ทำไมหมาแมวก็เป็นมะเร็งผิวหนังได้?
แม้ขนของสุนัขและแมวจะช่วยบังแดดได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขา “กันแดดได้ 100%” สัตว์เลี้ยงของเราก็ถูกแดดเผา และพัฒนาเป็นมะเร็งผิวหนังได้ไม่ต่างจากคนเลย
กรณีของทุนดรา ลาบราดอร์สีขาววัย 10 ปี เป็นตัวอย่างชัดเจน เธอใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบที่สุนัขหลายตัวฝันถึง ทั้งทะเล ป่า เขา สนามกีฬา ทุกอย่างครบ แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอมะเร็งผิวหนังเพราะแสงแดดที่สะสมมาตลอดหลายปี
ครอบครัวของทุนดราอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ ช่วงปีแรกๆ ของเธอเต็มไปด้วยกิจกรรมกลางแจ้ง ว่ายน้ำ ขุดทราย วิ่งเล่นกับสุนัขตัวอื่น และใช้เวลาแทบทั้งวันอยู่กลางแดด
เธอยังชอบเดินป่า เก็บกิ่งไม้ตามทาง และไปออกงานกลางแจ้งอย่างเกมฟุตบอลหรือเบสบอลบ่อยๆ บางครั้งก็พลิกตัวนอนหงายอาบแดดให้หน้าท้องสีชมพูโดนแสงเต็มๆ ถ้าร้อนเกินไป ถึงค่อยหาที่ร่มพัก
สัตว์เลี้ยงแบบไหนเสี่ยงมะเร็งผิวหนังมากกว่าปกติ?

การที่สุนัขหาที่ร่ม ไม่ได้แปลว่าเขาปลอดภัยจากแดดเสมอไป สัตวแพทย์อธิบายว่า:
ขนช่วยสะท้อนแสงแดด แต่ไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด
ขนสีอ่อนหรือสีขาว ถือว่า กันแดดได้น้อยที่สุด
บริเวณท้องที่ขนน้อยหรือเกือบไม่มีขน เป็นจุดเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเสียหายจากแสงแดด
ปัญหาคือ แดดไม่ได้มาพร้อมแค่ฤดูร้อน แม้จะเป็นวันที่อากาศเย็น หรือมีหิมะตก สุนัขหลายตัวก็ยังชอบนอนหงายอาบแดดอยู่ดี นั่นหมายถึงผิวหนังของเขากำลังสะสมความเสียหายจาก UV ไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี
แมวเองก็ไม่รอด โดยเฉพาะแมวที่มีจมูกสีชมพู ปลายจมูกและหูเป็นจุดที่โดนแดดเต็มๆ และมักจะเกิดรอยโรคจากแสงแดดได้บ่อย สัตวแพทย์ผิวหนังสัตว์ระบุว่า มักพบมะเร็งชนิด SCC บริเวณปลายหู จมูก และแม้กระทั่งเปลือกตาของแมว
สำหรับสุนัข กลุ่มที่เสี่ยงเป็นพิเศษ ได้แก่:
พันธุ์ที่ขนสีอ่อน ขนสั้น เช่น พิตบูล ลาบราดอร์ เป็นต้น
สุนัขที่มีขนน้อยบริเวณท้อง และชอบนอนหงายอาบแดด
สัตว์ที่มีโรคผิวหนัง ทำให้ขนร่วง หรือมีอาการแพ้ผิวหนังเรื้อรัง
สัตว์ที่ถูกตัดขนสั้นมาก หรือโกนขนเพราะต้องผ่าตัด ทำให้ผิวหนังโดนแดดโดยตรง
สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม
ก่อนหน้านี้ทุนดราเคยมีก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ตรวจแล้วเป็นเนื้องอกไม่ร้าย แต่วันหนึ่งเจ้าของลูบตัวแล้วสังเกตเห็นก้อนใหม่ลักษณะมันเงาอยู่บนผิว เมื่อลองแหวกขนดู ก็พบว่ามันแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
ไม่นานก็เริ่มมีก้อนอื่นเพิ่มขึ้น ทั้งบริเวณหัว ไหล่ และท้ายทอย บางก้อนแข็งและดูแปลกไปจากก้อนไขมันนิ่มๆ ที่เคยเป็น นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของเริ่มสงสัยว่าบางทีอาจไม่ใช่แค่ก้อนไขมันธรรมดาแล้ว
เขาเคยได้ยินคำเตือนเรื่องมะเร็งผิวหนังในคนว่า “ใหม่ เปลี่ยนแปลง หรือผิดปกติ” คือสัญญาณอันตราย แล้วในสุนัขกับแมวล่ะ ใช่เหมือนกันไหม?

คำตอบจากสัตวแพทย์คือ ใช่ ใกล้เคียงกันมาก หลายคนมักจะลูบตัวสัตว์เลี้ยงแล้วอยู่ๆ ก็พบก้อนหรือจุดที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นแหละคือสัญญาณให้ต้องรีบพามาตรวจ
แนวทางที่สัตวแพทย์ใช้มักมีดังนี้:
ถ้าลักษณะดูไม่น่ากังวล อาจให้รอดูอาการและติดตามว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือโตขึ้นหรือไม่
ถ้าดูน่าสงสัย อาจใช้เข็มขนาดเล็กดูดเซลล์ไปตรวจ (fine-needle aspiration) เพื่อดูชนิดของเซลล์
ถ้าเนื้องอกโตหรืออยู่ในตำแหน่งเสี่ยง มักผ่าตัดออกทั้งก้อน ส่งตรวจพยาธิวิทยาเพื่อเช็กว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า
สัตวแพทย์ด้านผิวหนังแนะนำให้เจ้าของ หมั่นสังเกตผิวหนังของสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่ขนน้อยหรือไม่มีขน เช่น:
จุดแดงๆ ที่ไม่หายภายใน 1–2 สัปดาห์
แผลเปิดที่ไม่ยอมหาย หรือเริ่มโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดสีเข้มหรือคราบคล้ายฝ้าในตา
หากเห็นสิ่งเหล่านี้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะการตรวจพบมะเร็งผิวหนังแต่เนิ่นๆ จะรักษาง่ายกว่า ใช้วิธีการรักษาน้อยกว่า และมีโอกาสหายขาดสูงกว่ามาก
ในกรณีของทุนดรา เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเซลล์มาสต์หลายจุด ซึ่งพบได้บ่อยในสุนัข สัตวแพทย์จึงผ่าตัดเอาเนื้องอกออก และไม่จำเป็นต้องทำการรักษาเพิ่มเติม
หลังผ่าตัด ทุนดราไม่ชอบใส่กรวยเลย ถึงขั้นกัดไหมที่อุ้งเท้าจนขาด ต้องเย็บใหม่อีกรอบ เพราะไหมเริ่มคันหลังผ่านไปไม่กี่วัน เมื่อแผลสมานดี เธอก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
เพื่อช่วยให้สัตว์เลี้ยงไม่ไปรบกวนแผล สัตวแพทย์มักแนะนำว่า:
ใช้ถุงเท้าหุ้มเท้าแล้วติดเทป เพื่อป้องกันการเลียหรือกัดแผล
ใช้เสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามเด็กสวมทับแผลสำหรับสุนัขตัวเล็ก ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงแผลได้ยากขึ้น
ผลลัพธ์หลังการรักษา: ชีวิตที่ยังไปต่อได้

มะเร็งผิวหนังบางชนิดในสุนัขสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา สัตวแพทย์บางคนเพิ่งค้นพบก้อนเนื้องอกในตำแหน่งที่คาดไม่ถึง เช่น ภายในแก้มของสุนัขพันธุ์เล็ก และต้องผ่าตัดซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่าขอบแผลสะอาด ป้องกันการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง
กรณีเหล่านี้ย้ำให้เห็นว่า การตัดสินใจรักษาทันเวลา อาจเท่ากับการช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว เจ้าของทุนดราเองก็เชื่อว่า ถ้าไม่ตัดเนื้องอกออก เนื้องอกอาจโตขึ้น กลายเป็นปัญหารุนแรง และอาจพรากชีวิตเธอไปในที่สุด
ปัจจุบันทุนดรามีอาการข้ออักเสบ เดินช้าลงบ้างตามวัย แต่ยังคงกระโดดขึ้นเตียง โซฟา และวิ่งลงบันไดทันทีที่ได้ยินเสียงเตรียมอาหาร เธออาจไม่สามารถเดินป่าระยะไกลเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังสนุกกับการออกไปข้างนอกบ้านอยู่เสมอ
ลูกชายของครอบครัวต่างไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้าน ทุนดราจะดีใจอย่างเห็นได้ชัด เธอจะคาบตุ๊กตามายั่วเหมือนจะบอกว่า “มาไล่ฉันสิ!” พลังความเป็นลูกสุนัขในตัวเธอยังไม่เคยหายไปไหน
วิธีรักษามะเร็งผิวหนังในสัตว์เลี้ยง
มะเร็งผิวหนังในสุนัขและแมวมีความคล้ายคลึงกับของมนุษย์อย่างมาก แนวทางรักษาหลักๆ ได้แก่:
การผ่าตัด: วิธีพื้นฐานและพบได้บ่อยที่สุด ใช้ตัดเอาเนื้องอกออก
การผ่าตัดด้วยเลเซอร์: อาจใช้ในบางกรณีที่เหมาะสม
การฉายรังสี: ตัวเลือกหนึ่งสำหรับมะเร็งผิวหนังบางประเภท
การจี้เย็น เลเซอร์ หรือยาทาเฉพาะที่: ใช้กับรอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งสัตว์เลี้ยงก็สามารถมีภาวะนี้ได้เช่นเดียวกับคน
ภูมิคุ้มกันบำบัดด้านมะเร็ง: ความก้าวหน้าใหม่ในวงการสัตวแพทย์ ช่วยเพิ่มโอกาสรักษาสัตว์เลี้ยงที่มีมะเร็งผิวหนังระยะลุกลาม
พูดง่ายๆ คือ ถ้าตรวจพบเร็ว ตัวเลือกการรักษาจะกว้าง และโอกาสรอดก็สูงขึ้นมาก
ป้องกันก่อนป่วย: เกราะกันแดดให้หมาแมว

ในรูปนี้ทุนดรากำลังพักฟื้นหลังผ่าตัดมะเร็งเซลล์มาสต์ จะเห็นรอยเย็บและบริเวณที่โกนขนบนศีรษะ คอ และอุ้งเท้า ช่วงเวลานั้นคือผลลัพธ์จากการสะสมแดดมาตลอดชีวิตกลางแจ้งของเธอ โชคดีที่ตรวจพบและรักษาทันจนตอนนี้กลับมาแข็งแรงดีแล้ว
หากคุณเป็นเจ้าของที่ชอบพาหมาแมวเที่ยวกลางแจ้ง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่แค่พาหมาออกไปวิ่งเล่น แต่ต้องคิดเรื่อง “กันแดด” ให้เขาด้วย
1. ร่มเงา: เกราะด่านแรกที่สำคัญที่สุด
สัตวแพทย์ยืนยันตรงกันว่า การปกป้องที่ดีที่สุดคือการให้ร่มเงาและหลบแดดโดยตรง โดยเฉพาะช่วงแดดแรงกลางวัน และควรทำตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่หน้าร้อน
เพราะสัตว์ไม่ขับเหงื่อเหมือนมนุษย์ การระบายความร้อนจึงทำได้ยากกว่า คุณควร:
จัดให้มีที่ร่มสำหรับสัตว์เลี้ยงทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง
เตรียมน้ำสะอาดให้เพียงพอเสมอ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน
ห้าม ทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในรถตามลำพัง แม้เพียงช่วงสั้นๆ เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถพุ่งสูงจนถึงระดับอันตรายได้อย่างรวดเร็ว
2. เสื้อผ้า: หมวก เสื้อ ใครว่าเป็นเรื่องเล่นๆ
สำหรับสัตว์เลี้ยงที่เลี่ยงแดดไม่ได้จริงๆ หรือจำเป็นต้องไปชายหาด ภูเขา หรือกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ การใช้เสื้อผ้าป้องกันแดดเป็นตัวช่วยที่ดีมาก
สิ่งที่ควรพิจารณา:
ปัจจุบันมีหลายบริษัทผลิตเสื้อกันผื่นและเสื้อผ้าป้องกัน UV สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ
แมวบางตัวก็สามารถใส่เสื้อผ้าได้ ถ้าเจ้าของค่อยๆ ฝึก และทำให้เขาคุ้นชิน
เสื้อยืดป้องกันรังสียูวีสำหรับคนบางแบบ ก็ใช้กับสุนัขได้เช่นกัน (แต่ต้องเลือกขนาดและความสบายเป็นหลัก)
มีแบรนด์ที่ผลิตแว่นตากันแดดสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ เหมาะกับสายลุยทะเล ภูเขา หรือขี่มอเตอร์ไซค์ออกทริป
3. หน้าต่างบ้านและรถ ก็ทำร้ายผิวได้
อย่าลืมว่า แสง UV สามารถลอดผ่านกระจกได้ แม้สุนัขหรือแมวจะนอนอยู่ริมหน้าต่างในบ้านอย่างสบายใจ แต่อาจกำลังโดนแดดแรงๆ ส่องซ้ำที่จุดเดิมทุกวัน
คุณอาจ:
ติดฟิล์มกันแดดบนกระจกรถและหน้าต่างบ้าน
ใช้ม่านบังแดดในจุดที่สัตว์เลี้ยงชอบไปนอนรับแดดเป็นประจำ
4. ครีมกันแดดสำหรับสัตว์เลี้ยง
สำหรับทริปกลางแดดจัดหรือวันที่ต้องพาสัตว์เลี้ยงไปอยู่กลางแจ้งนานๆ สัตวแพทย์แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดช่วย โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวโดนแดดตรงๆ เช่น:
จมูก
หู
บริเวณที่ขนบางหรือไม่มีขน
เคล็ดลับสำคัญ:
หลังทาครีมกันแดด ควรหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจสัตว์สักพัก ระหว่างรอให้ผลิตภัณฑ์แห้ง เพื่อลดโอกาสที่เขาจะเลียจนกลืนเข้าไป
เลือกใช้ครีมกันแดดที่ออกแบบมาสำหรับสุนัขและแมว
หากจำเป็นต้องใช้ของคน ให้เลือกครีมกันแดดสูตรน้ำสำหรับเด็ก และตรวจส่วนผสมให้ดี
หลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีสังกะสีออกไซด์ เพราะหากสัตว์เลียเข้าไป อาจเป็นพิษได้
สรุปสำหรับสายพาหมาเที่ยว: เที่ยวได้ แต่อย่าลืมกันแดดให้เขา
การได้เห็นสุนัขหรือแมววิ่งเล่นกลางแดด เป็นภาพที่ทำให้เจ้าของมีความสุข แต่ด้านมืดของแดดคือมะเร็งผิวหนังที่ค่อยๆ สะสมทีละนิดแบบไม่ทันรู้ตัว
สิ่งที่คุณควรทำเป็นประจำคือ:
หมั่นลูบตัวและสังเกตผิวหนังของสัตว์เลี้ยง
จดจำหลัก “ใหม่ เปลี่ยนแปลง หรือผิดปกติ” แล้วรีบพาไปตรวจถ้าพบสิ่งแปลกไปจากเดิม
วางแผนทุกทริปกลางแจ้งให้มีร่มเงา น้ำ เสื้อผ้า และครีมกันแดดสำหรับสัตว์เลี้ยง
คุณยังพาสัตว์เลี้ยงออกไปผจญภัยได้เหมือนเดิม เพียงแค่เพิ่มขั้นตอนเล็กๆ ในการปกป้องผิวของเขา เท่านี้ทั้งคุณและเพื่อนสี่ขาก็จะได้ใช้ชีวิตกลางแดดอย่างปลอดภัย และเก็บความทรงจำดีๆ ร่วมกันไปได้อีกนาน

