จากดินรกร้างสู่โอเอซิสสีเขียวใจกลางเมือง
ในยุคที่เมืองเต็มไปด้วยตึกสูง ถนน และชีวิตสุดเร่งรีบ การมี สวนสาธารณะใจกลางเมือง ไม่ได้เป็นแค่ที่เดินเล่นถ่ายรูป แต่คือ “ปอดของเมือง” และพื้นที่เยียวยาทั้งกายและใจ โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ และครอบครัวที่อยากหนีจากจอมือถือไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ สวนสาธารณะจิงยู่เซ็นทรัลพาร์ค (Jingyue Central Park) ในเขตเทคโนโลยีขั้นสูงจิงยู่ เมืองฉางชุน ประเทศจีน พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงที่ดินรกร้าง เต็มไปด้วยเศษวัสดุก่อสร้าง แต่ถูกพลิกโฉมให้กลายเป็นสวนสาธารณะระดับโลก ที่เชื่อมโยง ผู้คน เมือง และธรรมชาติ เข้าหากันอย่างลงตัว
สวนแห่งนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 102,857,142 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,783 ล้านบาท) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 193.6 ไร่ ตั้งอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์ท่ามกลางชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ศูนย์ธุรกิจ และสถาบันการศึกษาชั้นนำ อีกทั้งยังอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยถึง 9 แห่ง ทำให้สวนทำหน้าที่เป็นเหมือน ศูนย์กลางการเรียนรู้ การพักผ่อน และการพบปะของคนทุกวัย
ก่อนหน้านี้ ภายในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่โครงการ แทบไม่มีสวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะคุณภาพดีเลย การเกิดขึ้นของจิงยู่เซ็นทรัลพาร์ค จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนรอบๆ ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ตอนนี้มีพื้นที่วิ่งเล่น ปืนป่าย และเรียนรู้โลกกว้างนอกห้องเรียน
พลิกฟื้นดินร้างให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นของทั้งเมือง






ในอดีต พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยกองเศษวัสดุก่อสร้างและโครงสร้างสะพานยกระดับที่ยังสร้างไม่เสร็จ ส่งผลให้พื้นที่ด้านเหนือและใต้ขาดการเชื่อมต่อ กลายเป็น “จุดตัดขาด” ของเมือง มากกว่าจะเป็นจุดนัดพบของผู้คน
ทีมออกแบบจาก SHUISHI เข้ามาปรับเปลี่ยนภาพทั้งหมด ด้วยแนวคิดที่ไม่ได้แค่จัดสวนสวยๆ แต่เน้น เชื่อมเมืองให้กลับมาติดต่อกันอีกครั้ง พวกเขาออกแบบให้สวนกลายเป็นโหนดสำคัญในเครือข่ายพื้นที่สีเขียวของเมือง เชื่อมทั้งแนวเหนือ–ใต้ และตะวันออก–ตะวันตกเข้าหากัน เปิดทางให้ผู้คน เด็กๆ นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินเท้า ขี่จักรยาน หรือมาพักผ่อนในสวนได้อย่างสะดวก
วันนี้ สวนจิงยู่เซ็นทรัลพาร์คช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงธรรมชาติให้กับประชากรกว่า 300,000 คน พร้อมผสานทั้ง
พื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเด็กๆ
พื้นที่การเรียนรู้สำหรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยรอบข้าง
พื้นที่พักผ่อนสำหรับคนทำงานและคนในชุมชน
ที่นี่ยังมีทั้ง ทางด่วนยกระดับและแม่น้ำสาธารณะ พาดผ่านพื้นที่ แต่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ ทำให้บรรยากาศไม่ได้แข็งกระด้างแบบเมืองอุตสาหกรรม หากกลายเป็นฉากหลังที่ดูมีชีวิตชีวาแทน






ก่อสร้างท่ามกลางดินเยือกแข็ง กับบทเรียนวิศวกรรมสุดโหด
สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 18 เดือน และในนั้นมีถึง 5 เดือน ที่ต้องก่อสร้างบนพื้นดินที่อยู่ในสภาพ Frozen ground
ในบริบทงานวิศวกรรม Frozen ground หมายถึง ชั้นดินที่มีอุณหภูมิต่ำจนแข็งเป็นน้ำแข็ง หรือดินที่ถูกทำให้แข็งตัวชั่วคราวเพื่อรองรับการก่อสร้าง การทำงานบนดินประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เทคนิคพิเศษในการวางฐานรากและควบคุมความเสถียรของดิน เพื่อให้โครงสร้างมีความปลอดภัยในระยะยาว
เทคนิคอย่างการ แช่แข็งดิน (Ground freezing) ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในโครงการนี้ เพื่อให้สามารถสร้างสวนขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้างหลากหลายรูปแบบได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังที่ทำให้เราสามารถพาเด็กๆ มาเดินเล่น วิ่งเล่น และเรียนรู้ได้อย่างสบายใจ
พื้นที่เดียว ตอบโจทย์ทั้งสาธารณะ ธุรกิจ และเมือง
Jingyue Central Park ถูกวางผังให้รองรับการใช้งานหลากหลาย ฟังก์ชันและผู้ใช้งานหลายกลุ่มได้อย่างสมดุล
สวนถูกแบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่อย่างน่าสนใจ
ประมาณ 9% ใช้เพื่อ สาธารณประโยชน์ เป็นพื้นที่เปิดให้ทุกคนใช้ร่วมกันอย่างแท้จริง
ราว 18% เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรม กึ่งสาธารณะ เหมาะกับกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม งานชุมชน หรือกิจกรรมการเรียนรู้
อีก 73% รองรับ กิจกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านการเงินให้สวนสามารถดูแลและบริหารจัดการต่อไปได้ในระยะยาว
หนึ่งในผู้เช่าหลักคือ Baidu บริษัทเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของจีน ทำให้สวนแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็น แลนด์มาร์กด้านนวัตกรรมและธุรกิจ ไปพร้อมกัน ที่นี่จึงเป็นทั้ง ที่ทำงาน พื้นที่พักผ่อน และแหล่งเรียนรู้ อยู่ในที่เดียว
แน่นอนว่าเรื่องการเดินทางก็สำคัญไม่แพ้กัน สวนจิงยู่เซ็นทรัลพาร์คมี ระบบที่จอดรถครบวงจร ทำให้ครอบครัวที่ขับรถพาเด็กๆ มาพักผ่อนในวันหยุดสามารถใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องวนหาที่จอดจนหมดอารมณ์เที่ยว






โมเดล EPCO: ทำสวนหนึ่งแห่ง แต่คิดครบตั้งแต่แผนถึงการใช้งานจริง
เบื้องหลังความสำเร็จของจิงยู่เซ็นทรัลพาร์ค ไม่ได้มีแค่ทีมสถาปนิกหรือภูมิสถาปนิกเท่านั้น แต่คือการทำงานแบบ บูรณาการข้ามสาขา ภายใต้โมเดล EPCO (Engineering, Procurement, Construction, and Operation) ที่ให้ “การออกแบบ” เป็นหัวใจหลัก
โมเดลนี้ครอบคลุมตั้งแต่
การวางแผนภาพรวม
การออกแบบรายละเอียด
การก่อสร้างจริงในไซต์งาน
ไปจนถึงการดำเนินงานและการจัดการพื้นที่หลังเปิดใช้งาน
พร้อมทั้งผสาน
การวิจัยตลาด
การประเมินมูลค่าโครงการ
กลยุทธ์การบริหารจัดการในระยะยาว
ด้วยการทำงานแบบ หลายรอบ (iterative) ทำให้ทุกฝ่ายสามารถปรับปรุงการออกแบบและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับ การใช้งานจริงของผู้คน ได้อย่างต่อเนื่อง
ทีมงานยังใช้แนวคิด ภูมิทัศน์เชิงองค์รวม ผสานการวางผัง พื้นที่กิจกรรม ภูมิทัศน์ และสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน พร้อมทั้งใช้ดินจากในพื้นที่กว่า 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร มาปรับภูมิทัศน์ สร้างระดับพื้นและโครงสร้างทางเดิน ลดทั้งต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม






“น้อยแต่มาก” แต่เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คน
แนวคิดการออกแบบของสวนแห่งนี้ยึดหลักความ ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี บางพื้นที่ถูกวางผังอย่างชัดเจน ให้รองรับกิจกรรมเฉพาะ เช่น ลานกิจกรรม พื้นที่เรียนรู้ หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกออกแบบให้ โล่ง อิสระ และพร้อมรองรับโปรแกรมใหม่ๆ ได้เสมอ
นี่คือการตีความแนวคิด “น้อยแต่มาก” ในเวอร์ชันของเมืองใหญ่ คือไม่จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์เยอะ หรือสร้างอาคารเต็มพื้นที่ แต่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพของพื้นที่ว่าง ที่ผู้คนสามารถปรับใช้ได้เองตามบริบทและช่วงเวลา
การออกแบบถูกปรับแต่งอย่างต่อเนื่องจากการใช้งานจริงของผู้คน เพื่อให้สวนไม่ได้เป็นแค่ งานออกแบบที่สวยในภาพเรนเดอร์ แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ใช้ได้จริงทุกวัน ทั้งสำหรับเด็ก ครอบครัว คนสูงวัย และคนทำงานในย่านนี้
หนึ่งในไฮไลต์คือพื้นที่ใต้ถนนยกระดับยาว 2 กิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่ราว 31 ไร่ ถูกแบ่งเป็น 5 โซนหลัก เพื่อรองรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมนันทนาการ เปิดให้ใช้งานได้ ตลอด 24 ชั่วโมง เปลี่ยนพื้นที่ใต้โครงสร้างแข็งๆ ให้กลายเป็น ลานกิจกรรมที่มีชีวิตชีวา สำหรับคนทุกวัย






ผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม เทคโนโลยี – สวนที่เด็กสนุก ผู้ใหญ่ก็หลงรัก
สิ่งที่ทำให้จิงยู่เซ็นทรัลพาร์คโดดเด่นเหนือสวนทั่วไป คือการออกแบบที่ผสาน ธรรมชาติ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้าไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน
ทีมงานเลือกใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างขั้นสูง เช่น
โครงสร้าง กริดเชลล์ไฮบริดเหล็ก–ไม้ ที่ให้ทั้งความแข็งแรงและความอบอุ่นแบบวัสดุธรรมชาติ
การออกแบบแบบ Parametric design ที่ช่วยให้ได้รูปทรงสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่ทั้งสวยงามและตอบโจทย์ฟังก์ชัน
พื้นที่ทั้งหมดถูกออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานกว่า 300,000 คน รวมถึงนักศึกษาและบุคลากรกว่า 9 มหาวิทยาลัยรอบๆ พูดง่ายๆ คือสวนนี้ไม่ใช่แค่สวนใกล้มหาวิทยาลัย แต่เป็น “คอมมอนสเปซ” ของเมืองทั้งเมือง
ดาดฟ้าชมวิวและหิมะที่เหยียบได้
ดาดฟ้าชมวิวฝั่งตะวันออกและตะวันตกถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีการผลิตด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้ไม้ Glulam (Glue-Laminated Timber) หรือไม้ประกอบหลายชั้นที่เชื่อมต่อกันด้วยกาวคุณภาพสูง ทำให้ได้โครงสร้างที่
แข็งแรง รับน้ำหนักได้มาก
ยังคงความยืดหยุ่น
ให้สัมผัสและลายไม้ที่สวยงามเป็นธรรมชาติ
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถสร้างรายละเอียดรอยต่อที่ซับซ้อน และพื้นผิวที่ดูประณีตได้แบบที่งานไม้ทั่วไปทำได้ยาก
นอกจากนี้ พื้นทางเดินยังใช้แผ่นปูที่ผลิตด้วยการ พิมพ์คอนกรีต 3 มิติ ลวดลายรูป “เกล็ดหิมะ” ทั้งหมด 33 แผ่น สื่อถึงวัฒนธรรมฤดูหนาวของภูมิภาคนี้ ทำให้เด็กๆ ได้สัมผัส “หิมะ” ผ่านลวดลายบนพื้น แม้ในวันที่ไม่มีหิมะตกจริงก็ตาม
วัสดุหลายส่วนยังใช้ชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติจากพลาสติก ABS ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว และช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งในโครงการ ถือเป็นการออกแบบที่คิดถึงทั้ง ความสวยงาม ความทนทาน และความยั่งยืน ไปพร้อมกัน






สนามเด็กเล่นที่ออกแบบด้วยซอฟต์แวร์วิศวกรรมสุดล้ำ
สวนนี้ไม่ได้มีดีแค่ทางเดินสวยๆ หรือมุมถ่ายรูปเท่านั้น แต่ยังลงทุนกับ สนามเด็กเล่น อย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กๆ ได้ทั้งสนุกและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน
การออกแบบสนามเด็กเล่นใช้ซอฟต์แวร์ชื่อ Ameba ซึ่งช่วยวิเคราะห์และปรับรูปร่างโครงสร้างให้เหมาะสมกับทั้งฟังก์ชันและความสวยงาม โดยคำนึงถึงแรงกด แรงรับน้ำหนัก และรูปทรงของโครงสร้าง
ควบคู่กันนั้น ทีมงานยังใช้โปรแกรมออกแบบสามมิติ Rhinoceros ในการจำลองแบบซิงโครนัส เพื่อให้วิศวกรสามารถตรวจสอบ
จุดอ่อนด้านความต้านทานแรงของโครงสร้าง
ความโค้งของเส้นสาย
รายละเอียดองค์ประกอบต่างๆ
ผลลัพธ์คือสนามเด็กเล่นที่
มีโครงสร้างแข็งแรงและมั่นคง
ปลอดภัยกับการใช้งานจริงของเด็กๆ
มีรูปทรงสวยงาม แปลกตา และดึงดูดผู้ใช้ทุกวัย
เรียกได้ว่า เด็กๆ ได้เล่นในสนามที่ผ่านการ “เทสต์ด้วยซอฟต์แวร์ระดับวิศวกรรม” เลยทีเดียว






กวาดรางวัลระดับโลก การันตีมาตรฐานสวนสาธารณะอนาคต
ปี 2025 เป็นปีที่สวนจิงยู่เซ็นทรัลพาร์คเฉิดฉายบนเวทีโลก ได้รับรางวัลจาก The Plan นิตยสารสัญชาติอิตาลี ที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบเมือง โดยให้การยกย่องในฐานะโครงการที่ออกแบบเมืองให้มีทั้ง ความยืดหยุ่น ทนทาน และทันสมัยด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ควบคู่กับความใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ในปีเดียวกัน สวนแห่งนี้ยังคว้ารางวัลคณะกรรมการตัดสินจาก LILA (Landezine International Landscape Award) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลระดับโลกด้านภูมิทัศน์ที่ทรงอิทธิพล และมักมอบให้กับโครงการที่สร้าง
การพัฒนาอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การได้รับรางวัล LILA คือการยืนยันว่า จิงยู่เซ็นทรัลพาร์คไม่ใช่แค่สวนที่ “ดูดี” แต่เป็น ต้นแบบของการออกแบบภูมิทัศน์สมัยใหม่ ที่ผสานความงาม ความยั่งยืน และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
ท้ายที่สุด สวนแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียวอีกผืน แต่คือ Public space ที่สร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้คนและธรรมชาติ ช่วยลดความเครียดจากชีวิตเมือง ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้กับคนเมืองรุ่นใหม่
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กๆ จิงยู่เซ็นทรัลพาร์คคือ ตัวอย่างชั้นดีของ “ที่เที่ยวสำหรับเด็ก” ในมุมมองการออกแบบเมืองยุคใหม่ ที่ไม่ได้คิดแค่ให้มีของเล่น แต่คิดตั้งแต่โครงสร้างเมืองจนถึงประสบการณ์เล็กๆ ของเด็กคนหนึ่งที่ได้วิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติ
เขตเทคโนโลยีขั้นสูงจิงยู่: เมืองไฮเทคที่ไม่ลืมพื้นที่สีเขียว
“จิงยู่” ไม่ได้เป็นแค่เขตอุตสาหกรรมไฮเทค แต่คือเมืองทดลองอนาคต ที่ผสานงานวิจัย นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน

เขตเทคโนโลยีขั้นสูงจิงยู่ เมืองฉางชุน หรือชื่อทางการว่า เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและใหม่จิงยู่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1995 มีพื้นที่ราว 478.7 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของใจกลางเมืองฉางชุน
ที่นี่ได้รับการยอมรับให้เป็น เขตสาธิตนวัตกรรมอิสระดับชาติ และเป็นหนึ่งในโซนสำคัญสำหรับการพัฒนา เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) ของเมืองฉางชุน
นอกจากโรงงานและศูนย์วิจัยแล้ว ภายในเขตยังมี
ป่าเทียมขนาดใหญ่
พื้นที่สีเขียวสำคัญหลายแห่ง
ทำให้จิงยู่ไม่ใช่แค่ฐานการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเป็น ศูนย์กลางเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ของเมือง โดยมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง สวนป่าชาติพันธุ์จิงยู่ถ่าน (Jingyuetan National Forest Park) ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น
เมืองแห่งอนาคต: จาก UAM ถึงอุตสาหกรรมอวกาศ
เขตจิงยู่มุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
บริการสมัยใหม่
อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสร้างสรรค์
สื่อดิจิทัล
ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Urban Air Mobility (UAM) หรือการคมนาคมทางอากาศในเมือง โดยร่วมมือกับบริษัทอย่าง EHang ทดสอบการบินของยาน eVTOL (electric Vertical Take-Off and Landing aircraft) แบบอัตโนมัติ เพื่อนำมาใช้ใน
การท่องเที่ยวทางอากาศ
การตอบสนองกรณีฉุกเฉิน
การจัดการจราจรในเมือง
นอกจากนี้ยังมี สวนอุตสาหกรรมด้านอวกาศ ที่ประกอบด้วย
ศูนย์ข้อมูลด้านอวกาศขนาดใหญ่
การผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับอวกาศ
พื้นที่ทดสอบ UAV ในสภาพอากาศหนาวเย็น
ทั้งหมดนี้ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอากาศระดับต่ำของเมืองอย่างครบวงจร



เมืองไฮเทคที่คิดถึงเด็กๆ และชีวิตครอบครัว
เขตจิงยู่ยังผลักดันอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ โดยมีโครงการสำคัญอย่าง CATL Auto City เป็นตัวอย่างของระบบนิเวศอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เชื่อมโยง
เศรษฐกิจดิจิทัล
การผลิตขั้นสูง
วัฒนธรรม ภาพยนตร์ และการท่องเที่ยว
สุขภาพและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย
การเกษตรสมัยใหม่
และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ทั้งหมดนี้ทำให้เขตจิงยู่กลายเป็นศูนย์รวมของ
การพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค
นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี
การศึกษาและการวิจัย
การใช้ชีวิตเชิงนิเวศในเมืองใหญ่
เมื่อมองภาพรวม จิงยู่จึงไม่ใช่แค่เขตอุตสาหกรรมไฮเทค แต่คือ “เมืองตัวอย่าง” ที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกันอย่างสมดุล
และจิงยู่เซ็นทรัลพาร์คก็คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์นี้ พื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองแห่งอนาคตสามารถเป็นได้ทั้ง
ฐานเทคโนโลยีล้ำสมัย
จุดหมายด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
และ ที่เที่ยวสำหรับเด็ก ที่ให้เด็กๆ วิ่งเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ และเติบโตท่ามกลางธรรมชาติที่ถูกออกแบบอย่างใส่ใจ
จุดเริ่มต้นอาจเป็นแค่ ที่ดินรกร้าง แต่ผลลัพธ์คือ เมืองที่น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ

