ภูกระดึงกำลังจะเปลี่ยนประสบการณ์ขึ้นภูแบบใหม่
โครงการ กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง กำลังเดินหน้าอย่างจริงจังแล้ว ไม่ได้เป็นแค่ข่าวลือในหมู่สายเดินป่าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงการใหญ่ระดับชาติ ที่ต้องบาลานซ์ให้ได้ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมกัน
เบื้องหลังโปรเจกต์นี้ คือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและหน่วยงานดูแลผืนป่าของประเทศ ที่จับมือกันวางอนาคตใหม่ให้ภูกระดึงอย่างเป็นระบบ
แก่นคิดของโครงการ: ท่องเที่ยวเพื่อทุกคน ไม่ทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลัง
หัวใจของโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงอยู่ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” หรือการทำให้คนทุกกลุ่มสามารถสัมผัสความงามของภูกระดึงได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่แลกมาด้วยการทำร้ายธรรมชาติ
แนวทางหลักคือ
เปิดโอกาสให้คนที่ขึ้นเดินไม่ไหว ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย ได้มีโอกาสเห็นเสน่ห์ของภูกระดึง
วางระบบการจัดการท่องเที่ยวให้ไปต่อได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ทำกระเช้าขึ้นมาแล้วจบ
ยึดมาตรฐานการบริหารจัดการแบบสากล ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
MOU สองฉบับ ที่จะกำหนดทิศทางอนาคตภูกระดึง
การเดินหน้าโครงการนี้ไม่ได้มาจากแค่ไอเดียสวยหรู แต่ถูกวางด้วยกรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันจำนวน 2 ฉบับ ที่ถือเป็นโครงหลักของการพัฒนา
MOU ฉบับที่ 1 เน้นเรื่องพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
ร่วมกันวางแผน บริหารจัดการ และพัฒนาพื้นที่พิเศษในเขตอุทยาน
โฟกัสพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับแนวเส้นทางและระบบของกระเช้าไฟฟ้า
เชื่อมการทำงานของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวกับหน่วยงานที่ดูแลป่าให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
MOU ฉบับที่ 2 ขยายมุมมองออกไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่อง
ศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวรอบ ๆ ภูกระดึงและในเขตพื้นที่พิเศษอื่น ๆ
ตั้งเป้ายกระดับแหล่งเที่ยวในประเทศ ให้มีศักยภาพทั้งด้านรายได้และการอนุรักษ์ธรรมชาติควบคู่กัน
นำข้อมูล วิชาการ และงานวิจัยมาใช้กำหนดแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึกอย่างเดียว
กระเช้าไฟฟ้า: ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือสัญลักษณ์ของสมดุลใหม่
สิ่งที่ถูกย้ำชัดคือ โครงการนี้จะไม่เดินหน้าโดยปิดหูปิดตาคนในพื้นที่หรือกลุ่มอนุรักษ์ ตรงกันข้าม ทุกเสียงถูกมองเป็น “พลังร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา”
แนวคิดสำคัญของการสร้างกระเช้าไฟฟ้าที่ภูกระดึง คือ
ต้องเป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เปิดรับนักท่องเที่ยวแล้วรายได้กระจุกตัว
ใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน นักอนุรักษ์ นักเดินป่า และผู้เชี่ยวชาญ
มองกระเช้าไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็น สัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความรับผิดชอบ และการพัฒนาแบบสมดุล
บทบาทของกรมอุทยาน: เน้นอนุรักษ์เป็นตัวตั้ง
ฝ่ายพื้นที่ป่าไม่ได้หายไปไหน แต่เดินอยู่แถวหน้าในการกำกับทิศทางโครงการ เพราะต้องคุมให้ ผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
สิ่งที่ถูกวางหลักไว้คือ
ทุกขั้นตอนต้องยึดหลักการอนุรักษ์เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
การบริหารจัดการการท่องเที่ยวต้องเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ไม่ให้เกินรับไหว
กรมอุทยานฯ จะเป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูล วิชาการ และการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานด้านอนุรักษ์อย่างเข้มงวด
มีมุมมองระยะยาวว่า ผลประโยชน์ที่แท้จริงต้องตกกับประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่แค่กำไรระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดขยายผลความร่วมมือไปยังพื้นที่อนุรักษ์อื่น ๆ ที่เหมาะสม แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน และยึดความยั่งยืนของทรัพยากรเป็นหลัก
ไทม์ไลน์คร่าว ๆ ของโครงการกระเช้าภูกระดึง
สำหรับสายเที่ยวที่เริ่มคิดแล้วว่า “แล้วเราจะได้นั่งกระเช้าเมื่อไหร่?” โครงการนี้มีกรอบเวลาคร่าว ๆ วางไว้แล้ว ดังนี้
อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด และออกแบบโครงสร้างเชิงวิศวกรรมของระบบกระเช้า
จัดทำรายงาน EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมายคือเสนอ EIA เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติภายในช่วงกลางปีตามแผนที่วางไว้
มีการกำหนดช่วงเวลาสำหรับ การปักหมุดเสาต้นแรกของกระเช้า หลังผ่านกระบวนการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมและด้านกฎหมายครบถ้วน
ตั้งเป้าเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปีตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ หากทุกอย่างเดินหน้าได้ตามแผน
ในมุมของสายเดินป่า: ภูกระดึงยุคใหม่ จะหน้าตาแบบไหน?
สำหรับคนที่รักการเดินขึ้นภูกระดึงแบบดั้งเดิม เสียงหอบ เหงื่อไหล และความภูมิใจเมื่อเหยียบหลังแปครั้งแรก ยังไม่มีอะไรบอกว่าเสน่ห์แบบนั้นจะหายไป
แต่สิ่งที่แน่ ๆ คือ ภูกระดึงกำลังเดินเข้าสู่ ยุคใหม่ของการจัดการท่องเที่ยว ที่ต้องตอบโจทย์ทั้ง
การเข้าถึงของคนกลุ่มใหม่ ๆ
ความห่วงใยต่อธรรมชาติในระยะยาว
บทบาทของชุมชนรอบ ๆ พื้นที่
สุดท้ายแล้ว โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงจะกลายเป็น “ตัวอย่างของการพัฒนาอย่างสมดุล” หรือ “ตัวอย่างของการเดินพลาด” นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าทุกภาคส่วนจะช่วยกันผลักดัน ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมมากแค่ไหน
แต่สำหรับสายเดินป่าและเทรคกิ้งคนไหนที่รักภูกระดึงอยู่แล้ว นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าติดตามที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของภูแห่งนี้เลยก็ว่าได้

