รับแอปรับแอป

บินผ่านสิงคโปร์ เตรียมจ่ายเพิ่ม! ภาษีใหม่เพื่อเชื้อเพลิงเขียว กระทบตั๋วแต่ช่วยโลกแค่ไหน?

อนุพงษ์ บุญมี01-30

สิงคโปร์เก็บภาษีผู้โดยสารครั้งแรกของโลก เพื่อดันเชื้อเพลิงการบินสีเขียว

สิงคโปร์ขยับตัวแรงอีกครั้งในวงการการบินและความยั่งยืน ด้วยการประกาศเก็บ ภาษีผู้โดยสารสายการบิน เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินสีเขียว หรือ Green Jet Fuel / SAF (Sustainable Aviation Fuel)

นี่ไม่ใช่แค่นโยบายเล็กๆ แต่เป็นสัญญาณดังๆ บอกทั้งโลกว่า เชื้อเพลิงยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่กลายเป็น “ข้อจำเป็น” ของการบินยุคใหม่แล้ว

คำถามคือ… แค่เก็บภาษีเพิ่ม จะช่วยให้ตลาดเชื้อเพลิงสีเขียวที่ยังเล็กและต้นทุนแพง โตขึ้นได้จริงหรือไม่?

ภาษีใหม่เริ่มเมื่อไหร่? ต้องจ่ายเท่าไหร่กันแน่

เริ่มใช้จริงกับผู้โดยสาร

  • ซื้อตั๋วตั้งแต่: 1 เมษายน 2026

  • สำหรับเที่ยวบินที่ออกจากสิงคโปร์ตั้งแต่: 1 ตุลาคม 2026

อัตราภาษี (โดยประมาณ)

  • เริ่มต้นที่ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับเที่ยวบินสั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • สูงสุดราว 41.60 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับเที่ยวบินไกล เช่น เส้นทางไปทวีปอเมริกา

ผู้โดยสาร ชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง จะถูกเก็บภาษี มากกว่าชั้นประหยัดราว 4 เท่า สอดคล้องกับแนวคิด “ใครใช้ทรัพยากรมากกว่า จ่ายมากกว่า”

ส่วน เที่ยวบินขนส่งสินค้า (cargo) ก็หนีไม่พ้นภาษีนี้เช่นกัน แต่คิดตาม น้ำหนักเป็นกิโลกรัม

ใครรอดไม่ต้องจ่าย?

  • ผู้โดยสารที่ แค่แวะต่อเครื่อง (transit/transfer) ผ่านสิงคโปร์ จะ ได้รับการยกเว้นภาษี

เป้าหมายใหญ่: SAF ต้องไม่ใช่แค่ของแพงสำหรับอนาคต

เบื้องหลังภาษีนี้ คือเป้าหมายของสิงคโปร์ที่ต้องการให้ SAF มีสัดส่วน 3–5% ของเชื้อเพลิงการบินทั้งหมดภายในปี 2030

หมุดหมายนี้ผูกตรงกับโจทย์ใหญ่ของโลก นั่นคือการ ลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนสูง แต่เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ยาก

เงินภาษีที่จะเก็บได้ ไม่ได้ปล่อยให้สายการบินจัดการเองแบบกระจัดกระจาย แต่จะถูกนำไปใช้ผ่านรูปแบบ “การจัดซื้อเชื้อเพลิงสีเขียวแบบรวมศูนย์” คือมีหน่วยงานกลางของรัฐทำหน้าที่ซื้อ SAF เพื่อสร้าง

  • ปริมาณการสั่งซื้อที่มากพอ

  • ต้นทุนที่เสถียรมากขึ้น

  • ความชัดเจนให้ผู้ผลิตกล้าลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต

หรือพูดง่ายๆ คือ รัฐลงมาเป็น “ดีลเลอร์รายใหญ่” ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงยั่งยืน แทนที่จะปล่อยให้แต่ละสายการบินไปวิ่งหาซื้อกันเองแบบรายย่อย

นโยบายนี้เกิดขึ้นในจังหวะโลกกำลังคุยเรื่องโลกร้อน

การประกาศภาษีผู้โดยสารเพื่อสนับสนุน SAF ของสิงคโปร์ เกิดขึ้นท่ามกลางการประชุม COP30 ที่บราซิล ที่ผู้นำประเทศต่างๆ กำลังถกกันอย่างจริงจังว่าจะรับมือกับ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ อย่างไร

ในเชิงสัญลักษณ์ นี่คือการประกาศว่า “การบินจะอยู่เหนือเกมสิ่งแวดล้อมไม่ได้อีกต่อไป”

และในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการส่งสารชัดมากไปถึง

  • สายการบิน

  • ผู้ผลิตเชื้อเพลิง

  • นักลงทุนด้านพลังงานสะอาด

ว่า ยุคที่มอง SAF เป็นของไกลตัวหรือแพงเกินเหตุ กำลังจะจบลง

ภาษีไม่ใช่แค่เรื่อง “เก็บเงินเพิ่ม” แต่คือการบังคับให้ทั้งระบบคิดใหม่

มาตรการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเก็บเงินจากผู้โดยสาร แต่เป็นการ ตั้งกติกาใหม่ให้ทั้งระบบอุตสาหกรรมการบิน ต้องขยับตาม

สัญญาณเชิงนโยบายที่ซ่อนอยู่คือ:

  • สายการบินต้องเริ่มวางแผนใช้ SAF มากขึ้น

  • ผู้ผลิตเชื้อเพลิงต้องคิดเรื่องการลงทุนเพิ่มกำลังผลิต

  • นักลงทุนจะเริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจเชื้อเพลิงยั่งยืนมากขึ้น

เชื้อเพลิงสีเขียวที่เคยถูกมองว่า “ของแพงสำหรับอนาคต” กำลังถูกดันให้กลายเป็น “มาตรฐานใหม่ที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้จริง”

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์เองก็ยอมรับว่า ภาษีอย่างเดียวไม่พอ ที่จะสร้างตลาด SAF ให้เติบโตจนสู้เชื้อเพลิงเครื่องบินแบบเดิมได้

ยังจำเป็นต้องมีอีกหลายองค์ประกอบ ได้แก่

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและจัดเก็บเชื้อเพลิงยั่งยืน

  • การลงทุนใหม่ในโรงกลั่น เทคโนโลยี และซัพพลายเชน

  • นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ในระยะยาว

สิงคโปร์กำลังปั้น “โมเดลการบินยั่งยืน” ให้ทั้งโลกดู

สิ่งที่สิงคโปร์ทำอยู่ไม่ใช่แค่การออกภาษีใหม่ แต่คือการทดลองสร้าง โมเดลความยั่งยืนเชิงรุก ที่อาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นหยิบไปปรับใช้

จิ๊กซอว์สำคัญของโมเดลนี้ ได้แก่

  • การออกแบบโครงสร้างภาษีที่ผูกกับสิ่งแวดล้อม

  • การอัดฉีดแรงสนับสนุนด้านเงินทุนแบบเจาะจงไปที่เชื้อเพลิงยั่งยืน

  • การใช้กลไกทางเศรษฐกิจ เพื่อดันให้สายการบินลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า สิงคโปร์มองภาพใหญ่ว่า “การบินยุคใหม่” ต้องผูกติดกับ “ความยั่งยืน” แบบแยกกันไม่ออก

ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยโลก แต่เพื่อ รักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดการบินโลก ที่กำลังจะให้คุณค่ากับสายการบินและสนามบินที่คาร์บอนต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ

พูดให้ชัดคือ สิงคโปร์ไม่ได้แค่เก็บภาษี แต่มองไกลไปถึง “การรีแบรนด์อุตสาหกรรมการบินทั้งประเทศ” ให้เป็นผู้นำด้านการบินยั่งยืนของโลก

SAF: เชื้อเพลิงแห่งอนาคต และเศรษฐกิจหมื่นล้านที่กำลังปะทุ

เมื่อพูดถึง SAF หลายคนอาจยังมองว่าเป็นแค่เทรนด์ แต่ตัวเลขตลาดกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่ง

ภาพรวมมูลค่าตลาด SAF ทั่วโลก

  • ปี 2025: มูลค่าตลาดราว 2,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ปี 2030 (คาดการณ์): พุ่งสู่ระดับ 25,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR): ประมาณ 65.5%

นี่คืออุตสาหกรรมที่โตแบบพุ่งทะยานจากแรงผสมระหว่าง

  • ความจำเป็นด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อม

  • เทคโนโลยีที่เริ่มสุกงอมมากขึ้น

  • ภาพลักษณ์และความรับผิดชอบต่อสังคมของแบรนด์สายการบิน

ผลิตได้แค่ 0.7% ของความต้องการ แต่โตเกือบเท่าตัวในปีเดียว

ในมุมปริมาณการผลิต รายงานจากแหล่งข้อมูลระดับโลกอย่าง IATA และ ESG Today ประเมินว่าในปี 2025

  • การผลิต SAF ทั่วโลกอยู่ที่ราว 2.1 ล้านตัน หรือประมาณ 2,700 ล้านลิตร

  • คิดเป็นเพียง ประมาณ 0.7% ของเชื้อเพลิงอากาศยานทั้งหมด

ดูเผินๆ เหมือนยังเล็กนิดเดียว แต่ตัวเลขนี้ถือเป็นการเติบโต เกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2024

แปลว่าแม้ SAF ยังเป็นสัดส่วนเล็กมาก แต่กำลังวิ่งขึ้นด้วยสปีดที่เร็วเกินจะมองข้ามได้แล้ว

ต้นทุนที่สายการบินต้องแบก และเกมใหม่ของคนชอบ “บินบ่อยแต่ห่วงโลก”

ในแง่ต้นทุน IATA ประเมินว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะต้องเจอกับภาระต้นทุนเพิ่มจากการใช้ SAF ราว 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขนี้สะท้อนหลายเรื่องพร้อมกัน คือ

  • ราคาตลาดของ SAF ที่ยังสูงกว่าน้ำมันเครื่องบินแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

  • ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เริ่มเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอย่าง สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ที่ออกข้อบังคับเรื่อง SAF อย่างจริงจัง

เมื่อมองภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ตัวเลขมูลค่าตลาด SAF ที่อยู่ในระดับ “หลักพันล้านดอลลาร์” เท่านั้น แต่ถ้ารวม

  • ต้นทุนด้านการทำตามกฎหมาย

  • เงินลงทุนด้านโรงงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานระยะยาวของสายการบินและผู้ผลิตเชื้อเพลิง

เศรษฐกิจรอบ SAF ทั้งก้อน จะใหญ่กว่าตัวเลขมูลค่าตลาดหลายเท่า และมีแนวโน้มโตแบบก้าวกระโดดในทศวรรษข้างหน้า

แรงผลักสำคัญคือ

  • กฎสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้นทุกปี

  • ความกดดันจากผู้โดยสารและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG

  • การเร่งเพิ่มกำลังผลิตของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดพลังงานทางเลือก

สำหรับสายเที่ยวประหยัด: ภาษีเพิ่ม แต่โอกาสใหม่ก็ตามมา

สำหรับคนชอบเที่ยวแบบคุ้มค่า การมีภาษีใหม่เพิ่มเข้ามาอาจทำให้ตั๋วเครื่องบินจากสิงคโปร์ดูแพงขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะเส้นทางไกล แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น นี่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโลกการบินที่

  • ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

  • มีทางเลือกให้สายการบินแข่งขันกันด้าน “เขียวแค่ไหน” ไม่ใช่แค่ “ถูกแค่ไหน”

  • เปิดโอกาสให้คนเดินทางเลือกสายการบินที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้น

สิงคโปร์กำลังส่งสารให้โลกรู้ว่า อนาคตของการบินต้องยั่งยืน และตัวเองจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ยืนอยู่แถวหน้าของเกมนี้

สำหรับนักเดินทาง สายเที่ยวประหยัดอาจต้องจ่ายเพิ่มนิดหน่อย แต่ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันอุตสาหกรรมการบินให้เขียวขึ้นในระยะยาวเช่นกัน