รับแอปรับแอป

จากหนี้ 20 ล้านสู่บลัชดำสุดไวรัล: La Glacé พลิกเกมด้วยดราม่าและเมคอัพที่เป็นมากกว่าสีสัน

นพดล รัตนชัย01-29

จากธุรกิจพังยับ…สู่ตำนานเมคอัพ 420 ล้าน

คุณจะทำยังไง…ถ้าวันหนึ่งธุรกิจที่ปั้นมากับมือ ล้มเหลวไม่เป็นท่า แถมติดหนี้บานกว่า 20 ล้านบาท?

สำหรับหลายคน นี่อาจเป็นฉากจบของความฝัน แต่สำหรับเด็ก Gen Z แค่สองคน มันคือ จุดเริ่มต้นของตำนานวงการเมคอัพไทย

นี่คือเรื่องของแบรนด์เครื่องสำอางไทยที่ไม่ได้ขายแค่เมคอัพ แต่ขาย “ปรัชญาการล้มแล้วลุก” จนต่อยอดกลายเป็นอาณาจักรยอดขาย 420 ล้านบาท และกลายเป็นเคสศึกษาระดับประเทศในวงการธุรกิจความงาม

จากเน็ตไอดอล…สู่หนี้หลักสิบล้าน

จุดเริ่มของ La Glacé ไม่ได้หรูหราอย่างที่หลายคนคิด

ไอติม–เอมลินทร์ และ เฟรนฟราย–ทิวาทัพพ์ เริ่มทำแบรนด์เครื่องสำอางตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ด้วยเงินเก็บแค่ 70,000 บาท บวกกับชื่อเสียงของไอติมในฐานะ “เน็ตไอดอล”

ช่วงแรก ทุกอย่างไปได้สวย เพราะใช้การรีวิวตรงไปตรงมาและ Personal Branding ของไอติมเป็นแต้มต่อ

แต่ไม่นาน วิกฤตครั้งใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว

  • ถูกโรงงานโกงคุณภาพสินค้า

  • ตามมาด้วยดราม่าถล่มเรื่องกันแดด

  • ภาพลักษณ์พังในเวลาไม่กี่อึดใจ

  • ทิ้งไว้เพียงกองหนี้กว่า 20 ล้านบาท

ไอติมเคยพูดไว้ว่า “พอเราเด็กมากๆ ไม่มีภูมิต้านทานตรงนี้ มันก็เลยล้ม แล้วเราลุกขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก”

แต่แทนที่จะยอมแพ้ พวกเขากลับเลือกทำสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือ เริ่มใหม่อีกครั้ง

เมื่อ “บลัชดำ” กลายเป็นตัวกู้ชีวิต

ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด ไอติมตัดสินใจถอยออกจากโซเชียลชั่วคราว ไม่หนีหาย แต่เพื่อกลับมาโฟกัสกับ “หัวใจของธุรกิจ” ที่แท้จริง…คือ ตัวผลิตภัณฑ์

ทีม La Glacé ใช้ทั้งความไม่รู้และความใจถึงแบบเด็ก Gen Z ลองคิดสินค้าที่ “ไม่มีใครกล้าทำ” และคำตอบก็คือ LA GLACE Black Magic Lip & Cheek pH Blush หรือ “บลัชดำ”

บลัชออนเนื้อเจลลี่สีดำสนิท ที่พอแตะลงผิวแล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ ตามค่า pH เฉพาะของแต่ละคน

นี่ไม่ใช่แค่สินค้าชิ้นใหม่ แต่มันคือ เดิมพันครั้งสุดท้ายของแบรนด์

ตั้งใจจะทำออกมาแบบ Limited Edition แค่ 12,000 ตลับ วางแผนไว้หลวมๆ ว่าขายให้หมดภายใน 1 ปี

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ…

2,000 ตลับแรก ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว

จาก “เมคอัพ” ที่คนมองว่าเป็นของเล่น กลายเป็น “สัญลักษณ์การกลับมา” ของ La Glacé

  • มันแปลกใหม่ แต่ใช้ง่าย

  • ดำแต่ให้ฟีลชมพูระเรื่อที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคน

  • ตอบโจทย์คนที่อยากได้ “ความเป็นตัวเอง” มากกว่าเมคอัพสำเร็จรูป

ผลคือ La Glacé กลายเป็น Trendsetter ของวงการบลัช แทบจะในทันที

จากบลัชหนึ่งตลับ สู่รายได้ 420 ล้าน

การแจ้งเกิดของ “บลัชดำ” ไม่ได้เป็นแค่สินค้าไวรัล แต่เป็นจุดระเบิดที่ดัน La Glacé ให้โตแบบก้าวกระโดด

  • ปี 2565 รายได้ประมาณ 40 ล้านบาท

  • ปี 2566 รายได้พุ่งขึ้นไปที่ 401.3 ล้านบาท

เท่ากับโตเกือบ 1,000% ภายในปีเดียว และแน่นอน…นี่ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เป็นผลของ กลยุทธ์ + ความเข้าใจผู้บริโภคแบบลึกสุดใจ

4 บทเรียนธุรกิจจาก La Glacé ที่ทุกสายบิวตี้ควรรู้

1. เปลี่ยน Community ให้กลายเป็นอาณาจักร

สำหรับ La Glacé ลูกค้าไม่ใช่แค่ “ผู้ซื้อ” แต่คือ “เพื่อนร่วมแก๊ง”

พวกเขาสร้าง LA GLACE Club คอมมูนิตี้แน่นๆ ที่รวบรวมคนที่มี “จริต” ใกล้กันมาอยู่ด้วยกัน

  • พูดคุย รับฟังฟีดแบคแบบจริงจัง

  • ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับการพัฒนาสินค้า

  • ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์” ไม่ใช่แค่คนจ่ายเงิน

ผลลัพธ์คืออัตราการซื้อซ้ำสูงถึง 80% ซึ่งในโลกบิวตี้ นี่คือโหดมาก

2. การตลาดที่เหมือนไม่ได้ทำการตลาด

หัวใจของ La Glacé คือ ความจริงใจ ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือสิ่งที่คนดู “รู้สึกได้”

พวกเขาใช้ TikTok เป็นสนามหลัก สร้างตัวตนให้ทีมงานทุกคนมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง

  • สอนแต่งหน้าแบบเข้าถึงง่าย

  • ทำคอนเทนต์เล่นกับเทรนด์ต่างๆ

  • เดินแจกของที่สยามสแควร์ให้คนได้ลองจริง

ทุกอย่างทำต่อเนื่อง แต่ไม่ยัดเยียดขายของเกินไป จนแฮชแท็ก #ลากลาส มียอดรับชมทะลุ 293 ล้านครั้ง

นี่คือ “การตลาดที่ไม่เหมือนการตลาด” แต่ทรงพลังสุดๆ

3. Live Commerce = ด่านสุดท้ายของคนจริง

สำหรับ La Glacé การไลฟ์ไม่ใช่แค่เปิดกล้องขายของ แต่มันคือ ด่านทดสอบทุกอย่างที่เตรียมมา

พวกเขามองว่า ความสำเร็จของไลฟ์ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ แต่อยู่ที่การปูทางทั้งหมดก่อนหน้านั้น

  • สร้างกระแสจากคอนเทนต์ในทุกแพลตฟอร์ม

  • ทำให้คน “รอ” และ “อยากเข้าไลฟ์” มาก่อนแล้ว

จนสุดท้ายเกิดเป็นปรากฏการณ์ไลฟ์สด 25 ชั่วโมงรวด ทำยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท จากหน้าจอไลฟ์เพียงครั้งเดียว

4. อย่ากลัวล้ม…กลัวแค่ไม่ลุก

ไอติมมักเล่าว่า เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้คือ ความเจ็บปวดและความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่เพราะพวกเขายังเด็ก พอล้มเลยไม่เจ็บนาน และเลือกที่จะเรียนรู้จากทุกครั้งที่พลาด

ทัศนคติประจำทีมคือ

  • “Do it now”

  • หรือเวอร์ชันดิบๆ แบบไทยๆ คือ “ช่างแม่ง…แล้วลงมือทำ”

นี่แหละคือ DNA ที่ทำให้แบรนด์ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่ปล่อยให้ดราม่ากลืนกินอนาคตของตัวเอง

เมคอัพที่ขาย “หัวใจ” มากกว่าสีบนแก้ม

เรื่องราวของ La Glacé คือหลักฐานชัดๆ ว่า ในยุคที่ใครๆ ก็เปิดแบรนด์ได้ สิ่งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่ใช่แค่ “เงินทุน” หรือแพ็กเกจจิ้งสวยๆ

แต่คือ…

  • หัวใจที่รักลูกค้ามากกว่ากำไร

  • ความกล้าที่จะต่าง และกล้ายอมรับตอนล้ม

  • ความจริงใจที่สื่อออกมาให้คนสัมผัสได้จริง

แบรนด์ที่กล้าเสี่ยง กล้าพัง และใช้ความจริงใจเป็นอาวุธ จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส สร้างอาณาจักรใหญ่กว่าที่ใครเคยจินตนาการไว้

แล้วคุณล่ะ…วันนี้พร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยน “ความล้มเหลว” ของตัวเอง ให้กลายเป็น จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต?