รับแอปรับแอป

Gen Z แซง Baby Boomers ด้านความพร้อมเกษียณ ผลจากระบบออมยุคใหม่

เอกชัย พูลเพิ่ม11-25

เมื่อพูดถึงภาพลักษณ์ของคนรุ่น Gen Z หลายคนมักนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ช้าลง เลือกย้ายออกจากบ้านช้ากว่าคนรุ่นก่อน แต่งงานช้าลง มีลูกช้าลง และดูเหมือนใช้ชีวิตแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” มากกว่า แต่ในอีกมุมที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ Generation ที่มักถูกวิจารณ์ว่าช้าในหลายเส้นทางชีวิต กลับ “เร็ว” อย่างเหลือเชื่อในเรื่องหนึ่ง นั่นคือ การออมเพื่อการเกษียณ

ผลวิจัยล่าสุดจากบริษัทจัดการการลงทุนรายใหญ่ Vanguard เผยข้อมูลที่ทำให้ทั้งวงการการเงินหันมามอง Gen Z ใหม่ เพราะพวกเขากลายเป็นกลุ่มวัยทำงานที่ “มีแนวโน้มจะเกษียณได้สำเร็จมากที่สุด” เมื่อเทียบกับทุกเจเนอเรชันก่อนหน้า

Gen Z นำโด่ง 47% อยู่ในสถานะ “พร้อมเกษียณ” มากกว่า Baby Boomers

จากผลสำรวจของ Vanguard ชี้ว่า คนรุ่น Gen Z อายุระหว่าง 24–28 ปี จำนวน 47% อยู่ในสถานะ “พร้อมเกษียณ” ตามนิยามของการมีเงินมากพอสำหรับรักษาคุณภาพชีวิตแบบเดิมหลังเกษียณ

เมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น ตัวเลขยิ่งชัดเจนว่า Gen Z กำลังก้าวนำรุ่นก่อนอย่างเป็นรูปธรรม

  • คนอเมริกันวัยทำงานทุกเจเนอเรชันเฉลี่ย 42%

  • Millennials อายุ 29–44 ปี พร้อมอยู่ที่ 42%

  • Gen X อายุ 45–60 ปี พร้อม 41%

  • และ Baby Boomers อายุ 61–65 ปี พร้อมเพียง 40%

แม้ตัวเลขจะไม่ได้ทิ้งห่างอย่างมหาศาล แต่สิ่งที่สำคัญคือ แนวโน้ม ที่แสดงให้เห็นชัดว่า คนรุ่นใหม่ “เริ่มต้นเร็วกว่า” และ “ได้รับการสนับสนุนที่ดีกว่า”

เบื้องหลังความสำเร็จของ Gen Z ระบบใหม่ที่ผลักให้พวกเขาออมโดยอัตโนมัติ

ปัจจัยหลักที่ทำให้ Gen Z โดดเด่นไม่ได้เป็นเพราะพวกเขามีเงินมากกว่ารุ่นก่อน แต่เพราะ ระบบการออมเพื่อเกษียณของสหรัฐฯ ได้พัฒนาไปไกลกว่าที่เคย

Kelly Hahn นักกลยุทธ์การลงทุนของ Vanguard อธิบายว่า ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากใช้ระบบ Auto-enrollment หรือระบบสมัครเข้ากองทุนเกษียณโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้พนักงานใหม่โดยเฉพาะชาว Gen Z “ถูกบังคับให้เริ่มออมตั้งแต่วันแรกโดยไม่ต้องคิดมาก”

ที่สำคัญคือ ระบบยังตั้งค่าอัตราการออมขั้นต้น และปรับเพิ่มขึ้นตามเวลา เช่น 3% → 4% → 5% โดยไม่ต้องทำอะไรเลย

พูดง่าย ๆ คือ
ระบบผลักให้ Gen Z ออมเร็ว ออมสม่ำเสมอ และออมมากขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว

ในขณะที่ Baby Boomers สมัยหนุ่มสาวต้องเลือกเข้าร่วมเอง ซึ่งหลายคนไม่เคยทำ จนมารู้ตัวเมื่ออายุ 50+ ว่ามีเงินไม่พอ

“เวลา” คือสินทรัพย์ล้ำค่าที่ Gen Z มีมากที่สุด

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่ Gen Z มีเหนือเจเนอเรชันก่อนแบบท่วมท้น คือเวลา

คน Gen Z ที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงานมีเวลาอีก 40 ปี ในตลาดแรงงาน ซึ่งหมายถึง

  • มีเวลาลงทุน

  • มีเวลาปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงาน

  • มีเวลาปรับแผน ปรับความเสี่ยง

  • มีเวลาสะสมเงินออมอย่างหนักแน่น

ตรงกันข้าม Baby Boomers ที่กำลังอยู่ช่วง 60+ เหลือเวลาเก็บเงินเพียงไม่กี่ปีก่อนเกษียณ หรือบางคนมีปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถทำงานต่อได้อีก

จึงทำให้ช่องว่างความสามารถในการสร้างความมั่นคงทางการเงินยิ่งชัดเจน

แต่เส้นทางก็ไม่ได้ง่าย หนี้การศึกษายังคงเป็นอุปสรรคใหญ่

แม้จะมีพื้นฐานดี แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Gen Z คือ หนี้การศึกษา

ข้อมูลเผยว่า

  • Gen Z คิดเป็น 28% ของผู้กู้หนี้การศึกษาทั้งหมด

  • Millennials สูงสุดที่ 40%

หนี้ก้อนนี้แม้จะช่วยให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาได้ แต่ก็เป็นภาระที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เพราะอาจลดความเร็วในการออมและการลงทุนได้

Kelly Hahn จึงเตือนว่า

“การเงินเพื่อการเกษียณไม่ใช่เรื่องแยกส่วน ต้องมองภาพรวมทั้งหนี้สิน เงินออม และเงินฉุกเฉิน”

ดังนั้น การบริหารหนี้จึงสำคัญไม่ต่างจากการออมเพื่ออนาคต

แม้จะถูกมองว่าโตช้า แต่งงานช้า หรือเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ช้า แต่ในเรื่องการเกษียณ Gen Z กลับ “โตเร็วกว่าใคร” เพราะพวกเขา

  • ได้รับประโยชน์จากระบบออมเพื่อเกษียณแบบอัตโนมัติ

  • มีอายุงานที่ยาวกว่ารุ่นก่อนมาก

  • มีเวลาให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงาน

  • มีช่องว่างเงินออมน้อยกว่า

  • รู้จักวางแผนด้านการเงินตั้งแต่อายุน้อย

  • เข้าถึงข้อมูลสร้างความมั่นคงมากกว่ารุ่นก่อน

ขณะเดียวกัน Baby Boomers ซึ่งใกล้ปลายอาชีพกลับต้องเผชิญภาระหนักกว่า ทั้งเรื่องสุขภาพ เวลา และเงินออมที่ไม่เพียงพอ

แม้ Gen Z จะต้องต่อสู้กับหนี้การศึกษา ความผันผวนของตลาดแรงงาน และต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น แต่โครงสร้างใหม่ของระบบและทัศนคติทางการเงินที่ทันสมัย ทำให้พวกเขามี “โอกาสมหาศาล” ที่จะเกษียณด้วยความมั่นคงมากกว่าคนรุ่นก่อนหลายเท่า

อาจกล่าวได้ว่า
Gen Z ไม่ได้แค่พร้อมกว่า แต่กำลังกำหนดนิยามใหม่ของการเกษียณในอนาคต