รับแอปรับแอป

ล้อเดียวบินข้ามแดน ฝ่าดินโคลนขึ้นเขา ปีนัง–อีโปห์ ทริปที่โค้งโหดแต่วิวโคตรคุ้ม!

ณัฐวดี ชูศรี01-30

ล้อเดียวไฟฟ้าพาข้ามแดน

เวลาผ่านไปแค่ไหน ความคิดถึงของสายล้อเดียวไฟฟ้ายังไม่เคยจาง โดยเฉพาะแก๊ง “เด็กซนกลุ่มนนท์” ที่ยังรวมตัวแน่น ๆ ออกทริปกันไม่เคยขาด

แต่สิ่งที่หลายคนรอคอยที่สุด คือ ทริป “ล้อเดียวเที่ยวต่างแดน” ที่จากทริปเล็ก ๆ กลายเป็นซีรีส์ต่างประเทศหลาย EP ไปแล้ว

คราวนี้ยกระดับความมันส์ พาล้อเดียวข้ามด่านสะเดา ลุยประเทศมาเลเซีย เป้าหมายคือ อีโปห์ – ปีนัง เมืองท่องเที่ยวตัวท็อป ที่ทั้งวิวดี ประวัติศาสตร์แน่น และเส้นทางเล่นล้อคือโหดสะใจ

กว่า 30 ชีวิตรวมพลที่อีโปห์

ทริปนี้มีกว่า สามสิบชีวิต จากกลุ่มเด็กซนกลุ่มนนท์ และเพื่อนล้อจากกลุ่มอื่น ๆ มารวมตัวกันด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ

“เที่ยวต่างแดนด้วยล้อเดียวไฟฟ้า ให้มีความสุขทุกกิโลเมตร”

จากชายแดนไทย ขบวนเคลื่อนลงใต้มาจนถึง เมืองอีโปห์ (Ipoh) เมืองสไตล์โคโลเนียลที่กำลังมาแรงด้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เต็มไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมแบบชิโน–โปรตุกีส ที่ให้ฟีลคล้าย ๆ เมืองเก่าภูเก็ตบ้านเรา

อีโปห์ยังดังเรื่องอาหารท้องถิ่น คาเฟ่เท่ ๆ และธรรมชาติรอบเมือง โดยเฉพาะภูเขาหินปูนที่เป็นเอกลักษณ์มาก

โลเคชันของอีโปห์อยู่ระหว่าง กัวลาลัมเปอร์ กับ จอร์จทาวน์ ทำให้กลายเป็นฮับคมนาคมทางบกที่สำคัญของมาเลเซียฝั่งตะวันตก และนี่เองคือจุดเริ่มต้นการวางล้อบนดินมาเลเซียครั้งแรกของทริปนี้

ภารกิจแรก: ไต่ Gunung Jerai

จากอีโปห์ ทริปพุ่งตรงไปที่ Gunung Jerai ภูเขาสูงในรัฐ Kedah ที่ระดับความสูงประมาณ 1,217 เมตร ถนนขึ้นเขาตัดเลียบไหล่เขา บรรยากาศโค้งต่อโค้ง ให้ฟีลคล้าย ๆ ทางขึ้นดอยอินทนนท์ของเชียงใหม่

ที่จุดสตาร์ต พี่กีฟท์ และพี่แมว ประสานงานกับกลุ่มล้อเดียวชาวมาเลเซียให้มาร่วมขบวน ทำให้ทริปนี้กลายเป็นการรวมพลังของสายล้อสองประเทศ

รถคันแล้วคันเล่าถูกเปิดท้าย เอาล้อเดียวลงมาสตาร์ต เช็กอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อม และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการเล่นล้อในมาเลเซียคือ “เชือกดึงล้อ” เพราะถ้าล้อหลุดลงข้างทางขึ้นมา เชือกนี่แหละที่จะช่วยชีวิต

เส้นทางขึ้นเขาดูเหมือนง่าย แต่ความจริงไม่เบา โค้งซ้อนโค้ง ทางชันยาว และต้องใช้สมาธิสูงมาก

เด็กรุ่นใหม่ก็โหดไม่แพ้ใคร

ทริปนี้ทำให้เห็นเลยว่า เด็กรุ่นใหม่เริ่มสนใจล้อเดียวเยอะขึ้น หนึ่งในดาวเด่นคือ น้องลาเต้ อายุแค่ 14 ปี แต่มีดีกรีเป็นนักแข่งล้อเดียวลงสนามมาแล้วหลายรายการ

ทักษะการคุมล้อของน้องคือไม่ธรรมดา แถมยังคอยช่วยซัพพอร์ตพี่ ๆ ระหว่างทางตลอด โดยเฉพาะช่วงทางชันและโค้งต่อเนื่องที่ต้องใช้แรงและเทคนิคเยอะ

ระหว่างทางขึ้นเขา ขบวนล้อได้วิ่งฝ่าหมอกจาง ๆ อากาศเย็นสบาย ให้บรรยากาศเหมือนขี่ล้ออยู่ในสรวงเมฆ

ด้านบนอากาศเย็นตลอดทั้งปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของพื้นที่ แต่ต้องบอกเลยว่า เส้นทางทั้งขึ้นและลงไม่เหมาะกับมือใหม่ เพราะบางช่วงถนนกำลังซ่อม หลุมบ่อเยอะจนคนที่นั่งอยู่ในรถยังรู้สึกเสียว

แต่พอมองไปที่กลุ่มล้อเดียวทั้งไทยและมาเลย์ ทุกคนยังมีรอยยิ้ม แซวกันไป หัวเราะกันไป บรรยากาศโคตรอบอุ่น

เช้าถัดมา: ลุยเส้นทางเทรลธรรมชาติ

คืนแรก ปักหมุดค้างคืนที่อีโปห์ เช้าวันใหม่คือไฮไลต์อีกชุด เพราะทีมมาเลเซียพาไปจัดเส้นทาง เทรลธรรมชาติ นอกเมือง ที่ทั้งดิบ ทั้งมัน และเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

ก่อนออกตัว พี่กีฟท์เรียกทุกคนมาฟังกติกา พร้อมเน้นเรื่องความปลอดภัย ส่วนพี่แมวคอยเช็กผ่านวิทยุสื่อสารเป็นระยะ ๆ

ไม่นานก็มีทีมจากกัวลาลัมเปอร์มาสมทบ ทำให้ขบวนล้อเกือบ สี่สิบคัน ดูอลังการมาก และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ มีคนไทยที่มาใช้ชีวิตอยู่มาเลเซียมาร่วมทริปด้วย

ทุกคนประจำที่บนล้อ พี่กีฟท์ตีธงให้สัญญาณสตาร์ต เสียงวิทยุสื่อสารเริ่มทำงาน รายงานสถานการณ์จากหัวขบวนถึงท้ายขบวนตลอดทาง

บางคนออกตัวได้สวย บางคนเริ่มรู้สึกว่า “ทางไม่ค่อยเป็นมิตร” เพราะฝนที่ตกเมื่อคืนทำให้พื้นดินกลายเป็น ดินเหนียวหนึบแบบตัวดี ซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของล้อเดียวเลย

ถึงอย่างนั้น เสียงแซว เสียงให้กำลังใจ ก็ยังดังเป็นระยะ เหมือนทุกคนพร้อมจะหัวเราะใส่ความลำบากมากกว่าบ่น

ดินเหนียวเล่นใหญ่ จนล้อตันทั้งขบวน

กลางทางในดงปาล์ม เสียงจากหัวขบวนดังมาทางวิทยุว่า “ไปต่อไม่ได้แล้ว” เพราะดินเหนียวติดล้อหนาจนเครื่องแทบไม่หมุน

จำเป็นต้องสั่งถอยทั้งขบวน แต่ปัญหาคือ บางคันติดหนักจนขยับแทบไม่ได้ ต้องหาวิธีช่วยเอาลงมาจากเส้นทาง

จังหวะนี้ทีมไทยโชว์ประสบการณ์เต็ม ๆ เพราะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ทุกคนจึงช่วยกันดึง ช่วยกันยกล้อของทั้งฝั่งมาเลเซียและฝั่งไทยลงมาจากดินเละ ๆ อย่างเป็นระบบ

วิธีแก้เบื้องต้นคือ พาล้อไปล้างดินออกในลำธาร กลายเป็นภารกิจหลักของเด็กใหม่สองคน ลาเต้ และ น้ำมนต์ ที่คอยดูแลล้อของน้า ๆ ช่วยกันหาม ช่วยกันล้าง ก่อนจะกลับขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยังเกาะปีนังต่อ

ข้ามสู่ปีนัง เมืองเก่ามรดกโลกสุดมีชีวิต

ปีนัง โดยเฉพาะเขตเมือง จอร์จทาวน์ คือจุดที่ทุกคนรอคอย เพราะนี่คือเมืองท่าประวัติศาสตร์แห่งแรกของอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา ทำให้มีผู้คนอพยพจากทั่วเอเชียหลั่งไหลเข้ามาตั้งรกราก

ในช่วงหนึ่ง จอร์จทาวน์เคยเป็นเมืองหลวงของเขตช่องแคบ ก่อนที่บทบาทด้านการบริหารจะถูกโอนไปให้สิงคโปร์ในภายหลัง กระทั่งยุคอาณานิคมอังกฤษ ชุมชนช่องแคบก็ถูกยกระดับเป็นอาณานิคมอย่างเต็มตัว

แม้เวลาจะผ่านไปยาวนาน แต่ปีนังก็ไม่หลุดจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จนในปี 2015 พื้นที่เขตเมืองได้รับการปรับสถานะให้ครอบคลุมทั้งเกาะและเกาะเล็ก ๆ ใกล้เคียงอีกครั้ง

ความพิเศษของจอร์จทาวน์คือ ยูเนสโกบรรยายเมืองนี้ไว้ว่าเป็นเมืองที่มี “สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมแบบผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์” เพราะเป็นจุดหลอมรวมทั้งเชื้อสายจีน อินเดีย มลายู รวมถึงร่องรอยยุคอาณานิคม

ที่นี่จึงขึ้นชื่อเรื่อง

  • สถาปัตยกรรมเก่าแบบชิโน–โปรตุกีสและบ้านเรือนโบราณ

  • วัฒนธรรมหลากศาสนาอยู่ร่วมกัน

  • อาหารสตรีทฟู้ดและของกินพื้นเมือง ที่ทำให้ปีนังได้ชื่อว่า เมืองหลวงแห่งอาหารของมาเลเซีย

โซนใจกลางเมืองจอร์จทาวน์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2008 และยังดูแลรักษาบรรยากาศเมืองเก่าได้ดีมากจนคนมาเยือนแล้วหลงรักได้ไม่ยาก

เดินล้อเที่ยวเมืองเก่า กลางคืนคืออีกโลกหนึ่ง

ยามค่ำคืน กลุ่มล้อเดียวเปลี่ยนโหมดจากสายลุยบนเขา มาเป็นสายชิลเดินเล่นในเมืองเก่า บรรยากาศรอบ ๆ จอร์จทาวน์คือดีมาก ถนนตรอกซอกซอยพาทะลุหากันได้แทบทุกแนว เมืองสะอาด เดินสบาย และรู้สึกปลอดภัย

ของกินมีให้เลือกเพียบ ทั้งสตรีทฟู้ด คาเฟ่ ร้านเก่าแก่ และร้านโลคัลที่คนพื้นที่แนะนำกันปากต่อปาก

ตึกสไตล์วินเทจยังถูกเก็บรักษาอย่างดี อยู่แทบทุกซอยที่วิ่งผ่าน ยิ่งทำให้การปั่นหรือขี่ล้อชมเมืองในตอนกลางคืนได้ฟีลเหมือนย้อนเวลาไปยุคอดีตแต่มีแสงไฟและชีวิตสมัยใหม่ผสมอยู่

วัดดังบนเขา วัดจีน–วัดไทย–วัดพม่า ครบในทริปเดียว

บนเกาะปีนังยังมีร่องรอยวัฒนธรรมจีนที่เด่นชัด โดยเฉพาะ วัดเก็กลกซี (Kek Lok Si) วัดจีนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง

ชื่อวัดแปลประมาณว่า “วัดแห่งสรวงสวรรค์” คนไทยรุ่นก่อนมักเรียกว่า “วัดเขาเต่า ปีนัง” เพราะตัววัดตั้งอยู่บนเขา และมีสระเลี้ยงเต่าจำนวนมาก ภายในยังมีองค์เจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่นอกแผ่นดินจีนซึ่งโดดเด่นมาก

เดิมทีเจ้าแม่กวนอิมองค์แรกเคยเกิดเหตุไฟไหม้จนเหลือเพียงส่วนศีรษะ ปัจจุบันจึงเป็นองค์ที่สองที่สร้างขึ้นใหม่อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม

จากบนวัด มองลงมาเห็นวิวเมืองปีนังจากมุมสูงชัดเจน ทั้งตัวเมือง ฝั่งทะเล และเส้นทางขึ้นเขาที่เพิ่งผ่านมาด้านล่าง

เส้นทางล้อสุดโหดบนเขาปีนัง

ความท้าทายของทริปนี้ยังไม่จบแค่เส้นทางเทรลดินเหนียว เพราะทุกคนได้รับคำเชิญให้ไปลองอีกหนึ่งเส้นทางที่ทั้งสวยและเสียวที่สุดของทริปบน เขาปีนัง (Penang Hill)

เส้นทางนี้พี่กีฟท์และพี่แมวตั้งใจให้กลุ่มมาเลเซียเป็นคนนำ เพื่อพาไปสัมผัสวิวและทางที่ “หาแบบนี้ไม่ได้ในเมืองไทย”

ทางขึ้นเขาปีนังค่อนข้างแคบ พื้นทางบางช่วงลื่นมาก ต้องใช้ความระมัดระวังสุด ๆ เพราะฝั่งขวาของทางส่วนใหญ่คือ หน้าผา แบบมองลงไปแล้วหนาวเล่นได้เลย

เชือกที่เตรียมมาจึงมีประโยชน์มาก หากเกิดเหตุล้อไหลหลุดลงข้างทางก็ยังมีตัวช่วยดึงขึ้นมาได้ แผนการเดินทางถูกแบ่งเป็น สามช่วง เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมขบวน

ใช้เวลาราวสามชั่วโมงบนเส้นทางนี้ เสียงฟีดแบ็กจากทุกคนตรงกันว่า

“แบบนี้แหละ เส้นทางในฝันที่เมืองไทยยังหาไม่ได้”

Penang Hill มุมธรรมชาติของเกาะมรดกโลก

โซน Penang Hill ไม่ได้มีแค่เส้นทางล้อโหด ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เนินเขาและป่าธรรมชาติที่โดดเด่นเหนือที่ราบลุ่มของมาเลเซีย จุดที่สูงที่สุดคือ Western Hill สูงจากระดับน้ำทะเลราว 833 เมตร

สมัยอาณานิคมอังกฤษ พื้นที่นี้เคยใช้เป็นสถานที่พักตากอากาศ ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะทั้งประวัติศาสตร์และธรรมชาติถูกผสมไว้ในที่เดียว

Penang Hill ยังเป็นส่วนหนึ่งของ เขตสงวนชีวมณฑล Penang Hill ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นหนึ่งในเขตสงวนชีวมณฑลของเครือข่ายโลก (WNBR) ของมาเลเซีย

ถ้าใครไม่ได้เล่นล้อเดียว วิธีขึ้นเขาที่ฮิตที่สุดคือ Penang Hill Railway รถรางที่เริ่มต้นจากย่าน Air Itam วิ่งขึ้นไปยังยอด Flagstaff Hill รวมระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านอุโมงค์บางช่วง ใช้ตั๋วใบเดียวขึ้น–ลงได้

ด้านบนมองเห็นทั้งตัวเมืองปีนัง และสะพานทั้งสองเส้นที่เชื่อมจากฝั่งมาเลเซียแผ่นดินใหญ่ข้ามสู่เกาะปีนังแบบเต็มตา

แวะกราบพระ วัดไทย–วัดพม่า บนเกาะปีนัง

ก่อนทริปจะปิดฉาก ทุกคนได้แวะ วัดไชยมังคลาราม วัดไทยชื่อดังบนเกาะปีนัง สร้างมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2388 ภายในมี พระนอนยาวที่สุดในมาเลเซีย ความยาวกว่า 108 ฟุต สวยเด่นอยู่ในอุโบสถ

จากนั้นยังข้ามถนนไปกราบพระที่ วัดพม่า ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกัน วัดนี้โดดเด่นด้วยศิลปกรรมแบบพม่า รายละเอียดอ่อนช้อย ประณีต มีพระพุทธรูปหยกขาวประดับลวดลายทองที่งดงามมาก

เป็นมุมสงบที่ตัดกับความมันบนเส้นทางล้อได้อย่างลงตัว

ทริปที่มากกว่าการเล่นล้อเดียว

ท้ายทริป ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความเหนื่อยถูกแทนที่ด้วยความอิ่มใจ เพราะไม่ได้แค่ได้เล่นล้อกันสุดแรง แต่ยังได้สัมผัสมาเลเซียแบบลึก ๆ ทั้งในมุมธรรมชาติ เมืองเก่า วัด วัฒนธรรม และผู้คน

สมาชิกหลายคนบอกตรงกันว่า นี่คือทริปที่ “คุ้มค่าเกินกว่าทริปเล่นล้อธรรมดา” เพราะทุกอย่างถูกจัดวางอย่างดีตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเส้นทาง การประสานงาน และการดูแลระหว่างเดินทาง

ความรู้สึกจากหัวใจสายล้อเดียว

“ล้อเดียวเที่ยวต่างแดน” ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ยังเต็มไปด้วยภาพความสุข เสียงหัวเราะ และน้ำใจที่ทุกคนมีให้กัน

เรามองเห็นพัฒนาการของแต่ละคนจากทริปแรกจนถึงทริปล่าสุด ทั้งทักษะการเล่นล้อ การดูแลกันบนทางไกล และความเป็นทีมที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ไม่มีใครรู้ว่าทริปหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ในใจของสายล้อทุกคนยังแอบหวังเหมือนกันว่า สักวันหนึ่ง “ล้อเดียวเที่ยวต่างแดน” จะกลับมาอีกครั้ง

และเมื่อทุกอย่างพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเวลา เส้นทาง หรือทีมเดินทาง เชื่อได้เลยว่า เราจะได้เห็นขบวนล้อเดียวข้ามพรมแดนไปสร้างเรื่องเล่าชุดใหม่อีกแน่นอน

ถ้าหัวใจยังรักการยืนบนล้อเดียว โลกทั้งใบก็ยังมีเส้นทางรอให้เราออกไปไถอยู่เสมอ