รับแอปรับแอป

5 เกมเปลี่ยนโซลาร์ปี 2569: ทำไมพลังงานไทยกำลังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ศิริพร วัฒนานุกูล01-30

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ยุคทองพลังงานสะอาด

ท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศที่หนักขึ้นทุกปี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ ยุคทองของพลังงานสะอาด แบบเต็มตัว โดยมีไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นตัวละครหลักที่เปลี่ยนจาก “เป้าหมายบนกระดาษ” ไปสู่โครงการจริงขนาดใหญ่ที่จับต้องได้

รายงานจาก BloombergNEF คาดว่าในช่วงปี 2568–2569 จะมีโครงการพลังงานสะอาดเปิดประมูลรวมไม่ต่ำกว่า 20 กิกะวัตต์ และพระเอกของเวทีครั้งนี้คือ พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ถูกคาดหวังว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่สูงถึง 4.8 กิกะวัตต์ หรือโตมากกว่า 1.5 เท่า จากปีก่อน

ไทยเร่งเครื่องด้วยนโยบาย “Quick Big Win”

ประเทศไทยเดินเกมพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ผ่าน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 47% ภายในปี 2578

หัวใจสำคัญคือการเปิดเสรีภาคพลังงานด้วยนโยบาย Direct PPA (DPPA) ที่เปิดทางให้ภาคธุรกิจสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง รวมถึงโครงการ โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่ช่วยทั้งเศรษฐกิจฐานรากและความยั่งยืนไปพร้อมกัน

ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” การพัฒนาโซลาร์ถูกดันในทุกระดับ โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนที่เปิดพื้นที่ให้เอกชนลงทุนโซลาร์ฟาร์มแบบติดตั้งบนพื้นดินอย่างจริงจัง

รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณกว่า 7.5 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโซลาร์สำหรับอาคารภาครัฐ โรงพยาบาล ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบประปาหมู่บ้าน ขณะเดียวกัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังเตรียมลงทุนราว 3 พันล้านบาท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นจากทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้งหมดนี้ทำให้ภูมิทัศน์พลังงานของไทยและภูมิภาคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้ทุกประเทศต้องหา โซลูชันพลังงานที่ทั้งยั่งยืน เสถียร และรวดเร็ว

5 นวัตกรรมโซลาร์ที่จะเปลี่ยนเกมปี 2569

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้จริงทั้งเร็วและคุ้มค่า ทรินาโซลาร์ ในฐานะผู้นำโซลูชันพลังงานระดับโลก ได้ชี้ 5 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่จะเป็นตัวเร่งในปี 2569

1) LFP + BESS: เปลี่ยนโซลาร์ให้จ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง

หากจะให้โซลาร์ก้าวจากพลังงานทางเลือกไปเป็น พลังงานหลักของระบบไฟฟ้า คีย์เวิร์ดที่หนีไม่พ้นคือ ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) และ เทคโนโลยีลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP)

  • ตลาด BESS กำลังโตแบบก้าวกระโดด คาดว่าจะมีมูลค่าราว 76.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และพุ่งถึง 172.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

  • อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 17.6%

  • ปัจจัยหนุนหลักมาจาก ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ความปลอดภัยดีขึ้น และต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แบตเตอรี่ LFP ได้เปรียบทั้งด้านความปลอดภัย อายุการใช้งาน และต้นทุน จึงถูกใช้ทั้งในระบบกักเก็บพลังงานแบบอยู่กับที่ และใน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เมื่อยอดใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ปริมาณการผลิตแบตเตอรี่ก็เพิ่มตาม ทำให้ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งถูกลง และส่งผลบวกต่อทั้งอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน

วันนี้หลายประเทศทั่วโลกเร่งลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้โซลาร์และลมไม่ใช่แค่ผลิตไฟฟ้าเฉพาะตอนแดดออกหรือลมแรง แต่สามารถ เก็บและจ่ายไฟได้อย่างเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง

2) การผนวกรวมโซลาร์ + ระบบกักเก็บ: หัวใจของกริดอนาคต

เวทีระหว่างประเทศย้ำเรื่องนี้ชัดเจน ในการประชุม COP30 (2025) ผู้นำทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดคือทางหลักในการรับมือภาวะโลกร้อน และการผนวกรวมแหล่งพลังงานหมุนเวียนกับระบบกักเก็บพลังงาน คือกลยุทธ์สำคัญของทุกประเทศ

โซลาร์และลมมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่อง แต่เมื่อจับคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน รูปเกมจะเปลี่ยนทันที

  • กริดมีความเสถียรมากขึ้น

  • สามารถจ่ายไฟจากพลังงานที่กักเก็บไว้ในช่วง พีคโหลด หรือช่วงแดดน้อย

  • โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนสามารถทำงานได้ เต็มประสิทธิภาพ มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น โครงการ Limestone Coast North Energy Park ในออสเตรเลีย ที่เลือกใช้ระบบกักเก็บพลังงานของ Trina Storage ขนาด 250 MW / 500 MWh กลายเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจว่าระบบกักเก็บพลังงานสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางไฟฟ้าให้ทั้งภูมิภาคได้จริง

3) ใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์: จากที่รกร้างสู่ฮับพลังงาน

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คือ การใช้ที่ดินให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานหรือพื้นที่กึ่งเกษตรกรรม

ในมณฑลซานตง ประเทศจีน มีการปรับปรุง เหมืองร้าง ให้กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาด 150 เมกะวัตต์ ที่รวมทั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ระบบกักเก็บพลังงาน การเกษตร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าเราสามารถ ผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับใช้ที่ดินทำเกษตรหรือประมงได้ในพื้นที่เดียว

อีกกรณีที่น่าสนใจคือโครงการไมโครกริดอัจฉริยะของทรินาโซลาร์ที่สำนักงานใหญ่ในจีน

  • ใช้โครงสร้างหลังคาที่จอดรถติดตั้งแผงโซลาร์

  • ผสานกับระบบกักเก็บพลังงานแบบ All-in-one

  • รองรับการชาร์จแบบสองทิศทาง ทั้งจากระบบผลิตไฟฟ้าสู่รถยนต์ไฟฟ้า และจ่ายไฟคืนสู่กริด (V2G)

โมเดลนี้สร้าง ระบบนิเวศพลังงานหมุนเวียนครบวงจร ตั้งแต่ “การผลิต – การจัดเก็บ – การชาร์จ – การคายประจุ” และเป็นตัวอย่างชัดเจนของการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อให้โซลาร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

4) แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูง: ยิงแสงเดียวให้ไฟออกมากสุด

การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจะไปต่อได้ ต้องมาพร้อมกับ แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ เพราะโซลาร์ยังคงเป็นเสาหลักของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

ความก้าวหน้าล่าสุดของเซลล์แสงอาทิตย์แบบ แทนเดม เพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน ช่วยดันประสิทธิภาพของโซลาร์พีวีขึ้นไปถึง 31% ซึ่งถือว่าสูงมากในเชิงอุตสาหกรรม

ทรินาโซลาร์เดินเกม R&D อย่างหนัก ด้วยเทคโนโลยีอย่าง

  • TOPCon Ultra

  • เซลล์แทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน

และสร้างสถิติโลกใหม่ถึง 5 รายการ ทั้งด้านประสิทธิภาพของเซลล์และกำลังไฟฟ้าของโมดูล โดยมีโมดูลขนาดราว 3.1 ตารางเมตร ที่ให้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 841 วัตต์ พร้อมประสิทธิภาพระดับ 31%

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการพัฒนาโซลาร์พีวีรุ่น Shield ที่ออกแบบมาให้ทนสภาพอากาศสุดขั้ว สามารถทนลูกเห็บเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 75 มม. ที่กระทบในมุม 60° ได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนโดยตรง

5) ดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว: เมื่อโลกดิจิทัลต้องคิดเรื่อง ESG

ดาต้าเซ็นเตอร์คือหัวใจของ เศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในมุมพลังงานแล้ว มันคือ “โรงไฟฟ้าในคราบเซิร์ฟเวอร์” เพราะใช้ไฟฟ้ามหาศาล

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวใช้พลังงานเทียบเท่าเมืองขนาดเล็กหนึ่งเมือง

  • ต้นทุนพลังงานคิดเป็นราว 30–50% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด

ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะในยุโรป จึงเริ่มยกระดับมาตรฐาน ESG อย่างจริงจัง ครอบคลุมตั้งแต่

  • การจัดหาพลังงานหมุนเวียน

  • การนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่

  • การเพิ่มประสิทธิภาพระบบทำความเย็น

  • การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรอบคอบ

ในด้านเทคนิค มีการนำเทคโนโลยีระบายความร้อนยุคใหม่ เช่น การระบายความร้อนด้วยของเหลว และระบบจัดการการไหลเวียนอากาศขั้นสูง เข้ามาลดการใช้พลังงานเพิ่มเติม

เมื่อผสานกับระบบจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถลดการใช้ไฟ ปรับโหลดให้มีประสิทธิภาพ และลดรอยเท้าคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ประเทศไทยเองก็เดินหน้าอย่างจริงจัง ด้วยนโยบายและมาตรการที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงกระบวนการอนุมัติโครงการที่คล่องตัวขึ้น ทรินาโซลาร์มีบทบาทในการจัดหาแผงโซลาร์พีวีและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อช่วยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเดินหน้าไปสู่ การดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริหารจัดการภายใต้กรอบความยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังกลายเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ในระยะยาวด้วย

ไทยในฐานะแถวหน้าพลังงานสะอาดของภูมิภาค

เมื่อมองภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศต่าง ๆ กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำที่เดินหน้าเชิงรุก ทั้งด้านนโยบาย การลงทุน และการเปิดรับนวัตกรรม

5 นวัตกรรมโซลาร์หลัก ตั้งแต่

  • การผนวกรวมพลังงานหมุนเวียนกับระบบกักเก็บพลังงาน

  • การใช้ที่ดินอย่างสร้างสรรค์

  • การพัฒนาแผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงและทนทาน

  • ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว

ทั้งหมดช่วย ปลดล็อกโอกาสใหม่ ให้กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

สำหรับทรินาโซลาร์ บทบาทไม่ได้หยุดแค่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังมุ่งสร้าง พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และบูรณาการโซลูชันการจัดการพลังงานให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศในภูมิภาค เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง

ภายใต้ภารกิจ “Solar Energy for All” นวัตกรรม การบูรณาการ และความร่วมมือ คือสามแกนหลักที่จะพาเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก้าวไปสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ทั้ง เท่าเทียม เสถียร และยั่งยืน

ท้ายที่สุด การพัฒนาโครงการโซลาร์ในระดับประเทศจะสำเร็จได้ ต้องอาศัย การทำงานร่วมกันของรัฐ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานวิจัย หากทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ภูมิภาคนี้มีศักยภาพมากพอที่จะก้าวขึ้นเป็น ผู้นำระดับโลกด้านพลังงานหมุนเวียน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง