รับแอปรับแอป

17 วันในอลาสก้า: ทริปที่เปลี่ยนพ่อแม่ให้กลายเป็นผู้โดยสารหัวใจเต็มล้น

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-29

จุดเริ่มต้นของความฝันที่ไม่เคยหายไป

สามสิบปีก่อน ผมกับภรรยาเคยไปเหยียบแผ่นดินอลาสก้าด้วยกันสองคน ตอนนั้นลูกชายยังตัวนิดเดียว ส่วนลูกสาวยังไม่ได้ลืมตาดูโลก

ภาพจำเรื่องภูเขาหิมะ ผืนป่าดิบกว้างสุดสายตา อากาศหนาวจับกระดูก ไปจนถึงยุงตัวโตๆ ที่พร้อมจะรุมดูดเลือดเราให้หมดทั้งตัว กลายเป็นเรื่องเล่าที่เราเอามาเล่าให้ลูกฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อลาสก้าสำหรับเราจึงไม่ใช่แค่ชื่อรัฐบนแผนที่ แต่มันคือเวทีของความทรงจำครั้งสำคัญในชีวิตคู่

จากคำสัญญา ยืดเยื้อจนกลายเป็นความกลัวว่าจะไม่ทัน

เราพูดกันเรื่องกลับไปอลาสก้าอีกครั้งมานานนับสิบปี แต่ทุกครั้งก็มักจบลงด้วยคำว่า “ยังไม่พร้อม”

  • ไม่พร้อมเรื่องเวลา

  • ไม่พร้อมเรื่องภาระงาน

  • ไม่พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่ผุดขึ้นมาเสมอเวลาจะตัดสินใจ

จนวันหนึ่ง ผมหันมามองความจริงว่า การจะรวมตัวกันไปเที่ยวพร้อมหน้ากันทั้งสี่คนในครอบครัว น่าจะเริ่มยากขึ้นทุกที

ลูกทั้งสองกำลังโต เป็นวัยที่ชีวิตเริ่มมีทางของตัวเอง มีความฝัน มีความชอบที่แตกต่างกันออกไป และในใจลึกๆ ผมก็แอบกลัวว่า ถ้าปล่อยให้เวลาลากยาวไปอีก อาจจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว

และนั่นคือจุดที่เราพูดกับตัวเองว่า

ได้เวลาไปอลาสก้า…พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว

17 วันที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง

ในชีวิตประจำวัน ถึงเราจะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ต่างคนต่างก็มีจังหวะชีวิตของตัวเอง ลูกๆ กลายเป็นหนุ่มสาวเต็มตัวแล้ว การจะได้ใช้เวลาแบบตัวติดกันทั้งวันไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

ทริปอลาสก้าครั้งนี้ เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันถึง 17 วันเต็มๆ เดินทาง กินข้าว คุยเล่น แซวกัน นั่งนิ่งๆ มองวิวเดียวกัน

มันไม่ใช่แค่ทริปท่องเที่ยว แต่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ครอบครัวเราได้กลับมาอยู่ในจังหวะเดียวกันอีกครั้ง

เราพบกับธรรมชาติอันงดงามแบบที่คิดถึงมาตลอด ได้สัมผัสความดิบของแผ่นดินและวัฒนธรรมกลางแจ้งของผู้คนในอลาสก้า

เราได้เรียนรู้โลกกว้างไปพร้อมกัน ได้มุมมองใหม่ๆ และที่สำคัญ เราได้เพื่อนใหม่กลับมาด้วย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ติดอยู่แค่ในภาพถ่าย แต่มันค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ของเราทั้งสี่คนแบบที่จับต้องได้

วันที่ผมย้ายจากเบาะคนขับไปนั่งเบาะหลัง

ทริปนี้ยังมีอีกหนึ่ง “การเลื่อนตำแหน่ง” ที่ผมไม่เคยลืม

จากคนที่เคยเป็นคนขับรถพาลูกๆ ตระเวนเที่ยวมาตลอด ผมเปลี่ยนบทบาทมาเป็นคนที่นั่งเบาะหลัง ปล่อยให้ลูกเป็นคนขับ พาเราออกเดินทาง

จากวันที่เคยหันไปมองกระจกหลังเพื่อดูว่าลูกหลับหรือยัง วันนี้กลายเป็นวันที่ผมหันไปมองลูกทั้งสองคนแล้วรู้สึกว่า

เขาไม่ได้เป็น “เด็กๆ ของพ่อแม่” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ผู้ใหญ่ที่กำลังดูแลเรา” อย่างเต็มใจ

จากการขับรถไปส่ง กลายเป็นการขับรถพาเที่ยว จากการดูแล กลายเป็นคนที่ได้รับการดูแล

และในทุกๆ โมเมนต์เล็กๆ ระหว่างทาง ผมรับรู้ได้ชัดเจนว่า เขาทั้งคู่ตั้งใจดูแลเราจริงๆ

ความสุขที่สุดในฐานะพ่อแม่

ถ้าจะให้ผมเลือกทริปที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ทริปนี้คงติดอันดับต้นๆ แบบไม่ต้องลังเล

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การได้เดินตามลูกสองคน มองแผ่นหลังของเขาที่เดินนำหน้าเราไปในเส้นทางที่ทั้งเคยคุ้นและไม่เคยรู้จักมาก่อน

ในฐานะพ่อแม่ ผมหันไปบอกภรรยาแบบไม่ต้องคิดเลยว่า

เราเองก็คงทำหน้าที่พ่อแม่มา “ไม่แย่นัก” เหมือนกันนะ

เพราะภาพที่ได้เห็นตรงหน้า คือเด็กสองคนที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน

เมื่อเข้าใจหัวใจของพ่อชัดขึ้นกว่าที่เคย

ระหว่างทริป สมองผมก็แอบย้อนกลับไปคิดถึงช่วงชีวิตก่อนเรียนจบ

ครั้งนั้น พ่อบินมาหาผม และเราได้ใช้เวลาเดินทางเที่ยวด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่ผมเป็นคนขับรถพาพ่อเที่ยว

ตอนนั้นผมเห็นเพียงแค่รอยยิ้มของพ่อ รู้แค่ว่าพ่อดูมีความสุข แต่ยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าความสุขแบบนั้นลึกแค่ไหน

จนมาถึงวันนี้ ในวัยที่ผมมีอายุใกล้เคียงกับพ่อในวันนั้น ผมเพิ่งเข้าใจอย่างชัดเจนว่า พ่อรู้สึกอะไรอยู่

ในใจผมเลยอยากจะหันไปบอกพ่อว่า

“พ่อครับ…วันนี้ผมเข้าใจพ่อแล้วครับ”

เมื่ออยากหยุดเวลาไว้กับช่วงเวลาที่งดงาม

พอทริปเริ่มเดินทางเข้าใกล้ช่วงท้าย ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นในหัวผมแบบชัดเจนมาก

ผมอยากให้ช่วงเวลานี้อยู่กับเราแบบนี้ไปเรื่อยๆ

อยากให้ภาพที่ทุกคนหัวเราะด้วยกัน การได้นั่งมองวิวผ่านหน้าต่างรถ การเดินเรียงกันไปบนทางเดินกลางธรรมชาติ กลายเป็นช่วงเวลาที่ยืดยาวแบบไม่มีวันจบ

แม้รู้ว่ามนุษย์ไม่มีทางหยุดเวลาได้ แต่ผมก็รู้แน่นอนแล้วว่า

ทริปนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงาม และจะอยู่ในใจผมตลอดไป

Life is so beautiful, live it.

บันทึกสุดท้ายจากอลาสก้า

บางทริปคือการไปเห็นโลกกว้างขึ้น แต่บางทริปทำให้เราได้เห็น “หัวใจของกันและกัน” ชัดขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผม ทริปอลาสก้าครั้งนี้คือทั้งสองอย่างรวมกัน

มันคือการเดินทางที่ทำให้เราได้กลับมาฟังกันมากขึ้น มองกันนานขึ้น และรักกันอย่างรู้ตัวมากขึ้น

และไม่ว่าเวลาในอนาคตจะพาเราแยกย้ายไปยืนคนละมุมของโลกแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่า 17 วันในอลาสก้า จะยังคงเป็นสมุดบันทึกเล่มเดียวกัน ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถเปิดย้อนกลับมาอ่านร่วมกันได้เสมอในใจตัวเอง