รับแอปรับแอป

ค่าตับพุ่ง อย่าเพิ่งตกใจ! จัดเมนูบำรุงตับ + เช็กลิสต์ดูแลตับให้แข็งแรงแบบยาว ๆ

อมรรัตน์ ใจดี01-29

เข้าใจก่อนว่า “ตับ” สำคัญแค่ไหน

ตับคืออวัยวะด่านหน้าในการดูแลร่างกาย ทำหน้าที่หลากหลายมากกว่าที่คิด ทั้งกรองสารพิษออกจากเลือด สังเคราะห์โปรตีน ควบคุมการเผาผลาญพลังงาน ไปจนถึงผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน

นอกจากนี้ ตับยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยควบคุมการอักเสบ และจัดการเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อการทำงานของตับเริ่มติดขัด ระบบอื่น ๆ ในร่างกายก็พลอยรวนตามไปด้วย และอาจนำไปสู่โรคตับเรื้อรังในระยะยาวได้

เพราะฉะนั้น อย่ารอให้มีอาการหนักแล้วค่อยรักษา การเริ่มดูแลตับตั้งแต่วันนี้ ด้วยอาหารและพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับตับ คือเกราะป้องกันสุขภาพที่ยั่งยืนที่สุด

อาหารบำรุงตับที่ควรมีติดทุกมื้อ

การเลือกกินให้ถูก ช่วยให้ตับทำงานสบายขึ้นได้มาก อาหารกลุ่มต่อไปนี้ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการบำรุงตับให้แข็งแรง

  • แคร์รอต
    แหล่งวิตามิน A, B1, B2, C และ K ที่ช่วยบำรุงตับ เสริมการสร้างเม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง แถมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ตับ

  • กะหล่ำปลี
    ช่วยกระตุ้นการสร้างกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารล้างพิษตามธรรมชาติ ส่งเสริมให้ตับกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายได้มีประสิทธิภาพขึ้น

  • ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
    เช่น ส้ม มะละกอ กีวี มะขามป้อม ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ตับ เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เล่นงานตับอยู่ตลอดเวลา

  • ธัญพืชไม่ขัดสี
    อย่างข้าวกล้อง ถั่วแดง ถั่วเขียว มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ลดการดูดซึมไขมันและน้ำตาลส่วนเกิน จึงช่วยลดไขมันสะสมในช่องท้อง และช่วยป้องกันภาวะไขมันพอกตับ

  • น้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันมะกอก
    อุดมด้วยไขมันดีประเภท MUFA ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ทำให้ตับไม่ต้องทำงานหนักในการจัดการไขมันส่วนเกิน

  • ปลาหรืออาหารทะเลปรุงสุก
    โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน ทูน่า ที่มีโอเมก้า-3 สูง ช่วยลดการอักเสบของตับ และช่วยให้การทำงานของตับสมดุลขึ้น

  • กาแฟ
    เมื่อดื่มในปริมาณเหมาะสม กาแฟมีส่วนช่วยชะลอการเกิดพังผืดในตับ ลดความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ

  • ชาเขียว
    อัดแน่นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มคาเทชิน (Catechins) ที่ช่วยปกป้องเซลล์ตับจากความเสียหาย อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดการสะสมของไขมันในตับด้วย

ค่าตับสูงควรกินอะไร ปรับเมนูยังไงให้ตับไม่พัง

เมื่อผลตรวจสุขภาพเริ่มฟ้องว่าค่าตับสูง นั่นคือสัญญาณเตือนว่าตับกำลังรับภาระหนักเกินไป สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิตประจำวัน

แนวทางต่อไปนี้ช่วยลดภาระตับและค่อย ๆ พา “ค่าตับ” กลับเข้าใกล้เกณฑ์ปกติได้

  • ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง
    อย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายขับของเสียและสารพิษออกได้ดีขึ้น ตับจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเกินจำเป็น

  • เน้นอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
    เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด ธัญพืชเต็มเมล็ด ไฟเบอร์ช่วยให้ระบบย่อยและขับถ่ายทำงานดี ลดการสะสมของไขมัน และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับสุขภาพตับ

  • เลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด เค็มจัด
    อาหารทอด ของมัน ขนมหวานจัด และอาหารโซเดียมสูง ล้วนเพิ่มภาระให้ตับต้องจัดการมากขึ้น การลดกลุ่มนี้ลงคือการให้ตับได้พักหายใจ

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
    แอลกอฮอล์เป็นศัตรูตัวฉกาจของตับ หากค่าตับเริ่มสูง การหยุดดื่มคือขั้นตอนสำคัญในการปกป้องเซลล์ตับจากความเสียหายเพิ่มเติม

  • ระวังการใช้ยา อาหารเสริม และสมุนไพรที่ไม่จำเป็น
    เพราะตับคือด่านหลักที่ต้องจัดการยาและสารต่าง ๆ หากใช้โดยไม่จำเป็นหรือเกินขนาด อาจยิ่งทำให้ตับอักเสบหรือเสียหายมากขึ้นได้

  • ปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
    เพื่อหาสาเหตุของค่าตับที่ผิดปกติ และรับแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน อย่าปรับยาเองหรือหยุดยาเอง โดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์

ค่าตับสูงรักษาอย่างไร ต้องเริ่มเปลี่ยนอะไรบ้าง

การจะพาค่าตับให้กลับมาใกล้เคียงเกณฑ์ปกติ ไม่ใช่แค่รอกินยาแล้วจบ แต่ต้องมาพร้อมการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในภาพรวมไปพร้อมกัน

แนวทางหลัก ๆ ที่ควรเริ่มทำ ได้แก่

  • หยุดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายตับ
    ตัดแอลกอฮอล์ออกจากชีวิต ลดหรือเลิกบุหรี่ รวมถึงควบคุมน้ำหนักตัว หากมีภาวะอ้วนลงพุงหรือไขมันเกิน เพราะล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อไขมันพอกตับและโรคตับเรื้อรัง

  • ปรับอาหารอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ “ลองทำดู”
    ลดไขมันจากสัตว์ ของทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด และเพิ่มอาหารที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น ผักผลไม้หลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และไขมันดีจากถั่วหรือน้ำมันพืชคุณภาพดี

  • ติดตามผลเลือดและค่าตับอย่างสม่ำเสมอ
    ตรวจติดตามตามนัดของแพทย์ เพื่อดูแนวโน้มว่าค่าตับดีขึ้น แย่ลง หรือทรงตัว จากนั้นจึงค่อยปรับแนวทางการรักษาหรือการดูแลตัวเองให้เหมาะสม

  • เสริมด้วยอาหารเสริมบำรุงตับอย่างมีสติ
    อาหารเสริมที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ขมิ้นชัน มิลค์ทิสเซิล หรืออาร์ติโชค มักถูกใช้เป็นตัวช่วยเสริมในการดูแลเซลล์ตับ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

ดูแลและป้องกันโรคตับระยะยาว ทำอย่างไรดี

ไม่ว่าตอนนี้ค่าตับของคุณจะอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเริ่มสูงเล็กน้อย การดูแลตับควรเป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งช่วยกันโรคตับในอนาคตได้มากขึ้น

แนวทางดูแลตับระยะยาวที่ทำได้จริง มีดังนี้

  • ปรับรูปแบบการกินทั้งระบบ
    ลดอาหารแปรรูป เน้นอาหารที่สด สะอาด ปรุงสุกใหม่ เลือกผักผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อลดสารเคมีและโซเดียมส่วนเกินที่ตับต้องจัดการ

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    อย่างน้อย 3–5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 30 นาที ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ลดความเสี่ยงไขมันเกาะตับ และช่วยให้ระบบเผาผลาญโดยรวมทำงานดีขึ้น

  • นอนหลับให้พอและมีคุณภาพ
    ควรนอนวันละ 6–8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายและตับได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเองในช่วงกลางคืน การนอนดึกเป็นนิสัยอาจทำให้ฮอร์โมนและระบบต่าง ๆ แปรปรวน รวมถึงกระทบการทำงานของตับด้วย

  • เลี่ยงการใช้ยาหรือสมุนไพรโดยไม่จำเป็น
    โดยเฉพาะยาแก้ปวดบางกลุ่ม หรือสมุนไพรที่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพราะบางชนิดอาจส่งผลเสียต่อเซลล์ตับโดยตรง แม้จะดู “ธรรมชาติ” ก็ตาม

  • ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง
    โดยเฉพาะการตรวจค่าการทำงานของตับ (LFT) เพื่อคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ยิ่งควรให้ความสำคัญกับการตรวจตับมากเป็นพิเศษ

สรุป: ดูแลตับวันนี้ เพื่อไม่ต้องสู้กับโรคตับในวันหน้า

ตับอาจไม่ใช่อวัยวะที่เรามองเห็นได้ แต่ทำงานหนักแบบไม่เคยหยุดพัก การเลือกกินให้ถูก ระวังสิ่งที่ทำร้ายตับ และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ คือ 3 เสาหลักในการดูแลตับให้แข็งแรงในระยะยาว

ปรับเมนูให้เป็นมิตรกับตับ ลดแอลกอฮอล์และพฤติกรรมเสี่ยง แล้วปล่อยให้ตับได้มีโอกาสฟื้นตัวบ้าง เริ่มวันนี้ แม้ค่าตับจะยังไม่สูง ก็ถือเป็นการลงทุนสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต