บินลงคางาวะ ทริปพิเศษที่เกินคำว่าเที่ยว
ทริปนี้คือการบินตรงลงจังหวัดคางาวะแบบไม่เหมือนใคร ตั้งแต่ก้าวลงเครื่องก็รู้เลยว่าทริปนี้ไม่ใช่แค่เที่ยว แต่คือการมาเปิดประสบการณ์ใหม่ให้คางาวะเข้าไปอยู่ในลิสต์จังหวัดโปรดในญี่ปุ่นแบบถาวร
โปรแกรมถูกจัดแน่น ทั้งสายแลนด์มาร์ก สายวิว สายกิน และสายศิลปะ แถมเน้นที่คางาวะเต็มๆ ทั้งเมืองหลักและเกาะรอบๆ ในทะเลเซโตะ เรียกว่ามาคางาวะครั้งเดียวได้รสชาติญี่ปุ่นอีกแบบที่ไม่จำเจเหมือนเมืองดังๆ ที่คุ้นกัน
สวนริทสึริน: แลนด์มาร์กที่ต้องเริ่มเช็คอิน

มาเหยียบจังหวัดคางาวะ เมืองทากามัตสึ สิ่งแรกที่ห้ามพลาดคือสวนเก่าแก่ระดับตำนาน ที่เคยเป็นบ้านพักตากอากาศและใช้รับรองแขกสำคัญของเมือง ก่อนจะกลายเป็นสวนสาธารณะให้คนทั่วไปเข้าได้ในยุคใหม่
แม้จะเป็นวันธรรมดา ที่นี่ก็ยังคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ ทั้งไต้หวัน จีน เกาหลี และที่เซอร์ไพรส์คือเจอกรุ๊ปคนไทยที่บินมาลงคางาวะแบบเดียวกันด้วย


แม้ช่วงที่ไปดอกซากุระยังไม่บาน แต่สวนก็ยังอบอุ่นด้วยดอกบ๊วยที่บานรอต้อนรับ เติมสีสันให้วิวสวนสีเขียวดูละมุนขึ้นอีกหลายระดับ


ทำวะซังบง สัมผัสวัฒนธรรมหวานละมุน
นอกจากเดินชมวิวสวยๆ ของสวนแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ลองทำขนมท้องถิ่นอย่าง วะซังบง น้ำตาลอ้อยเนื้อผงสีขาวเนียน ที่หวานแบบนุ่มละมุน ไม่เหมือนน้ำตาลไอซิ่งเลยทั้งรสชาติและสัมผัส

ได้ลองทำเองกับมือ ยิ่งทำให้เข้าใจความประณีตของขนมญี่ปุ่นมากขึ้น วัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในของหวานเล็กๆ ชิ้นเดียวมันเล่าเรื่องเมืองนี้ได้เยอะกว่าที่คิด
ซานุกิอุด้ง: เส้นเด้งๆ ที่เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัด
ทริปคางาวะ ถ้าไม่เริ่มมื้อแรกด้วยอุด้ง ถือว่าพลาดแรง เพราะที่นี่คือบ้านเกิดของ ซานุกิอุด้ง ชื่อที่มาจากชื่อเก่าของจังหวัด ซานุกิเลยกลายเป็นเหมือนลายเซ็นประจำถิ่นไปด้วย
ความพีคของซานุกิอุด้งคือเส้นที่ เหนียว เด้ง สู้ฟัน แตกต่างจากอุด้งทั่วไปที่นุ่มและขาดง่าย คนญี่ปุ่นรู้กันดีว่าถ้าพูดถึงอุด้งก็ต้องนึกถึงคางาวะ จนถึงขั้นเรียกเล่นๆ ว่าเป็น “อุด้งเค็ง” หรือจังหวัดแห่งอุด้งเลยทีเดียว
ร้านมื้อแรกอยู่ที่ชั้น 3 ของ Maritime Plaza Takamatsu ใกล้ท่าเรือ เพราะช่วงบ่ายต้องข้ามทะเลไปยังเกาะโชโดะชิมะพอดี



เส้นเด้งบวกซุปหอมๆ กับท็อปปิ้งจัดเต็ม แค่มื้อแรกก็รู้แล้วว่า “มาคางาวะเพื่อกินอุด้ง” ไม่ใช่แค่คำพูดเล่นๆ
ข้ามทะเลไป Olive Island เกาะโชโดะชิมะ
จากท่าเรือทากามัตสึ นั่งเรือข้ามไปเกาะโชโดะชิมะ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงถ้าเป็นเฟอร์รี่ หรือราวครึ่งชั่วโมงถ้าเป็นสปีดโบ๊ต แล้วแต่สไตล์และตารางเวลา
เกาะนี้ได้ฉายาว่า Olive Island หรือเกาะมะกอกของญี่ปุ่น เพราะเต็มไปด้วยสวนมะกอกและผลิตภัณฑ์จากมะกอกคุณภาพดี เรียกว่าถ้ารักสายเฮลท์ตี้หรือชอบของกูร์เมต์ ต้องให้เวลากับเกาะนี้สักหน่อย
ลงเรือปุ๊บก็ตรงไปสวนมะกอกก่อนเลย ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อเกาะนี้ไปในตัว
บนเกาะมีสวนมะกอกหลายแห่ง แต่ไฮไลต์ที่ห้ามข้ามคือ สวนมะกอกโชโดะชิมะ ที่เป็นทั้งจุดเที่ยวและที่พักรถยอดนิยมของคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
สิ่งที่ผลักดันให้ที่นี่ปังไปไกล คือการเป็นโลเกชันถ่ายทำภาพยนตร์ Kiki’s Delivery Service ฉบับคนแสดง กับภาพกังหันลมสีขาว ไม้กวาด และฉากหลังเป็นทะเลที่หลายคนคุ้นตามาก่อน
และแน่นอนว่า ใครมาก็ต้องสวมโหมดแม่มดน้อยหยิบไม้กวาดขึ้นมาถ่ายรูปกันสักช็อต

จากฮาเระอนนะถึงหิมะโปรย: อากาศเซอร์ไพรส์สุด
วันนั้นเริ่มต้นด้วยท้องฟ้าใส แดดดี แต่ตามพยากรณ์ก็บอกว่ามีโอกาสฝนตก พอเพื่อนสายฮาเระอนนะที่มาด้วยกลับเท่านั้นแหละ เหมือนเมฆฝนเพิ่งหาโอกาสโผล่มา
ยังไม่พอ แถมเจออากาศสุดเซอร์ไพรส์อย่าง หิมะตกที่คางาวะ อีกต่างหาก เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่ทริปกินลมชมวิวธรรมดา แต่ได้โบนัสฤดูหนาวเต็มๆ

เป้าหมายบนภูเขาในวันนั้นคือ หุบเขาคังคะเค จุดชมวิวระดับท็อปของญี่ปุ่น สูงราว 612 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิที่เย็นจัดทำให้หยดฝนกลายเป็นเกล็ดหิมะโปรยลงมาทั่วหุบเขา
แม้มองไม่เห็นวิวทะเลในเซโตะสีครามแบบในโปสเตอร์ แต่หิมะที่โปรยคลุมภูเขาจนเหมือนโรยน้ำตาลไอซิ่งบนขนมปัง ทำให้ทั้งฉากกลายเป็นภาพโทนขาวดำเหมือนงานวาดด้วยพู่กันจีน สวยไปอีกแบบจนลืมเสียดายวิวเดิมๆ ที่ตั้งใจจะเห็น



โชยุถังไม้แห่งโชโดะชิมะ กลิ่นที่จำได้ไม่ลืม
บนเกาะโชโดะชิมะไม่ได้มีดีแค่มะกอก แต่ยังเป็นแหล่งผลิต โชยุแบบดั้งเดิม ที่ควรค่าแก่การหิ้วกลับบ้านอย่างแรง
เอกลักษณ์คือการหมักใน ถังไม้โอเคะ ทำจากไม้สนตามวิธีโบราณ บรรยากาศในโรงหมักคือเต็มไปด้วยกลิ่นโชยุที่ตีขึ้นมาทักทายทันทีที่เจ้าของแง้มให้เข้าไปชมด้านใน



ใครที่ชอบทำอาหารหรืออินกับวัตถุดิบญี่ปุ่นแท้ๆ นี่คือของฝากที่ซื้อกลับแล้วไม่มีคำว่าเสียใจ
เดินย้อนเวลาในหมู่บ้านภาพยนตร์โชโดะชิมะ
ก่อนที่เกาะนี้จะดังจาก Kiki’s Delivery Service ที่นี่เคยเป็นโลเกชันระดับตำนานจากเรื่อง Twenty-four Eyes (24 ดวงตา) ที่ถูกรีเมกซ้ำหลายรอบในวงการหนังและซีรีส์ญี่ปุ่น
ปัจจุบันถูกจัดให้เป็นหมู่บ้านภาพยนตร์ที่ยังคงกลิ่นอายยุคโชวะ ทั้งห้องเรียนเก่าริมทะเล ตรอกเล็กๆ และบรรยากาศบ้านๆ ที่เดินแล้วรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในฟิล์มหนังสักเรื่อง



ศาลเจ้าโคโตฮิรากู: 785 ขั้นที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต
ถ้าเมืองทากามัตสึคู่กับสวนริทสึริน เมืองโคโตฮิระก็คู่กับ ศาลเจ้าโคโตฮิรากู ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่คนญี่ปุ่นอยากมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต
ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ต้องไต่บันไดจากด้านล่างขึ้นไปกว่า 785 ขั้นเต็มๆ


รอบนี้มีตัวช่วยนิดหน่อย ใช้บริการแท็กซี่ขึ้นไปถึงบริเวณใกล้คาเฟ่ Kamitsubaki ซึ่งอยู่ประมาณขั้นที่ 500 เหลือให้เดินต่อราว 285 ขั้น ก็ยังเหนื่อยใช้ได้แต่ย่นแรงไปได้เยอะ ใครฟิตก็เดินเต็มทาง ใครสายชิลก็ใช้วิธีนี้ได้สบายกว่า
โรงเรียนทำอุด้ง: จากเส้นบนเขียงสู่ชามในมือเรา
มาเมืองอุด้ง กินอย่างเดียวมันยังไม่สุด ต้องลอง ลงมือทำเอง สักครั้ง ที่ทางขึ้นศาลเจ้าโคโตฮิรากูมีโรงเรียนสอนทำอุด้งให้ได้สนุกกับทุกสเต็ป
ตั้งแต่ใช้เท้านวดแป้ง ใช้มือนวด กลึง รีด ตัดเส้น ต้ม แล้วปิดท้ายด้วยการนั่งกินอุด้งจากฝีมือตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจเส้นซานุกิอุด้งมากกว่าแค่คำว่า “เหนียวเด้ง” อีก



ปราสาทมารุกาเมะและวัดเซนทสึจิ: ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต
นอกเหนือจากสวนและศาลเจ้า คางาวะยังเต็มไปด้วยสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ถูกดูแลอย่างดี ทั้ง ปราสาทมารุกาเมะ และ วัดเซนทสึจิ ซึ่งยังคงบรรยากาศดั้งเดิมให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสประวัติศาสตร์แบบจับต้องได้
ปราสาทมารุกาเมะโดดเด่นด้วย 3 สถิติคู่ชื่อเสียง คือ
ฐานกำแพงหินที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น
หอคอยที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น
บ่อน้ำที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น



แค่ดูจากกำแพงหินก็รู้เลยว่าความสูงไม่ธรรมดา การเดินไต่เนินขึ้นจากด้านล่างไปยังตัวปราสาทด้านบนทำเอาหอบเบาๆ แต่ก็แลกมากับวิวสวยที่คุ้มแรง

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะกลายเป็นจุดชมซากุระยอดนิยม ต้นซากุระเรียงรายสองฝั่งทางเดินสร้างอุโมงค์สีชมพูที่แค่จินตนาการก็รู้แล้วว่าสวยแค่ไหน



วัดเซนทสึจิเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เป็นวัดลำดับที่ 75 บนเส้นทางแสวงบุญ 88 วัดของเกาะชิโกกุ และเป็นวัดบ้านเกิดของพระคุไค พระเกจิสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
ในฤดูที่ไป ด้านในวัดอบอวลไปด้วยสีชมพูของดอกเนะฮันซากุระที่บานเร็วกว่าเพื่อน ให้ฟีลทั้งศักดิ์สิทธิ์และโรแมนติกในเวลาเดียวกัน


พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิโกกุ: สายถ่ายรูปต้องหลงรัก
อีกหนึ่งจุดที่กำลังมาแรงจน ก.ไก่ยาวเป็นขบวน คือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิโกกุ ที่จัดแสงมุมได้สวยจนถ่ายยังไงก็รอด เหมาะกับทั้งสายครอบครัว สายคอนเทนต์ และคนที่ชอบเดินดูโลกใต้น้ำแบบไม่เร่งรีบ




เกาะ X วันเดียวเที่ยวสองเกาะ: เมงิจิมะ & โองิจิมะ
ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะคางาวะยังมีโหมด “ที่เที่ยวลับที่อยากบอกต่อ” อย่างการจัดชุดเที่ยวเกาะ X ที่สามารถเก็บได้สองเกาะในหนึ่งวัน

เมงิจิมะ: เกาะยักษ์ที่น่าเอ็นดูสุดๆ
เมงิจิมะคือเกาะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ เป็นที่ตั้งของถ้ำยักษ์ที่ต่อให้มาแล้วหลายครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ รอบนี้นอกจากถ้ำแล้วยังแอบเห็นทีมงานกำลังเตรียมงานศิลปะสำหรับเทศกาลศิลปะนานาชาติเซโตะอุจิอีกด้วย
วันนั้นลมที่เกาะแรงใช้ได้ อากาศเย็นจนต้องกอดตัวเองเบาๆ แต่แลกมากับท้องฟ้าใสที่มองเห็นท่าเรือทากามัตสึและสนามกีฬาริมทะเลอยู่ลิบๆ แบบชัดเจน



เดินชมวิวจากด้านบนและถ้ำยักษ์เสร็จ ก็ลงมาเดินเลียบทะเลชมงานศิลปะกลางแจ้งต่อ ฝูงนกนางนวลวันนั้นเหมือนทำงานล่วงเวลา บินกันไม่หยุด เสียงลมกระทบแท่นเหล็กก้องดังราวกับเสียงร้องของนกริมทะเลจริงๆ น่าเสียดายแค่งานศิลปะบางชิ้นต้องถอดออกเพราะลมแรงในฤดูหนาว


โองิจิมะ: เกาะที่แมวคือเจ้าถิ่นตัวจริง
จากเมงิจิมะไปต่อที่ โองิจิมะ เดิมทีตั้งใจจะมาดูงานศิลปะ แต่สุดท้ายแพ้ให้กับบรรดาเหมียวประจำเกาะแบบหมดรูป
เหล่าแมวเดินอ้อนกันแบบไม่หวงความน่ารัก ทาสแมวทุกคนเลยจำต้องยอมแพ้ด้วยกฎเหล็กว่า “คนหิวแมวต้องอิ่ม” คือหิ้วท้องได้ แต่ห้ามลืมเติมพลังให้บรรดาเจ้าเหมียวก่อน




ซอฟต์ครีมรัวๆ ปิดท้ายสายหวาน
นอกจากซานุกิอุด้งและไก่ติดกระดูกที่เป็นเมนูห้ามพลาดแล้ว ทริปนี้ยังได้ลองซอฟต์ครีมหลากหลายแบบ บอกเลยว่าสายไอศกรีมจะหลงรักคางาวะโดยไม่รู้ตัว





มีเพียงความเสียดายนิดเดียวที่ยังไม่ได้ลอง ซอฟต์ครีมอุด้ง เมนูสุดครีเอตที่ต้องเก็บไว้เป็นข้ออ้างกลับมาคางาวะอีกครั้ง
บทสรุป: จังหวัดเล็กๆ แต่ความทรงจำใหญ่โต
ตลอดทริปคางาวะครั้งนี้ ทั้งวิว สวน ศาลเจ้า ปราสาท เกาะเล็ก เกาะน้อย งานศิลปะ อุด้ง ซอฟต์ครีม และผู้คน ล้วนทำให้รู้สึกว่า นี่คือจังหวัดเล็กๆ ที่ใจใหญ่ และทำให้หัวใจเราพองโตได้จริงๆ
หวังว่าคราวหน้าจะได้กลับมาเปิดโลเกชันลับใหม่ๆ ในคางาวะ พร้อมภารกิจตามหาและพิชิตซอฟต์ครีมอุด้งให้สำเร็จ


