เปิดโต๊ะโอมากาเสะ แล้วย้อนกลับไปหากลิ่นปลาร้า
ถ้ามีใครบอกว่าซูชิในร้านโอมากาเสะสุดเนี้ยบที่เรานั่งกินกันทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากภูมิปัญญาหมักปลาของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร้อนชื้นไม่แพ้บ้านเรา หลายคนคงฟังแล้วขมวดคิ้ว
แต่ถ้าลองวางภาพซูชิคำสวย ข้าวเงาวับ ปลาดิบวางเรียงอย่างประณีตเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ย้อนกลับไปดูว่า กว่าจะมาเป็นซูชิหนึ่งคำ มันเดินทางข้ามภูมิภาคและวัฒนธรรมมาอย่างไร คุณจะเริ่มได้กลิ่นคุ้นๆ ของปลาร้า ปลาส้ม ลอยขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว
1. ซูชิแบบที่เราคุ้น ยังถือว่าเด็กมาก
“นิกิริซูชิ” หรือซูชิข้าวปั้นหน้าปลาดิบที่เห็นกันตั้งแต่ร้านสายพานจนถึงโอมากาเสะหรู เพิ่งโผล่ขึ้นมาบนโลกเมื่อราว ค.ศ. 1824 เอง รวมอายุแล้วก็แค่ราว 200 ปีนิดๆ เท่านั้น
หน้าตาเหมือนทำง่าย แค่ปั้นข้าวโปะปลาสด แต่จริงๆ แล้วนี่คือ ขั้นปลายของวิวัฒนาการยาวนานหลายพันปี
เพราะก่อนจะมีข้าวปั้นคำงามๆ ให้เชฟส่งต่อมาด้วยมือเปล่า ซูชิไม่ใช่อาหารสวยหรู แต่คือ “เทคนิคเอาชีวิตรอด” ของคนที่ต้องหาวิธีเก็บปลาให้อยู่ได้นานที่สุดต่างหาก
2. ย้อนกลับไปยุคที่ซูชิคือปลาหมักเปรี้ยวๆ
ในกฎหมายญี่ปุ่นปี ค.ศ. 718 มีการพูดถึงอาหารชนิดหนึ่งชื่อ “นาเระซูชิ” เอาไว้ ใช้เป็นของกำนัลในวังเสียด้วย ไม่ใช่อาหารริมทาง
วิธีทำแบบดั้งเดิมคือ
เอาปลามาคลุกกับข้าวและเกลือ
ใส่ภาชนะปิดให้แน่น แล้วหมักทิ้งไว้นานตั้งแต่ 6 เดือน จนลากยาวไปได้ถึง 4 ปี
พอถึงเวลาจะกิน ก็ทิ้งข้าวไป คีบเฉพาะเนื้อปลาที่เปื่อยยุ่ย เปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาเท่านั้น
ในมุมของคนยุคนี้มันอาจดู “โหด” แต่ในมุมของนักประวัติศาสตร์อาหาร นี่คือ ต้นตระกูลซูชิทั้งสาย ที่ยังไม่สวย แต่โคตรอยู่รอด
3. จีนไม่ได้เป็นต้นทาง แต่เป็นคนช่วยกระจายสูตร
ในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) มีการพูดถึงอาหารชื่อ “ชูซื่อ” (鮓) ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า “ซูชิ” ในภายหลัง
เอกสารเก่าเล่าว่า “ชูซื่อ” คือปลาเค็มหมักกับข้าว หน้าตาและกระบวนการคล้ายปลาร้าหรือปลาส้มอย่างน่าประหลาด และในตำราจีนช่วง ค.ศ. 544 ก็ยังมีบันทึกวิธีทำอย่างละเอียด
ตรงนี้ฟังเผินๆ อาจเหมือนจีนคือเจ้าตำรับซูชิ แต่เมื่อขุดหลักฐานลึกลงไปจะพบว่า
จีนรับ “เทคนิคหมักปลา” มาต่อยอด
แล้วค่อยส่งต่อให้ญี่ปุ่นหยิบไปพัฒนาต่อ
ส่วนต้นกำเนิดจริงๆ ของเทคนิคสำคัญนี้ กลับอยู่ใกล้บ้านเรากว่าที่คิดมาก — ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่เอง
4. คนลุ่มน้ำโขงคือผู้คิดสูตรหมักปลาเก็บชีวิต
หลักฐานทางโบราณคดีและงานวิจัยด้านอาหารชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เทคนิคการหมักปลากับข้าวเพื่อถนอมอาหาร เกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่ราว 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
แก่นของภูมิปัญญานี้เรียบง่ายแต่เฉียบคมมาก
ภูมิอากาศร้อนชื้นทำให้เนื้อปลาเสียไว
ผู้คนจึงต้องหาวิธี “ขังโปรตีน” เอาไว้กินยาวๆ ให้พ้นฤดูและพ้นวิกฤต
เลยอาศัยกระบวนการหมักด้วยกรดแลคติกจากแบคทีเรียในข้าว เปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นกรด คุมการเน่าเสียไปในตัว
จะเรียกว่าคือ วิทยาศาสตร์การหมักในเวอร์ชันชาวบ้านลุ่มน้ำโขง ก็ว่าได้
5. ปลาร้า-ปลาส้ม คือหลักฐานที่ยังมีชีวิต
ถ้าจะหาตัวอย่างที่จับต้องได้ของเทคนิคหมักปลาแบบโบราณในปัจจุบัน ก็ไม่ต้องไปไกลถึงห้องทดลอง แค่เปิดไหปลาร้า หรือชิมปลาส้มสักชิ้น ก็เหมือนได้ชิมประวัติศาสตร์หลายพันปีเข้าไปในคำเดียว
ปลาร้า ปลาส้ม ในวัฒนธรรมไทย-ลาว คือ “เมนูยิ่งหมักยิ่งนัว”
ภาชนะดินเผายุคเหล็กที่พบที่โนนวัด โคราช อายุราว 2,100–2,500 ปีก่อน ซึ่งมีเศษกระดูกปลาช่อน ปลาดุกอยู่ข้างใน ยิ่งช่วยยืนยันว่าคนแถบนี้หมักปลาไว้กินกันมานานแล้ว
พูดแบบไม่ต้องอ้อมคือ อาเซียนเรานี่แหละคือเจ้าของสูตรดั้งเดิม ก่อนที่คนจีนจะเรียนรู้แล้วพกวิธีนี้ต่อไปให้ญี่ปุ่นหยิบไปใช้ จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของซูชิในเวลาต่อมา
6. ซูชิยุคแรกเหมือนปลาร้าหรือปลาส้มกันแน่?
เมื่อลองเทียบ “นาเระซูชิ” ของญี่ปุ่นกับเมนูหมักปลาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการก็ยังถกกันไม่จบว่ามัน “คล้ายใคร” มากกว่ากัน
ถ้าดูจากรายละเอียดกระบวนการทำ
การใช้ข้าวสุกเป็นตัวช่วยหมัก
ชนิดของแบคทีเรียที่เข้ามามีบทบาท
จะพบว่า นาเระซูชิใกล้เคียงปลาส้ม อยู่พอสมควร
แต่ถ้าหันไปมองอีกด้านหนึ่งอย่าง
ระยะเวลาหมักที่ยาวนานมากๆ
ความเปรี้ยวเค็มเข้มข้นและซับซ้อนจากการอยู่ในอากาศเย็นกว่า
ภาพก็เริ่มขยับเข้าใกล้ ปลาร้า มากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางยุคสมัย นาเระซูชิยังถูกใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ซึ่งมีนัยใกล้เคียงกับบทบาทของปลาแปรรูปหมักดองในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงเช่นกัน
คำตอบสุดท้ายเลยยังไม่ฟันธงแน่นอนได้ว่าเหมือนอะไรที่สุด แต่สิ่งที่ชัดมากแล้วคือ ต้นทางเทคนิคหมักปลาแบบนี้มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แน่นอน
7. คนโขงคิด – จีนเผยแพร่ – ญี่ปุ่นต่อยอดจนกลายเป็นโอมากาเสะ
ภาพใหญ่ของวิวัฒนาการซูชิจึงเหมือนรีเลย์ยาวๆ ที่ส่งต่อกันสามช่วงสำคัญ
ช่วงแรก: คนลุ่มน้ำโขงคิดค้นวิธีหมักปลากับข้าวเพื่อยืดอายุอาหาร
ช่วงต่อมา: จีนหยิบไปใช้ เผยแพร่ และบันทึกไว้ในตำราอาหาร
ช่วงพลิกเกม: ญี่ปุ่นนำวิธีนี้ไปปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอาหารประจำชาติ และสุดท้ายกลายเป็นวัฒนธรรมโอมากาเสะแบบที่เห็นในปัจจุบัน
ระหว่างทาง ซูชิไม่ได้เปลี่ยนทีเดียวจบ แต่ไต่ขั้นไปทีละสเต็ปอย่างน่าสนใจ
ไทม์ไลน์วิวัฒนาการซูชิแบบรวบรัด
ยุคแรก (ศตวรรษที่ 8): “นาเระซูชิ” หมักปลาเป็นปี ข้าวมีหน้าที่เป็นตัวช่วยหมัก กินจริงทิ้งข้าว กินแต่ปลาเปรี้ยวๆ
ยุคกลาง: เกิด “นามานาเระ” ลดเวลาหมักลง ไม่เปรี้ยวจนขั้นสุด เริ่มมีการกินข้าวที่หมักไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่ตัวปลา
ยุคเอโดะตอนต้น: จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเอา “น้ำส้มสายชู” มาใช้กับข้าว เกิดเป็น “ฮายะซูชิ” หรือซูชิแบบทำแล้วกินได้เร็ว ไม่ต้องรอหมักข้ามปี รวมถึง “โอชิซูชิ” ซูชิอัดในแถบคันไซ
ราวปี 1824: การปฏิวัติวงการซูชิ
เชฟ “ฮานายะ โยเฮย์” ในเมืองเอโดะปิ๊งไอเดีย ใช้ปลาสดวางบนข้าวปั้นที่ปรุงรสน้ำส้มสายชูเรียบร้อย กลายเป็น “นิกิริซูชิ” ที่ทั้งเร็ว ทั้งหรู ดูสะอาด และอร่อยในคำเดียวยุคใหม่: นิกิริซูชิกระจายตัวทั่วญี่ปุ่น มีทั้งสาย “เอโดะมาเอะ” ที่เน้นความประณีต คุณภาพสูง และสาย “ซูชิสายพาน” ที่เข้าถึงง่าย ก่อนจะเดินทางข้ามทะเลไปดังทั่วโลก ปรับหน้าตาและรูปแบบไปเรื่อยๆ ตามแต่ละสังคม
8. อะไรผลักซูชิจากอาหารหมักบ้านๆ สู่ศิลปะบนจาน
ถ้าจะสรุปว่าอะไรคือแรงผลักสำคัญที่ทำให้ซูชิหลุดจากไหหมัก กลายมาอยู่ในเคาน์เตอร์ไม้หอมๆ ของร้านโอมากาเสะ คำตอบไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการประสานกันของหลายปัจจัย
8.1 น้ำส้มสายชู: ตัวเปลี่ยนเกมรสชาติ
การนำ “น้ำส้มสายชู” มาใช้กับข้าวทำให้
ได้รสเปรี้ยวทันที ไม่ต้องรอหมักเป็นปี
ควบคุมคุณภาพและรสได้ง่ายขึ้น
เปิดทางให้การใช้ “ปลาสด” มากขึ้น เพราะไม่ต้องพึ่งรสหมักอย่างเดียว
นี่คือก้าวกระโดดที่ทำให้ซูชิเริ่มเดินห่างจากโลกของปลาแปรรูปหมักเค็มๆ และเข้าใกล้โลกของ “อาหารสด” มากขึ้นทุกที
8.2 ระบบขนส่ง: ปลาออกจากทะเลมาถึงเมืองได้เร็วขึ้น
เมื่อระบบขนส่งพัฒนาดีขึ้น เมืองหลวงอย่างเอโดะก็สามารถรับปลาทะเลสดๆ เข้ามาได้แบบไม่เสียคุณภาพเหมือนเมื่อก่อน
คนเมืองจึงเริ่มรู้จักและติดใจรสชาติของปลาสดที่ยังมี “ความเป็นทะเล” อยู่เต็มคำ ไม่ใช่แค่รสหมักจัดๆ จากไหหรือถัง
8.3 เมืองโต คนเร่งรีบ ต้องการฟาสต์ฟู้ดที่ดูดีและกินง่าย
เอโดะเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้คนมีชีวิตที่รีบเร่งขึ้น อาหารที่ตอบโจทย์ต้อง
กินไวได้ในไม่กี่คำ
อิ่มท้องแต่ไม่หนักเกินไป
รสชาติชัดเจน หยิบง่ายจากหน้าเคาน์เตอร์
“นิกิริซูชิ” จึงกลายเป็นฟาสต์ฟู้ดริมทางที่ทั้งเท่และอร่อยในยุคนั้น ก่อนจะขยับขึ้นมาอยู่ในร้านหรูในเวลาต่อมา
8.4 เชฟญี่ปุ่น: จากถนอมอาหารสู่การจัดวางอย่างมีศิลปะ
อีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ สายตาและมือของเชฟ
เชฟอย่างฮานายะ โยเฮย์ และผู้สืบทอดในรุ่นต่อๆ มา ไม่ได้แค่สนใจเรื่องรสชาติอย่างเดียว แต่ยังใส่ใจ
ความสดของวัตถุดิบ
ความสวยงามของการจัดวาง
อุณหภูมิของข้าวและปลาทุกคำ
ผลที่เกิดขึ้นคือ ซูชิหลุดจากภาพอาหารเพื่ออยู่รอด กลายเป็น งานศิลปะบนจาน ที่คนพร้อมจะจ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ มากกว่าจะกินเพื่อให้อิ่มอย่างเดียว
เมื่อผู้คนเริ่มหลงรักความละเมียดละไมของซูชิแบบใหม่ รสนิยมก็เริ่มขยับจากความ “หมักหนักๆ” ไปหา “ความสดสะอาด” ที่พอดีและสมดุลแทน
9. เส้นทางยาวจากไหปลาร้าถึงเคาน์เตอร์โอมากาเสะ
ถ้ามองจากมุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางของซูชิคือเรื่องเล่าที่ทั้งสนุกและน่าภูมิใจ
เริ่มจากภูมิปัญญาของ “คนลุ่มน้ำโขง” ที่ต้องเอาตัวรอดในอากาศร้อนด้วยการหมักปลา (ในแบบที่เราเรียกกันวันนี้ว่าปลาร้าหรือปลาส้ม)
ผ่านมือ “คนจีน” ที่หยิบวิธีนี้ไปใช้ บันทึกไว้ในตำรา และส่งต่อข้ามทะเล
ไปเบ่งบานสุดพีกที่ญี่ปุ่น ด้วยกระบวนการ “ปรับปรุงไม่หยุดนิ่ง” ของเชฟและสังคมที่ให้คุณค่ากับรายละเอียด
เทคโนโลยีการเก็บรักษาอาหาร สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป วัฒนธรรมเมืองที่เติบโต รสนิยมของผู้กิน และฝีมือเชฟ ล้วนร่วมกัน ปั้นซูชิจากอาหารในไห ให้กลายเป็นงานศิลปะบนเคาน์เตอร์ไม้ ที่คนทั่วโลกต่อคิวรอได้อย่างไม่เบื่อ
แม้ว่าหน้าตาจะเปลี่ยนไปจากปลาในไหขุ่นๆ เป็นซูชิคำเงาวับในร้านโอมากาเสะ แต่หัวใจสำคัญของมันยังคงเดิมไม่เปลี่ยน นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าวกับปลา ที่เชื่อมโยงผู้คนจากต่างยุค ต่างภาษา ต่างภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น
ทุกคำที่เรากินในวันนี้ จึงไม่ได้มีแค่รสชาติของทะเลและน้ำส้มสายชูเท่านั้น แต่ยังมีร่องรอยของ
ลุ่มแม่น้ำโขง
ไหปลาร้าข้างครัวบ้าน
และภูมิปัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซ่อนอยู่ในนั้นแบบที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน
10. จากนี้ไป เวลาเข้าร้านซูชิ ลองฟังเสียงจากปลาร้าดูสักนิด
ครั้งหน้าเมื่อคุณนั่งที่หน้าเคาน์เตอร์โอมากาเสะ เชฟวางนิกิริหนึ่งคำลงบนจานหินเงียบๆ ลองหยุดมองคำเล็กๆ นั้นสักหน่อย แล้วถามตัวเองเล่นๆ ว่า
ถ้าย้อนไทม์ไลน์กลับไปเป็นพันปี คำตรงหน้าจะยังเป็นปลาดิบวางบนข้าว หรือจะกลายเป็นปลาหมักเปรี้ยวในไหที่คนลุ่มน้ำโขงเคยเปิดกินกันอยู่ทุกวัน?
บางที แค่รู้ว่าซูชิคำหรูๆ มีรากเหง้าพาดผ่านปลาร้า ปลาส้ม และแม่น้ำโขง เราอาจจะรู้สึกผูกพันกับมันมากขึ้นกว่าที่เคยก็ได้
ซูชิไม่ได้เป็นแค่อาหารญี่ปุ่น แต่คือเรื่องเล่าที่ยาวไกลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงโต๊ะกินข้าวของทั้งโลก

