รับแอปรับแอป

เตือนสายเที่ยวกับหมาแมว: แดดแรงแบบนี้…ผิวสัตว์เลี้ยงคุณรอดไหม?

พีรวิชญ์ สุวรรณดี02-02

ทำไมหมาแมวก็เป็นมะเร็งผิวหนังได้?

แม้ขนของสุนัขและแมวจะช่วยบังแดดได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขา “กันแดดได้ 100%” สัตว์เลี้ยงของเราก็ถูกแดดเผา และพัฒนาเป็นมะเร็งผิวหนังได้ไม่ต่างจากคนเลย

กรณีของทุนดรา ลาบราดอร์สีขาววัย 10 ปี เป็นตัวอย่างชัดเจน เธอใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบที่สุนัขหลายตัวฝันถึง ทั้งทะเล ป่า เขา สนามกีฬา ทุกอย่างครบ แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอมะเร็งผิวหนังเพราะแสงแดดที่สะสมมาตลอดหลายปี

ครอบครัวของทุนดราอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ ช่วงปีแรกๆ ของเธอเต็มไปด้วยกิจกรรมกลางแจ้ง ว่ายน้ำ ขุดทราย วิ่งเล่นกับสุนัขตัวอื่น และใช้เวลาแทบทั้งวันอยู่กลางแดด

เธอยังชอบเดินป่า เก็บกิ่งไม้ตามทาง และไปออกงานกลางแจ้งอย่างเกมฟุตบอลหรือเบสบอลบ่อยๆ บางครั้งก็พลิกตัวนอนหงายอาบแดดให้หน้าท้องสีชมพูโดนแสงเต็มๆ ถ้าร้อนเกินไป ถึงค่อยหาที่ร่มพัก

สัตว์เลี้ยงแบบไหนเสี่ยงมะเร็งผิวหนังมากกว่าปกติ?

การที่สุนัขหาที่ร่ม ไม่ได้แปลว่าเขาปลอดภัยจากแดดเสมอไป สัตวแพทย์อธิบายว่า:

  • ขนช่วยสะท้อนแสงแดด แต่ไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด

  • ขนสีอ่อนหรือสีขาว ถือว่า กันแดดได้น้อยที่สุด

  • บริเวณท้องที่ขนน้อยหรือเกือบไม่มีขน เป็นจุดเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเสียหายจากแสงแดด

ปัญหาคือ แดดไม่ได้มาพร้อมแค่ฤดูร้อน แม้จะเป็นวันที่อากาศเย็น หรือมีหิมะตก สุนัขหลายตัวก็ยังชอบนอนหงายอาบแดดอยู่ดี นั่นหมายถึงผิวหนังของเขากำลังสะสมความเสียหายจาก UV ไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี

แมวเองก็ไม่รอด โดยเฉพาะแมวที่มีจมูกสีชมพู ปลายจมูกและหูเป็นจุดที่โดนแดดเต็มๆ และมักจะเกิดรอยโรคจากแสงแดดได้บ่อย สัตวแพทย์ผิวหนังสัตว์ระบุว่า มักพบมะเร็งชนิด SCC บริเวณปลายหู จมูก และแม้กระทั่งเปลือกตาของแมว

สำหรับสุนัข กลุ่มที่เสี่ยงเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • พันธุ์ที่ขนสีอ่อน ขนสั้น เช่น พิตบูล ลาบราดอร์ เป็นต้น

  • สุนัขที่มีขนน้อยบริเวณท้อง และชอบนอนหงายอาบแดด

  • สัตว์ที่มีโรคผิวหนัง ทำให้ขนร่วง หรือมีอาการแพ้ผิวหนังเรื้อรัง

  • สัตว์ที่ถูกตัดขนสั้นมาก หรือโกนขนเพราะต้องผ่าตัด ทำให้ผิวหนังโดนแดดโดยตรง

สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม

ก่อนหน้านี้ทุนดราเคยมีก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ตรวจแล้วเป็นเนื้องอกไม่ร้าย แต่วันหนึ่งเจ้าของลูบตัวแล้วสังเกตเห็นก้อนใหม่ลักษณะมันเงาอยู่บนผิว เมื่อลองแหวกขนดู ก็พบว่ามันแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน

ไม่นานก็เริ่มมีก้อนอื่นเพิ่มขึ้น ทั้งบริเวณหัว ไหล่ และท้ายทอย บางก้อนแข็งและดูแปลกไปจากก้อนไขมันนิ่มๆ ที่เคยเป็น นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของเริ่มสงสัยว่าบางทีอาจไม่ใช่แค่ก้อนไขมันธรรมดาแล้ว

เขาเคยได้ยินคำเตือนเรื่องมะเร็งผิวหนังในคนว่า “ใหม่ เปลี่ยนแปลง หรือผิดปกติ” คือสัญญาณอันตราย แล้วในสุนัขกับแมวล่ะ ใช่เหมือนกันไหม?

คำตอบจากสัตวแพทย์คือ ใช่ ใกล้เคียงกันมาก หลายคนมักจะลูบตัวสัตว์เลี้ยงแล้วอยู่ๆ ก็พบก้อนหรือจุดที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นแหละคือสัญญาณให้ต้องรีบพามาตรวจ

แนวทางที่สัตวแพทย์ใช้มักมีดังนี้:

  • ถ้าลักษณะดูไม่น่ากังวล อาจให้รอดูอาการและติดตามว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือโตขึ้นหรือไม่

  • ถ้าดูน่าสงสัย อาจใช้เข็มขนาดเล็กดูดเซลล์ไปตรวจ (fine-needle aspiration) เพื่อดูชนิดของเซลล์

  • ถ้าเนื้องอกโตหรืออยู่ในตำแหน่งเสี่ยง มักผ่าตัดออกทั้งก้อน ส่งตรวจพยาธิวิทยาเพื่อเช็กว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า

สัตวแพทย์ด้านผิวหนังแนะนำให้เจ้าของ หมั่นสังเกตผิวหนังของสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่ขนน้อยหรือไม่มีขน เช่น:

  • จุดแดงๆ ที่ไม่หายภายใน 1–2 สัปดาห์

  • แผลเปิดที่ไม่ยอมหาย หรือเริ่มโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • จุดสีเข้มหรือคราบคล้ายฝ้าในตา

หากเห็นสิ่งเหล่านี้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะการตรวจพบมะเร็งผิวหนังแต่เนิ่นๆ จะรักษาง่ายกว่า ใช้วิธีการรักษาน้อยกว่า และมีโอกาสหายขาดสูงกว่ามาก

ในกรณีของทุนดรา เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเซลล์มาสต์หลายจุด ซึ่งพบได้บ่อยในสุนัข สัตวแพทย์จึงผ่าตัดเอาเนื้องอกออก และไม่จำเป็นต้องทำการรักษาเพิ่มเติม

หลังผ่าตัด ทุนดราไม่ชอบใส่กรวยเลย ถึงขั้นกัดไหมที่อุ้งเท้าจนขาด ต้องเย็บใหม่อีกรอบ เพราะไหมเริ่มคันหลังผ่านไปไม่กี่วัน เมื่อแผลสมานดี เธอก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เพื่อช่วยให้สัตว์เลี้ยงไม่ไปรบกวนแผล สัตวแพทย์มักแนะนำว่า:

  • ใช้ถุงเท้าหุ้มเท้าแล้วติดเทป เพื่อป้องกันการเลียหรือกัดแผล

  • ใช้เสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามเด็กสวมทับแผลสำหรับสุนัขตัวเล็ก ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงแผลได้ยากขึ้น

ผลลัพธ์หลังการรักษา: ชีวิตที่ยังไปต่อได้

มะเร็งผิวหนังบางชนิดในสุนัขสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา สัตวแพทย์บางคนเพิ่งค้นพบก้อนเนื้องอกในตำแหน่งที่คาดไม่ถึง เช่น ภายในแก้มของสุนัขพันธุ์เล็ก และต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่าขอบแผลสะอาด ป้องกันการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง

กรณีเหล่านี้ย้ำให้เห็นว่า การตัดสินใจรักษาทันเวลา อาจเท่ากับการช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว เจ้าของทุนดราเองก็เชื่อว่า ถ้าไม่ตัดเนื้องอกออก เนื้องอกอาจโตขึ้น กลายเป็นปัญหารุนแรง และอาจพรากชีวิตเธอไปในที่สุด

ปัจจุบันทุนดรามีอาการข้ออักเสบ เดินช้าลงบ้างตามวัย แต่ยังคงกระโดดขึ้นเตียง โซฟา และวิ่งลงบันไดทันทีที่ได้ยินเสียงเตรียมอาหาร เธออาจไม่สามารถเดินป่าระยะไกลเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังสนุกกับการออกไปข้างนอกบ้านอยู่เสมอ

ลูกชายของครอบครัวต่างไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้าน ทุนดราจะดีใจอย่างเห็นได้ชัด เธอจะคาบตุ๊กตามายั่วเหมือนจะบอกว่า “มาไล่ฉันสิ!” พลังความเป็นลูกสุนัขในตัวเธอยังไม่เคยหายไปไหน

วิธีรักษามะเร็งผิวหนังในสัตว์เลี้ยง

มะเร็งผิวหนังในสุนัขและแมวมีความคล้ายคลึงกับของมนุษย์อย่างมาก แนวทางรักษาหลักๆ ได้แก่:

  • การผ่าตัด: วิธีพื้นฐานและพบได้บ่อยที่สุด ใช้ตัดเอาเนื้องอกออก

  • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์: อาจใช้ในบางกรณีที่เหมาะสม

  • การฉายรังสี: ตัวเลือกหนึ่งสำหรับมะเร็งผิวหนังบางประเภท

  • การจี้เย็น เลเซอร์ หรือยาทาเฉพาะที่: ใช้กับรอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งสัตว์เลี้ยงก็สามารถมีภาวะนี้ได้เช่นเดียวกับคน

  • ภูมิคุ้มกันบำบัดด้านมะเร็ง: ความก้าวหน้าใหม่ในวงการสัตวแพทย์ ช่วยเพิ่มโอกาสรักษาสัตว์เลี้ยงที่มีมะเร็งผิวหนังระยะลุกลาม

พูดง่ายๆ คือ ถ้าตรวจพบเร็ว ตัวเลือกการรักษาจะกว้าง และโอกาสรอดก็สูงขึ้นมาก

ป้องกันก่อนป่วย: เกราะกันแดดให้หมาแมว

ในรูปนี้ทุนดรากำลังพักฟื้นหลังผ่าตัดมะเร็งเซลล์มาสต์ จะเห็นรอยเย็บและบริเวณที่โกนขนบนศีรษะ คอ และอุ้งเท้า ช่วงเวลานั้นคือผลลัพธ์จากการสะสมแดดมาตลอดชีวิตกลางแจ้งของเธอ โชคดีที่ตรวจพบและรักษาทันจนตอนนี้กลับมาแข็งแรงดีแล้ว

หากคุณเป็นเจ้าของที่ชอบพาหมาแมวเที่ยวกลางแจ้ง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่แค่พาหมาออกไปวิ่งเล่น แต่ต้องคิดเรื่อง “กันแดด” ให้เขาด้วย

1. ร่มเงา: เกราะด่านแรกที่สำคัญที่สุด

สัตวแพทย์ยืนยันตรงกันว่า การปกป้องที่ดีที่สุดคือการให้ร่มเงาและหลบแดดโดยตรง โดยเฉพาะช่วงแดดแรงกลางวัน และควรทำตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่หน้าร้อน

เพราะสัตว์ไม่ขับเหงื่อเหมือนมนุษย์ การระบายความร้อนจึงทำได้ยากกว่า คุณควร:

  • จัดให้มีที่ร่มสำหรับสัตว์เลี้ยงทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง

  • เตรียมน้ำสะอาดให้เพียงพอเสมอ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน

  • ห้าม ทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในรถตามลำพัง แม้เพียงช่วงสั้นๆ เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถพุ่งสูงจนถึงระดับอันตรายได้อย่างรวดเร็ว

2. เสื้อผ้า: หมวก เสื้อ ใครว่าเป็นเรื่องเล่นๆ

สำหรับสัตว์เลี้ยงที่เลี่ยงแดดไม่ได้จริงๆ หรือจำเป็นต้องไปชายหาด ภูเขา หรือกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ การใช้เสื้อผ้าป้องกันแดดเป็นตัวช่วยที่ดีมาก

สิ่งที่ควรพิจารณา:

  • ปัจจุบันมีหลายบริษัทผลิตเสื้อกันผื่นและเสื้อผ้าป้องกัน UV สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ

  • แมวบางตัวก็สามารถใส่เสื้อผ้าได้ ถ้าเจ้าของค่อยๆ ฝึก และทำให้เขาคุ้นชิน

  • เสื้อยืดป้องกันรังสียูวีสำหรับคนบางแบบ ก็ใช้กับสุนัขได้เช่นกัน (แต่ต้องเลือกขนาดและความสบายเป็นหลัก)

  • มีแบรนด์ที่ผลิตแว่นตากันแดดสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ เหมาะกับสายลุยทะเล ภูเขา หรือขี่มอเตอร์ไซค์ออกทริป

3. หน้าต่างบ้านและรถ ก็ทำร้ายผิวได้

อย่าลืมว่า แสง UV สามารถลอดผ่านกระจกได้ แม้สุนัขหรือแมวจะนอนอยู่ริมหน้าต่างในบ้านอย่างสบายใจ แต่อาจกำลังโดนแดดแรงๆ ส่องซ้ำที่จุดเดิมทุกวัน

คุณอาจ:

  • ติดฟิล์มกันแดดบนกระจกรถและหน้าต่างบ้าน

  • ใช้ม่านบังแดดในจุดที่สัตว์เลี้ยงชอบไปนอนรับแดดเป็นประจำ

4. ครีมกันแดดสำหรับสัตว์เลี้ยง

สำหรับทริปกลางแดดจัดหรือวันที่ต้องพาสัตว์เลี้ยงไปอยู่กลางแจ้งนานๆ สัตวแพทย์แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดช่วย โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวโดนแดดตรงๆ เช่น:

  • จมูก

  • หู

  • บริเวณที่ขนบางหรือไม่มีขน

เคล็ดลับสำคัญ:

  • หลังทาครีมกันแดด ควรหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจสัตว์สักพัก ระหว่างรอให้ผลิตภัณฑ์แห้ง เพื่อลดโอกาสที่เขาจะเลียจนกลืนเข้าไป

  • เลือกใช้ครีมกันแดดที่ออกแบบมาสำหรับสุนัขและแมว

  • หากจำเป็นต้องใช้ของคน ให้เลือกครีมกันแดดสูตรน้ำสำหรับเด็ก และตรวจส่วนผสมให้ดี

  • หลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีสังกะสีออกไซด์ เพราะหากสัตว์เลียเข้าไป อาจเป็นพิษได้

สรุปสำหรับสายพาหมาเที่ยว: เที่ยวได้ แต่อย่าลืมกันแดดให้เขา

การได้เห็นสุนัขหรือแมววิ่งเล่นกลางแดด เป็นภาพที่ทำให้เจ้าของมีความสุข แต่ด้านมืดของแดดคือมะเร็งผิวหนังที่ค่อยๆ สะสมทีละนิดแบบไม่ทันรู้ตัว

สิ่งที่คุณควรทำเป็นประจำคือ:

  • หมั่นลูบตัวและสังเกตผิวหนังของสัตว์เลี้ยง

  • จดจำหลัก “ใหม่ เปลี่ยนแปลง หรือผิดปกติ” แล้วรีบพาไปตรวจถ้าพบสิ่งแปลกไปจากเดิม

  • วางแผนทุกทริปกลางแจ้งให้มีร่มเงา น้ำ เสื้อผ้า และครีมกันแดดสำหรับสัตว์เลี้ยง

คุณยังพาสัตว์เลี้ยงออกไปผจญภัยได้เหมือนเดิม เพียงแค่เพิ่มขั้นตอนเล็กๆ ในการปกป้องผิวของเขา เท่านี้ทั้งคุณและเพื่อนสี่ขาก็จะได้ใช้ชีวิตกลางแดดอย่างปลอดภัย และเก็บความทรงจำดีๆ ร่วมกันไปได้อีกนาน