ไทยเปิดเกมรุก ดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับบ้านหลังที่สอง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าแผนปฏิบัติการเชิงรุก “Quick Win” ตั้งเป้าฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว พร้อมดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยให้ได้ 2 ล้านคนภายใน 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นที่การจับจ่ายใช้สอยคึกคักที่สุดของปี.
หัวใจของแผนนี้คือการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชนไทย–จีน และพันธมิตรด้านสื่อและเทคโนโลยี เพื่อย้ำภาพจำว่า ประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย ทันสมัย และเป็นมิตรกับนักเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่มองหา “ประสบการณ์ใหม่” มากกว่าแค่การมาเช็คอิน.
27 เส้นทางใหม่ทั่วไทย ตอบโจทย์สไตล์เที่ยวของนักเดินทางจีนยุคใหม่
หนึ่งในหมัดเด็ดของแผน Quick Win คือการออกแบบ เส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ใน 27 พื้นที่ทั่วประเทศ เน้นตอบไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากเที่ยวซ้ำแบบเดิม แต่ต้องการทริปที่เล่าเรื่องตัวตนของตัวเองได้.
เส้นทางเหล่านี้ครอบคลุมหลายสไตล์การเที่ยว ออกแบบมาให้เลือกได้ตามบุคลิก เช่น:
สายวัฒนธรรม: เที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ ศิลปะ และความเชื่อของท้องถิ่น
สายกิน: ล่าร้านอาหารท้องถิ่น ลองรสชาติแบบดั้งเดิมและเมนูลับที่คนพื้นที่เท่านั้นที่รู้
สายกีฬาและแอคทีฟ: ทริปที่มีทั้งกิจกรรมผจญภัย กีฬา และกิจกรรมเอาต์ดอร์
สายธรรมชาติ: ชมภูเขา ทะเล ป่า น้ำตก และเมืองเล็กๆ ที่บรรยากาศคูลแบบสโลว์ไลฟ์
สายครอบครัว: เส้นทางที่ตอบโจทย์ทุกวัย เด็กสนุก ผู้ใหญ่สบาย เดินทางสะดวก
นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเส้นทาง Road Trip เชื่อมไทย–จีน–ลาว สำหรับกลุ่มที่ชอบขับรถเที่ยวเอง ให้สามารถแพลนทริปข้ามประเทศได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น.
ทั้งหมดนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ด้านท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ของจีน เช่น Fliggy, Dianping, Tuniu และ MaFengWo รวมถึงสื่อระดับโลกอย่าง National Geographic ที่ช่วยเล่าเรื่องจุดหมายปลายทางในไทยให้โดดเด่นในสายตานักเดินทางต่างชาติ.






ยิงตรงนักท่องเที่ยวจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ตัวท็อป
ในยุคที่การตัดสินใจเที่ยวเริ่มจากหน้าจอมือถือ แผนการสื่อสารจึงถูกออกแบบให้ไปโผล่ในที่ที่นักท่องเที่ยวจีนใช้เวลามากที่สุด นั่นคือแพลตฟอร์มออนไลน์.
กระทรวงฯ ร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำของจีนอย่าง Meituan–Dianping ในการจัดกิจกรรมโปรโมตการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สร้างทั้งดีล ทั้งกิจกรรม และคอนเทนต์ที่ชวนให้กดเซฟทริปมาไทยไว้ก่อน.
อีกด้านหนึ่ง ยังใช้พลังของโซเชียลมีเดียจีนอย่าง Xiaohongshu ด้วยแคมเปญและแฮชแท็ก #泰好了放假游 – “ไทยดีมาก เที่ยววันหยุด” เพื่อเล่าเรื่องความสนุก ความปลอดภัย และความเป็นกันเองแบบไทย ๆ ให้ไปปรากฏในฟีดของผู้ใช้แบบต่อเนื่อง.
นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มคอนเทนต์บันเทิงอย่าง WeTV ผ่านรายการเรียลิตี้ที่ถ่ายทำในประเทศไทย ตั้งเป้าสร้างการเข้าถึงมากกว่า 100 ล้านวิว เพื่อขยายอิทธิพลของแบรนด์ “Amazing Thailand” ให้ไปไกลครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชีย.
ยิ่งคนดูรายการมากเท่าไร โอกาสที่เขาจะปักหมุดไทยเป็นทริปต่อไปก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น.
MOU 6 เมืองใหญ่จีน ดึงนักท่องเที่ยวแบบส่งตรง
เพื่อให้การดึงนักท่องเที่ยวจีนมีประสิทธิภาพมากกว่าแค่การโฆษณา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังเดินหน้าเชื่อมสัมพันธ์กับเมืองสำคัญในจีนผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU).
เมืองและมณฑลที่ร่วมมือประกอบด้วย:
มณฑลไห่หนาน: เมืองซานย่า เมืองไห่โข่ว และเมืองเหวินชาง
มณฑลเจียงซู: เมืองหนานจิง และเมืองซูโจว
มณฑลเจ้อเจียง: เมืองหางโจว
ความร่วมมือเหล่านี้ถูกวางให้เป็นกลไกในการ แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวโดยตรงระหว่างไทย–จีน ไม่ใช่แค่ส่งเสริมการรับรู้ แต่เชื่อมโยงให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของนักเดินทางจีนยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง.
พูดง่าย ๆ คือทำให้การเดินทางระหว่างเมืองท่องเที่ยวของจีนและเมืองท่องเที่ยวของไทย ใกล้กันขึ้นทั้งในแผนที่และในใจ.
ยกระดับความปลอดภัย: Green Zones ที่ทำให้เที่ยวไทยแล้วรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ถูกยกขึ้นมาเป็นจุดขาย คือการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้จับต้องได้ผ่านแนวคิด “Green Zones” ครอบคลุม 27 เมืองท่องเที่ยวหลักทั่วไทย.
ในพื้นที่เหล่านี้จะมีการใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง โดยเฉพาะ ระบบ SOS จากแพลตฟอร์ม “เหวยไท่กว๋อ” หรือ Wei! Taiguo ที่ออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ.
ระบบนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยว:
กดแจ้งเหตุฉุกเฉินได้สะดวกเมื่อมีปัญหา
ติดตามสถานะความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์
รู้สึกมั่นใจว่าไม่ว่าอยู่มุมไหนของเมืองท่องเที่ยว ก็มีระบบรองรับความปลอดภัย.
เป้าคือทำให้การมาเที่ยวไทยให้ความรู้สึกเหมือน “บ้านหลังที่สอง” – สบายใจ อุ่นใจ และพร้อมกลับมาอีก.
เป้าหมายสุดท้าย: ให้ไทยกลับไปอยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจีน
ทุกแผนที่วาง ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญออนไลน์ เส้นทางเที่ยวใหม่ MOU กับเมืองใหญ่ในจีน หรือมาตรการด้านความปลอดภัย ล้วนมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยกลับมาครองใจนักท่องเที่ยวจีนอีกครั้ง.
จุดแข็งที่ถูกหยิบขึ้นมาเน้นย้ำคือเสน่ห์เฉพาะตัวของไทย:
ความสวยงามของธรรมชาติและเมือง
วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์
รอยยิ้มและน้ำใจคนไทย
การต้อนรับที่เป็นกันเองและจริงใจ
ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้แปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดให้ชาวจีนอยากกลับมาเที่ยวไทยให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 2 ล้านคนในเวลาอันสั้น.
ถ้าแผน Quick Win นี้เดินเกมได้ตามที่วางไว้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่จะพุ่ง แต่ เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยทั้งระบบก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงไฮซีซั่นนี้อย่างมีนัยสำคัญ.

