุมชน ทั้งหมดใน ecosystem เดียวกัน
สรุป: ปี 2026 คือปีที่อาหารต้องทั้งดีต่อเราและดีต่อโลก
เมื่อมองภาพรวมของทั้ง 10 เทรนด์ จะเห็นชัดว่าทิศทางอาหารและเครื่องดื่มในปี 2026 มุ่งไปที่การ
ดูแลสุขภาพแบบครบมิติ ตั้งแต่ลำไส้ กล้ามเนื้อ ไปจนถึงสมองและอารมณ์
ให้ความดื่มด่ำและความสุขในทุกคำ ไม่ทิ้งความฟิน
ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความยั่งยืนอย่างจริงจัง
รักษาความคุ้มค่าในยุคที่ผู้บริโภคต้องคิดให้รอบก่อนจ่าย
ใครที่อ่านเทรนด์ออกก่อน ย่อมออกแบบสินค้าได้โดนใจทั้งร่างกาย หัวใจ และกระเป๋าสตางค์ของผู้บริโภคในปี 2026 ได้แบบครบสูตร

