โรคอ้วน: ไม่ได้กระทบแค่หุ่น แต่กระทบทั้งชาติ
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในคนไทยไม่ได้เป็นแค่เรื่องรูปร่างหน้าตาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพขนาดใหญ่ที่ฉุดเศรษฐกิจประเทศไปพร้อมกัน
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า คนไทยเกือบ 50% มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และตัวเลขนี้ยังขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรากำลังก้าวสู่ “สังคมอ้วน” เร็วและแรงกว่าที่คิด
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้ว่า โรคอ้วนเป็น ประตูสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หลายชนิด เช่น
เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจและหลอดเลือด
ไขมันพอกตับ
มะเร็งบางชนิด
น้ำหนักเกินจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือ ตัวจุดชนวนโรคเรื้อรังทั้งชุด ที่ค่อย ๆ บั่นทอนคุณภาพชีวิตแบบยาว ๆ
ค่าใช้จ่ายจากความอ้วน แพงกว่าที่คิด
ในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) และ World Obesity Federation ประเมินว่า ต้นทุนจากโรคอ้วนของคนไทย สูงถึง
8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 256,370 ล้านบาท
คิดเป็นราว 1.5% ของ GDP ไทยปี 2562
เฉลี่ยแล้วเท่ากับประมาณ 4,000 บาทต่อคน
ค่าใช้จ่ายนี้มาจากทั้ง
ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลโดยตรง
ผลผลิตการทำงานที่หายไปจากการลาป่วย ทำงานได้ไม่เต็มที่
การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่กระทบศักยภาพการเติบโตของประเทศ
และถ้าไม่เร่งจัดการ ตอนหน้าเศรษฐกิจไทยอาจจะหนักกว่านี้มาก รายงานคาดการณ์ว่าในปี 2603 ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนในไทยอาจพุ่งถึง
180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท
ประมาณ 5.6% ของ GDP ในอนาคต
เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากปีฐาน 2562
แปลว่า ถ้าไม่คุมเอาตอนนี้ เราไม่ได้แค่เสียสุขภาพ แต่กำลังเผาเงินระดับล้านล้านบาททิ้งไปพร้อม ๆ กัน
ทำไมโรคอ้วนถึงจัดการยาก?
หลายคนพยายามลดน้ำหนักแล้ว “ล้มเหลวซ้ำ ๆ” เพราะมองโรคอ้วนเป็นแค่เรื่องกินเยอะ ขยับน้อย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมันเป็น ภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องทั้ง
พันธุกรรม
ฮอร์โมนและระบบเมแทบอลิซึม
สุขภาพจิตและความเครียด
สิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงวางแนวทางการรักษาแบบ องค์รวมและเฉพาะบุคคล โดยให้ทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพช่วยกันออกแบบการดูแล ตั้งแต่ด้านร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงสภาพชีวิตประจำวัน
เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ตัวเลขบนตาชั่งลดลง แต่คือการลดความเสี่ยงโรค และดูแลให้สุขภาพดีได้ยั่งยืน
Weight Management คืออะไร?
แนวคิด Weight Management คือการดูแลให้น้ำหนักตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน ซึ่งไม่ใช่โปรเจ็กต์ระยะสั้น แต่เป็น กระบวนการดูแลสุขภาพระยะยาวแบบองค์รวม
องค์ประกอบสำคัญของการคุมน้ำหนักให้ยั่งยืน ได้แก่
การปรับโภชนาการให้เหมาะสม
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การจัดการความเครียด
การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในทุกวัน
ในหลายกรณี การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ โดยเฉพาะคนที่
มี BMI ≥ 27.5 (เกณฑ์อาเซียน)
หรือ BMI ≥ 25 และมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดผิดปกติ
กลุ่มนี้อาจต้องพิจารณา การรักษาด้วยยา ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ปลอดภัยและได้ผลชัดเจนมากขึ้น
ยากลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ใช้เมื่อไหร่และอย่างไร?
ยากลุ่ม GLP-1RA หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยมีคุณสมบัติหลักคือ
ช่วยลดความอยากอาหาร
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ลดความเสี่ยงโรคหัวใจในบางกลุ่มผู้ป่วย
ช่วยให้คนไข้มีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมต่อเนื่อง
แต่จุดสำคัญคือ
ต้องใช้ ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ต้องใช้ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย
ถ้าใช้ยาแต่ไม่ปรับไลฟ์สไตล์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยากจะยั่งยืน
ภัยเงียบจากโรคอ้วนที่กระทบทางเดินอาหาร
โรคอ้วนส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารอย่างมาก และมักแสดงออกในรูปแบบของ “ภัยเงียบ” เช่น
โรคกรดไหลย้อน (GERD)
โรคไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (NAFLD)
นิ่วในถุงน้ำดี
ความเสี่ยงมะเร็งทางเดินอาหารและมะเร็งบางชนิดเพิ่มขึ้น
สิ่งเหล่านี้หลายครั้งไม่ได้มีอาการชัดทันที แต่สะสมไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง
ESG: นวัตกรรมส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร
สำหรับผู้ที่ลองมาหลายวิธี ทั้งปรับพฤติกรรมและใช้ยาแล้วน้ำหนักยังไม่ลดตามเป้า มีอีกหนึ่งตัวเลือกที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือ
Endoscopic Sleeve Gastroplasty (ESG) หรือการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร
เหมาะกับผู้ที่
มี BMI 30–40
หรือ BMI ≥ 35 ร่วมกับโรคประจำตัว และไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น
จุดเด่นของ ESG คือ
ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่
ฟื้นตัวเร็ว
ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง
ลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15–20% ภายใน 1–2 ปี
ที่สำคัญ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีการผสาน ESG ร่วมกับการใช้ยากลุ่ม GLP-1RA ในบางเคส ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นระดับโลก
ทางเลือกการผ่าตัดลดน้ำหนักสำหรับ BMI สูงมาก
ยังมีทางเลือกด้านการผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีค่า BMI สูงมากและมีข้อบ่งชี้เหมาะสม ได้แก่
Laparoscopic Sleeve Gastrectomy: ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เหมาะกับผู้ป่วย BMI > 30
Roux-en-Y Gastric Bypass: ผ่าตัดปรับโครงสร้างกระเพาะและลำไส้ให้เล็กลง เหมาะกับผู้ป่วย BMI > 40
ทั้งสองวิธีช่วยให้
กินได้น้อยลง
ความอยากอาหารลดลง
น้ำหนักตัวค่อย ๆ ลดลงตามมา
อย่างไรก็ตาม ก่อนการผ่าตัด คนไข้ต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์ เพื่อดูความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หลังการรักษาอย่างจริงจัง
กุญแจสำคัญ: กินให้เป็น ไม่ใช่แค่กินให้น้อย
การคุมน้ำหนักให้ได้ผลจริง ๆ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ การปรับพฤติกรรมการกินแบบถาวร ไม่ใช่การฮึบอดอาหารชั่วคราวแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม
หลายคนเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการทำทุกอย่างให้เลขบนตาชั่งลง แต่ไม่ดูว่า
มวลกล้ามเนื้อหายไปหรือไม่
มวลไขมันยังสูงอยู่หรือเปล่า ทั้งที่ BMI ดูปกติ
แนวคิดที่สำคัญคือ
แผนการกินที่ดีที่สุด คือแผนที่ ออกแบบเฉพาะบุคคล
ต้องสอดคล้องกับความต้องการ สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของแต่ละคน
หัวใจไม่ใช่ “กินให้น้อย” แต่คือ “กินให้ถูกและเหมาะกับตัวเอง”
การจำกัดอาหารแบบสุดโต่งอาจทำให้
ขาดสารอาหาร
กล้ามเนื้อลดลง
น้ำหนักดีดกลับง่าย (Yo-Yo Effect)
IF, KETO และ Meal Replacement เหมาะกับใคร?
แผนยอดฮิตอย่าง
Intermittent Fasting (IF)
Ketogenic Diet (KETO)
ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement)
สามารถเป็น เครื่องมือเสริม ที่ดีสำหรับบางคน ถ้าใช้ถูกวิธีและเหมาะกับร่างกายตนเอง แต่ไม่ใช่สูตรวิเศษที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน
จุดที่ควรใส่ใจคือ
ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหรือทีมแพทย์
ปรับให้เข้ากับสุขภาพและเป้าหมายของเรา ไม่ใช่ทำตามกระแส
การมีนักโภชนาการช่วยวางแผน จะทำให้เป้าหมายทั้งเรื่องหุ่นและสุขภาพ ไปถึงได้เร็วขึ้น และอยู่ได้นานขึ้น
คุมน้ำหนัก = ลงทุนระยะยาวให้ชีวิตตัวเอง
การดูแลให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขสุขภาพ แต่เชื่อมโยงกับ
สภาพจิตใจและความมั่นใจ
ความสุขในชีวิตประจำวัน
คุณภาพชีวิตในระยะยาว
มันจึงไม่ใช่ “โปรเจ็กต์ลดหุ่นชั่วคราว” แต่คือ การลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต
ถ้าจะตั้งเป้าหมายสุขภาพปีนี้อย่างจริงจัง การเริ่มจากการคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี ภายใต้การดูแลของแพทย์ ทีมโภชนาการ และการปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับตัวเราเอง คือ Health Resolution ที่เปลี่ยนได้ทั้งร่างกายและอนาคตของตัวเราเอง

