คนชายแดน ย้ายชีวิตมานอนสนามฟุตบอล
คนชายแดนจำนวนมากต้องเก็บข้าวของหนี อพยพมากางเต็นท์นอนกันกลางสนามฟุตบอล พร้อมประกาศว่าขอให้ครั้งนี้เป็นการอพยพครั้งสุดท้าย
ที่ศูนย์อพยพแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ภายในศูนย์เริ่มแน่นไปด้วยผู้คน บางส่วนเลือกจับจองพื้นที่ในอาคาร ขณะที่อีกหลายครอบครัวตัดสินใจมากางเต็นท์นอนกันบนสนามฟุตบอลแทน
ทำไมถึงยอมมากางเต็นท์แทนการนอนในอาคาร
หลายครอบครัวเลือกเอาเต็นท์สนามมากางกลางลานหญ้า บางคนปูผ้าใบไว้ข้างรถ เตรียมใช้เป็นมุมพักแรมชั่วคราวแทนการเข้าไปอยู่รวมในอาคารศูนย์อพยพที่เริ่มแออัด
สาเหตุหลัก ๆ คือ
ไม่อยากนอนรวมกับคนจำนวนมากในพื้นที่ปิด
ภายในอาคารมีสภาพแออัด ไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ช่วงนี้อากาศในพื้นที่ค่อนข้างเย็น ทำให้การกางเต็นท์นอนกลางลมหนาวยังพอรับได้
สำหรับหลายคน การกางเต็นท์จึงกลายเป็นการสร้าง “พื้นที่ส่วนตัว” ใจกลางสถานการณ์ไม่ปกติ
ผู้อพยพเล่าตรง ๆ: ครั้งนี้ไม่โกลาหลเหมือนที่ผ่านมา
หนึ่งในผู้อพยพเล่าว่า การอพยพรอบนี้ไม่เหนื่อยและไม่วุ่นเท่าครั้งก่อน ๆ เพราะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากเจ้าหน้าที่ ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ทำให้ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
หลายครอบครัวเก็บของสำคัญและจัดกระเป๋าอพยพไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ แล้ว จึงไม่ต้องรีบเร่งหรือหนีเอาตัวรอดแบบฉุกละหุกเหมือนที่ผ่านมา
มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
เจ้าหน้าที่แจ้งสถานการณ์ก่อนเหตุปะทะ
ชาวบ้านเตรียมของอพยพไว้ก่อนนานแล้ว
ทั้งหมดนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกลงได้ แต่ไม่ได้ลดความรู้สึกห่วงบ้าน ห่วงถิ่นฐานเดิมลงเลย
คำขอเดียว: ขอให้เป็นการอพยพครั้งสุดท้าย
แม้หลายคนจะพอทำใจและรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น แต่ในใจลึก ๆ ทุกคนมีคำขอเหมือนกัน คือ ไม่อยากต้องเก็บของหนีออกจากบ้านแบบนี้อีกต่อไป
ผู้อพยพคนหนึ่งฝากความหวังและกำลังใจไปถึงทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ วอนให้ทุกคนปลอดภัย และหวังอย่างแรงกล้าว่าจะสามารถนำพื้นที่ปราสาทตาควายกลับคืนมาได้สำเร็จ
ขอให้ครั้งนี้เป็นการอพยพครั้งสุดท้าย
ขอให้ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย
อยากเห็นพื้นที่ชายแดนกลับมาสงบ และได้กลับไปใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองอย่างเดิม
เต็นท์กลางสนามบอล กับความหวังกลับบ้าน
เต็นท์ผืนเล็ก ๆ กลางสนามฟุตบอลในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่ที่นอนชั่วคราวของผู้ลี้ภัยในประเทศตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังว่า สักวันหนึ่งทุกคนจะได้เก็บเต็นท์กลับบ้าน และไม่ต้องอพยพหนีอีกต่อไป

