รับแอปรับแอป

ลุกเป็นไฟ MrBeast เปิดศึกซัดแฟนดอม One Piece ว่า “Toxic” พร้อมขิงกลับแรงว่า “ดู Naruto จบ 700 ตอนมาแล้ว!”

พิมพ์ชนก สุขใจ01-09

เมื่อยูทูบเบอร์ใจบุญ ต้องมาเจอพลังแฟนด้อมระดับจักรวาล

ถ้าพูดถึงชื่อ MrBeast ภาพจำของหลายคนคงเป็นยูทูบเบอร์สายแจกจริง ทุ่มจริง คอนเทนต์อลังการระดับโลก ชื่อของ Jimmy Donaldson มักผูกกับภาพลักษณ์ใจดี เป็นมิตร และแทบไม่แตะดราม่าชาวบ้าน แต่โลกอินเทอร์เน็ตก็ชอบทำให้ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด

เพราะแค่คำถามสั้น ๆ ว่า

“ผมควรดู One Piece ไหม?”

กลับกลายเป็นชนวนระเบิดลูกใหญ่ ที่ลากเอาทั้งแฟนอนิเมะ แฟน One Piece และแฟน Naruto เข้าสู่สนามรบแบบไม่ได้นัดหมาย และครั้งนี้ MrBeast ไม่ได้แค่ตั้งรับ แต่เลือกสวนกลับแบบดุเดือด จนคำว่า “Toxic” กลายเป็นคีย์เวิร์ดร้อนแรงของสัปดาห์

MrBeast กับ One Piece: จุดเริ่มต้นของดราม่าที่ไม่มีใครคิดว่าจะบานปลาย

เรื่องทั้งหมดเริ่มจากบทสนทนาระหว่าง MrBeast และ JasonTheWeen สตรีมเมอร์อีกราย ที่หยิบเอาประเด็นเก่ามาพูดถึงอีกครั้ง นั่นคือช่วงที่ MrBeast เคยโพสต์ถามแฟน ๆ ว่าเขาควรเริ่มดู One Piece หรือไม่

ดูเผิน ๆ นี่คือคำถามธรรมดาของคนที่อยากลองอนิเมะเรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิจารณ์จากแฟนดอม One Piece จำนวนไม่น้อย ที่ตั้งข้อสงสัยว่า

  • เขาดูจริงหรือเปล่า

  • หรือแค่เกาะกระแสเพื่อเรียกแฟนคลับ

  • หรืออยากเอาใจสายอนิเมะเพื่อเพิ่มยอดวิว

และดูเหมือนว่าคำถามเหล่านี้จะสะสมจนไปแตะเส้นบาง ๆ ของ MrBeast เข้าเต็ม ๆ

“Toxic” คำเดียวสะเทือนทั้งแฟนดอม

ในบทสนทนานั้น MrBeast เลือกตอบกลับแบบไม่อ้อมค้อม พร้อมระบายความไม่พอใจต่อแฟนคลับ One Piece บางส่วนอย่างชัดเจน

เขาระบุว่าแฟนดอม One Piece มีความ Toxic สูง เอาแต่กล่าวหาว่าเขาไม่จริงใจ ดูอนิเมะไม่เป็น หรือแค่สร้างภาพ และยังเหน็บแรงไปถึงกลุ่มคนที่ใช้รูปอนิเมะเป็นโปรไฟล์อีกด้วย

ที่ทำให้ไฟลุกหนักกว่าเดิม คือการที่ MrBeast พยายามยืนยันความเป็น “สายอนิเมะตัวจริง” ของตัวเอง ด้วยการยกตัวอย่างว่าเขาเคยพูดถึงอนิเมะอย่าง Legend of the Galactic Heroes มาตั้งแต่ปี 2019 และที่สำคัญที่สุดคือประโยคที่กลายเป็นไวรัล

“ผมดู Naruto ครบทั้ง 700 ตอนมาแล้วเชียวนะ”

ประโยคนี้เองที่ทำให้บรรยากาศจากการโต้เถียงธรรมดา กลายเป็นสงครามแฟนดอมแบบเต็มรูปแบบ

Naruto 700 ตอน vs One Piece 1,000+ ตอน: ขิงผิดที่ ผิดเวลา หรือผิดแฟนดอม

ในจักรวาลอนิเมะ การ “ดูจบกี่ตอน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อคู่กรณีคือ One Piece ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอนิเมะยาวระดับตำนาน ทะลุ 1,000 ตอนมานานแล้ว

การที่ MrBeast หยิบ Naruto 700 ตอน มาขิง จึงกลายเป็นมุกที่แฟน One Piece รับไม่ได้แบบพร้อมเพรียง
โซเชียลจึงเต็มไปด้วยคอมเมนต์แซว เจ็บ และบางทีก็เจ็บมาก เช่น

  • Naruto 700 ตอน = ครึ่งหนึ่งคือฟิลเลอร์

  • One Piece ดูถึงวาโนะยังไม่กล้าขิงเลย

  • ขิงด้วย Naruto ในถิ่นโจรสลัดหมวกฟาง เหมือนเอาช้อนไปงัดเรือ

ถึงตรงนี้ต้องยอมรับว่า ประโยคเดียวของ MrBeast ทำให้เรื่องที่ควรเป็นแค่การถกเถียงเรื่อง “แฟนดอม Toxic หรือไม่” หลุดโฟกัสไปที่ศึก Naruto vs One Piece แบบไม่อาจหลีกเลี่ยง

ชาวเน็ตว่าไง: ด่าก็มี เห็นด้วยก็มา

หลังคลิปและคำพูดถูกแชร์ออกไป โลกโซเชียลโดยเฉพาะบน X (Twitter เดิม) ก็เดือดทันที ความเห็นแบ่งออกเป็นหลายฝั่งอย่างชัดเจน

ฝั่งที่ไม่โอเคกับ MrBeast

  • มองว่าการเหมารวมแฟนดอม One Piece ว่า Toxic เป็นการตีตราทั้งกลุ่ม

  • ตั้งคำถามเรื่องไทม์ไลน์ เช่น อายุของ MrBeast กับปีที่ Twitter เปิด

  • รู้สึกว่าการขิง Naruto ดูไม่เข้าท่าในบริบทนี้

ฝั่งที่เห็นด้วยบางส่วน

  • ยอมรับว่าแฟนดอม One Piece มีด้าน Toxic จริง โดยเฉพาะเวลาใครวิจารณ์หรือไม่อิน

  • มองว่าการถูกกล่าวหาว่าเกาะกระแสก็เป็นเรื่องน่ารำคาญ

  • แยกแยะว่า “แฟนดอม” กับ “ตัวผลงาน” ไม่ควรถูกมัดรวมกัน

และแน่นอนว่า ยังมีสายดูดราม่าที่แค่เข้ามานั่งอ่านคอมเมนต์ กดไลก์มุกแซว และรอไฟลุกต่อ

วิเคราะห์ลึก: ปัญหาจริงคือ Toxic หรือการสื่อสารผิดจังหวะ

ถ้าตัดอารมณ์ออกแล้วมองเชิงวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาคลาสสิกของวัฒนธรรมแฟนดอมยุคโซเชียล

  • แฟนดอมขนาดใหญ่ มักมีทั้งด้านบวกและด้านลบ

  • คนดังเมื่อพูดถึงผลงานระดับตำนาน ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ

  • การสื่อสารแบบติดอารมณ์ อาจถูกตีความแรงกว่าที่ตั้งใจ

MrBeast อาจแค่ต้องการปกป้องตัวเองจากข้อกล่าวหา แต่การเลือกคำว่า “Toxic” และการขิง Naruto กลับทำให้เรื่องยิ่งบานปลาย กลายเป็นดราม่าที่คนไม่ได้โฟกัสเนื้อหาหลักอีกต่อไป

ทำไมดราม่านี้ถึงดังขนาดนี้

เหตุผลที่เรื่องนี้กลายเป็นไวรัล ไม่ใช่แค่เพราะคำพูดแรง แต่เพราะมันรวมทุกองค์ประกอบที่โซเชียลชอบ

  • คนดังระดับโลก

  • แฟนดอมอนิเมะระดับตำนาน

  • สงคราม Naruto vs One Piece

  • คำว่า Toxic ที่กระตุ้นอารมณ์

ทั้งหมดนี้ทำให้ข่าว MrBeast กับ One Piece ถูกแชร์ซ้ำ วิเคราะห์ต่อ และแตกประเด็นย่อยออกไปไม่รู้จบ

สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้

  • MrBeast จะออกมาชี้แจงหรือปล่อยผ่าน

  • แฟนดอม One Piece จะยังเดือดต่อหรือเริ่มเบาลง

  • ประเด็น Toxic fandom จะถูกพูดถึงในวงกว้างขึ้นหรือไม่

ที่แน่ ๆ คือเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า ในยุคที่ทุกคำพูดถูกบันทึกและขยายผล การเลือกใช้คำสำคัญพอ ๆ กับเจตนา

สรุป: ดราม่านี้ไม่มีผู้ชนะ มีแต่บทเรียน

ศึก MrBeast vs แฟนดอม One Piece อาจเริ่มจากคำถามเล็ก ๆ แต่จบลงด้วยการถกเถียงระดับโลก มันไม่ใช่แค่เรื่องว่าใครดูอนิเมะมากกว่ากัน แต่คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมแฟนดอม การสื่อสารของคนดัง และพลังของโซเชียลมีเดีย

สุดท้ายแล้ว Naruto ก็ยังเป็น Naruto
One Piece ก็ยังเป็น One Piece
และ MrBeast ก็ยังเป็น MrBeast

แต่คำว่า “Toxic” จะยังถูกหยิบมาพูดถึงไปอีกพักใหญ่แน่นอน