จากธุรกิจพังยับ…สู่ตำนานเมคอัพ 420 ล้าน
คุณจะทำยังไง…ถ้าวันหนึ่งธุรกิจที่ปั้นมากับมือ ล้มเหลวไม่เป็นท่า แถมติดหนี้บานกว่า 20 ล้านบาท?
สำหรับหลายคน นี่อาจเป็นฉากจบของความฝัน แต่สำหรับเด็ก Gen Z แค่สองคน มันคือ จุดเริ่มต้นของตำนานวงการเมคอัพไทย
นี่คือเรื่องของแบรนด์เครื่องสำอางไทยที่ไม่ได้ขายแค่เมคอัพ แต่ขาย “ปรัชญาการล้มแล้วลุก” จนต่อยอดกลายเป็นอาณาจักรยอดขาย 420 ล้านบาท และกลายเป็นเคสศึกษาระดับประเทศในวงการธุรกิจความงาม
จากเน็ตไอดอล…สู่หนี้หลักสิบล้าน
จุดเริ่มของ La Glacé ไม่ได้หรูหราอย่างที่หลายคนคิด
ไอติม–เอมลินทร์ และ เฟรนฟราย–ทิวาทัพพ์ เริ่มทำแบรนด์เครื่องสำอางตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ด้วยเงินเก็บแค่ 70,000 บาท บวกกับชื่อเสียงของไอติมในฐานะ “เน็ตไอดอล”
ช่วงแรก ทุกอย่างไปได้สวย เพราะใช้การรีวิวตรงไปตรงมาและ Personal Branding ของไอติมเป็นแต้มต่อ
แต่ไม่นาน วิกฤตครั้งใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว
ถูกโรงงานโกงคุณภาพสินค้า
ตามมาด้วยดราม่าถล่มเรื่องกันแดด
ภาพลักษณ์พังในเวลาไม่กี่อึดใจ
ทิ้งไว้เพียงกองหนี้กว่า 20 ล้านบาท
ไอติมเคยพูดไว้ว่า “พอเราเด็กมากๆ ไม่มีภูมิต้านทานตรงนี้ มันก็เลยล้ม แล้วเราลุกขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก”
แต่แทนที่จะยอมแพ้ พวกเขากลับเลือกทำสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือ เริ่มใหม่อีกครั้ง
เมื่อ “บลัชดำ” กลายเป็นตัวกู้ชีวิต
ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ไอติมตัดสินใจถอยออกจากโซเชียลชั่วคราว ไม่หนีหาย แต่เพื่อกลับมาโฟกัสกับ “หัวใจของธุรกิจ” ที่แท้จริง…คือ ตัวผลิตภัณฑ์
ทีม La Glacé ใช้ทั้งความไม่รู้และความใจถึงแบบเด็ก Gen Z ลองคิดสินค้าที่ “ไม่มีใครกล้าทำ” และคำตอบก็คือ LA GLACE Black Magic Lip & Cheek pH Blush หรือ “บลัชดำ”
บลัชออนเนื้อเจลลี่สีดำสนิท ที่พอแตะลงผิวแล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ ตามค่า pH เฉพาะของแต่ละคน
นี่ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นใหม่ แต่มันคือ เดิมพันครั้งสุดท้ายของแบรนด์
ตั้งใจจะทำออกมาแบบ Limited Edition แค่ 12,000 ตลับ วางแผนไว้หลวมๆ ว่าขายให้หมดภายใน 1 ปี
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ…
2,000 ตลับแรก ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว
จาก “เมคอัพ” ที่คนมองว่าเป็นของเล่น กลายเป็น “สัญลักษณ์การกลับมา” ของ La Glacé
มันแปลกใหม่ แต่ใช้ง่าย
ดำแต่ให้ฟีลชมพูระเรื่อที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคน
ตอบโจทย์คนที่อยากได้ “ความเป็นตัวเอง” มากกว่าเมคอัพสำเร็จรูป
ผลคือ La Glacé กลายเป็น Trendsetter ของวงการบลัช แทบจะในทันที
จากบลัชหนึ่งตลับ สู่รายได้ 420 ล้าน
การแจ้งเกิดของ “บลัชดำ” ไม่ได้เป็นแค่สินค้าไวรัล แต่เป็นจุดระเบิดที่ดัน La Glacé ให้โตแบบก้าวกระโดด
ปี 2565 รายได้ประมาณ 40 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้พุ่งขึ้นไปที่ 401.3 ล้านบาท
เท่ากับโตเกือบ 1,000% ภายในปีเดียว และแน่นอน…นี่ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็นผลของ กลยุทธ์ + ความเข้าใจผู้บริโภคแบบลึกสุดใจ
4 บทเรียนธุรกิจจาก La Glacé ที่ทุกสายบิวตี้ควรรู้
1. เปลี่ยน Community ให้กลายเป็นอาณาจักร
สำหรับ La Glacé ลูกค้าไม่ใช่แค่ “ผู้ซื้อ” แต่คือ “เพื่อนร่วมแก๊ง”
พวกเขาสร้าง LA GLACE Club คอมมูนิตี้แน่นๆ ที่รวบรวมคนที่มี “จริต” ใกล้กันมาอยู่ด้วยกัน
พูดคุย รับฟังฟีดแบคแบบจริงจัง
ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับการพัฒนาสินค้า
ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์” ไม่ใช่แค่คนจ่ายเงิน
ผลลัพธ์คืออัตราการซื้อซ้ำสูงถึง 80% ซึ่งในโลกบิวตี้ นี่คือโหดมาก
2. การตลาดที่เหมือนไม่ได้ทำการตลาด
หัวใจของ La Glacé คือ ความจริงใจ ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือสิ่งที่คนดู “รู้สึกได้”
พวกเขาใช้ TikTok เป็นสนามหลัก สร้างตัวตนให้ทีมงานทุกคนมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง
สอนแต่งหน้าแบบเข้าถึงง่าย
ทำคอนเทนต์เล่นกับเทรนด์ต่างๆ
เดินแจกของที่สยามสแควร์ให้คนได้ลองจริง
ทุกอย่างทำต่อเนื่อง แต่ไม่ยัดเยียดขายของเกินไป จนแฮชแท็ก #ลากลาส มียอดรับชมทะลุ 293 ล้านครั้ง
นี่คือ “การตลาดที่ไม่เหมือนการตลาด” แต่ทรงพลังสุดๆ
3. Live Commerce = ด่านสุดท้ายของคนจริง
สำหรับ La Glacé การไลฟ์ไม่ใช่แค่เปิดกล้องขายของ แต่มันคือ ด่านทดสอบทุกอย่างที่เตรียมมา
พวกเขามองว่า ความสำเร็จของไลฟ์ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ แต่อยู่ที่การปูทางทั้งหมดก่อนหน้านั้น
สร้างกระแสจากคอนเทนต์ในทุกแพลตฟอร์ม
ทำให้คน “รอ” และ “อยากเข้าไลฟ์” มาก่อนแล้ว
จนสุดท้ายเกิดเป็นปรากฏการณ์ไลฟ์สด 25 ชั่วโมงรวด ทำยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท จากหน้าจอไลฟ์เพียงครั้งเดียว
4. อย่ากลัวล้ม…กลัวแค่ไม่ลุก
ไอติมมักเล่าว่า เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้คือ ความเจ็บปวดและความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่เพราะพวกเขายังเด็ก พอล้มเลยไม่เจ็บนาน และเลือกที่จะเรียนรู้จากทุกครั้งที่พลาด
ทัศนคติประจำทีมคือ
“Do it now”
หรือเวอร์ชันดิบๆ แบบไทยๆ คือ “ช่างแม่ง…แล้วลงมือทำ”
นี่แหละคือ DNA ที่ทำให้แบรนด์ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่ปล่อยให้ดราม่ากลืนกินอนาคตของตัวเอง
เมคอัพที่ขาย “หัวใจ” มากกว่าสีบนแก้ม
เรื่องราวของ La Glacé คือหลักฐานชัดๆ ว่า ในยุคที่ใครๆ ก็เปิดแบรนด์ได้ สิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่ใช่แค่ “เงินทุน” หรือแพ็กเกจจิ้งสวยๆ
แต่คือ…
หัวใจที่รักลูกค้ามากกว่ากำไร
ความกล้าที่จะต่าง และกล้ายอมรับตอนล้ม
ความจริงใจที่สื่อออกมาให้คนสัมผัสได้จริง
แบรนด์ที่กล้าเสี่ยง กล้าพัง และใช้ความจริงใจเป็นอาวุธ จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส สร้างอาณาจักรใหญ่กว่าที่ใครเคยจินตนาการไว้
แล้วคุณล่ะ…วันนี้พร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยน “ความล้มเหลว” ของตัวเอง ให้กลายเป็น จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต?

