รับแอปรับแอป

หูเริ่มไม่ดี แต่อย่าปล่อยให้สมองเสื่อม: 2 กลยุทธ์ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านแบบจับต้องได้

วรรณวิภา แสงใจ01-29

หูไม่ได้ยิน แต่อย่าปล่อยให้สมองเงียบ

สมองคือศูนย์สั่งการของทั้งร่างกาย ทุกความคิด ความรู้สึก การเคลื่อนไหว ล้วนเริ่มต้นจากที่นี่

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การได้ยินกับสุขภาพสมองเชื่อมโยงกันโดยตรง เมื่อผู้สูงอายุเริ่มหูตึง หรือสูญเสียการได้ยินโดยไม่ได้รับการรักษา ความเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อมจะค่อยๆ สูงขึ้นอย่างเงียบๆ

การเข้าใจกลไกนี้ให้ดี คือก้าวแรกในการปกป้องผู้สูงอายุที่คุณรักจากภาวะสมองเสื่อม

เมื่อสมองไม่ได้ยิน สมองก็เริ่มฝ่อ

การสูญเสียการได้ยิน แม้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้

  • สมองได้รับสัญญาณเสียงน้อยลง

  • การกระตุ้นทางประสาทลดลง

  • ผู้สูงอายุเริ่มแยกตัวจากสังคม พูดคุยลำบาก

  • การใช้ความคิด และการมีส่วนร่วมทางปัญญาลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสมองถูกใช้น้อยลงนานๆ เข้า โครงสร้างสมองอาจเปลี่ยนแปลงได้ มีโอกาสเกิดภาวะสมองฝ่อ หดตัว เสื่อมถอยทั้งด้านความจำ และการคิดวิเคราะห์

ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน โดยไม่ตรวจ ไม่รักษา สมองยิ่งเหนื่อยและสับสน คุณอาจรู้สึกว่าผู้สูงอายุเริ่มคิดช้า จำอะไรไม่ค่อยได้ หรือเหมือนความสามารถทางสติปัญญาลดลง ทั้งที่รากเหง้าปัญหาอาจเริ่มจาก “การได้ยินไม่ชัด” เท่านั้น

การสูญเสียการได้ยินเพียงเล็กน้อย สามารถเพิ่มความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม 2 เท่า

หากสูญเสียการได้ยินระดับปานกลาง ความเสี่ยงเพิ่มเป็น 3 เท่า

และหากหูตึงรุนแรง ความเสี่ยงสูงขึ้นได้ถึง 5 เท่า

ภาวะสมองเสื่อม คืออะไร ทำไมจึงน่ากลัว

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ไม่ใช่แค่ “ขี้ลืมตามวัย” แต่คือกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลงเรื่อยๆ ส่งผลต่อ

  • ความจำ

  • การคิด การใช้เหตุผล

  • การแก้ปัญหา

  • การสื่อสาร และการใช้ชีวิตประจำวัน

ผู้ป่วยจำนวนมากสุดท้ายจะ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องพึ่งพาผู้อื่นแทบทุกด้าน กระทบทั้งคุณภาพชีวิตของตัวผู้ป่วย และคนในครอบครัวที่ต้องกลายเป็นผู้ดูแลเต็มตัว

3 ระยะของภาวะสมองเสื่อม

  • ระยะต้น
    เริ่มมีอาการหลงลืมเล็กน้อย เช่น ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมของ ลืมสถานที่ที่คุ้นเคย แต่ยังพอ “นึกออกในภายหลัง”

  • ระยะกลาง
    อาการชัดเจนขึ้น เริ่มลืมเหตุการณ์สำคัญ ลืมชื่อคนใกล้ชิด จำทางกลับบ้านไม่ได้ มีปัญหาด้านการสื่อสาร พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น หนีออกจากบ้าน ถามคำถามเดิมซ้ำๆ ต้องมีคนคอยดูแล

  • ระยะท้าย
    การรู้คิดบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่รู้วัน เวลา สถานที่ จำชื่อคนในครอบครัวไม่ได้ พฤติกรรมก้าวร้าว ด่าทอ หรือไม่เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น ต้องพึ่งพิงผู้อื่นเกือบทั้งหมด

โรคสมองเสื่อมกว่า 90% พบในผู้ที่มีอายุ 60–65 ปีขึ้นไป และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนกรณีสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร พบได้ประมาณ 10% ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี

2 แนวทางหลัก ลดความเสี่ยงสมองเสื่อมในผู้สูงอายุหูไม่ได้ยิน

แนวทางที่ 1: ตรวจการได้ยินสม่ำเสมอ ดูแลสมองจากที่บ้าน

จริงๆ แล้ว การได้ยินเกิดขึ้นที่สมอง หูคืออวัยวะที่รับเสียง แต่การแปลความหมาย การเข้าใจ เกิดที่สมอง

ดังนั้น หากหูรับเสียงได้น้อยลง สมองก็ได้รับข้อมูลลดลงตามไปด้วย

เราสามารถช่วยเช็ก “สมอง + การได้ยิน” ของผู้สูงอายุเบื้องต้นได้ง่ายๆ ที่บ้าน ผ่านการพูดคุยถามคำถามในชีวิตประจำวัน เช่น

  • “มื้อเช้าทานอะไร?”

  • “มื้อเที่ยงทานข้าวกับอะไร?”

  • “มื้อเย็นอยากทานอะไร?”

  • “วันนี้ทำอะไรบ้าง?”

  • “วันนี้ไปที่ไหนมาบ้าง?”

คำถามธรรมดาเหล่านี้ช่วย

  • กระตุ้นความจำระยะสั้น

  • ฝึกการนึกคิด และการเรียบเรียงคำพูด

  • ทดสอบการได้ยินไปในตัว

  • เสริมปฏิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

  • เช็กลิสต์ “มื้ออาหารของผู้สูงอายุ” ว่าได้กินครบถ้วนและหลากหลายหรือไม่

นอกจากการถาม–คุยเป็นประจำแล้ว การตรวจการได้ยินปีละครั้ง ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติของผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพทั่วไป

เพราะการตรวจการได้ยินช่วยให้

  • แยกได้ว่าเป็นปัญหาการได้ยิน หรือปัญหาด้านการรู้คิด

  • วางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

  • ลดโอกาสให้ภาวะสมองเสื่อมพัฒนาไปไกลโดยที่เราไม่รู้ตัว

เมื่อควรเริ่มพิจารณาเครื่องช่วยฟัง

การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขในวันที่สายเกินไป

หากตรวจแล้วพบว่าผู้สูงอายุมีการสูญเสียการได้ยิน การพิจารณาใช้เครื่องช่วยฟังไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือ “เกราะป้องกันสมอง” ที่สำคัญ

เพราะเครื่องช่วยฟังช่วยให้

  • สมองได้รับเสียงและการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

  • ลดความเสี่ยงของการแยกตัวทางสังคม

  • เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้พูดคุย เข้าร่วมกิจกรรม และใช้ความคิดอยู่เสมอ

ยิ่งเริ่มใช้เร็ว สมองยิ่งได้เปรียบมากกว่า

แนวทางที่ 2: เพิ่มมื้ออาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ดีทั้งสมองและอารมณ์

นอกจากการดูแลการได้ยินแล้ว “จานอาหาร” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม

มื้ออาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) เป็นรูปแบบการกินที่ขึ้นชื่อเรื่องการช่วยดูแลหัวใจ สมอง และสุขภาพโดยรวม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ

อาหารแนวนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นประสาทและประสาทหู ช่วยลดการอักเสบ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด

Mediterranean Diet คืออะไร?

มื้ออาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของผู้คนกว่า 20 ประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนและมีสุขภาพดี

หัวใจสำคัญคือ

  • เน้น อาหารจากพืชและไขมันดีเป็นหลัก

  • ลดอาหารแปรรูปและไขมันไม่ดี

  • จับคู่กับ การใช้ชีวิตแบบกระฉับกระเฉง เช่น เดินให้มาก ขยับตัวเป็นประจำ

  • ให้ความสำคัญกับการ กินข้าวร่วมกันในครอบครัวและเพื่อนฝูง ลดความโดดเดี่ยวทางสังคม

งานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารแบบ Mediterranean Diet เป็นประจำ มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม รวมถึง Alzheimer และภาวะสมองเสื่อมจากโรค Parkinson ลดลงได้ประมาณ 13% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กินแบบนี้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และช่วยเสริมสุขภาพจิตโดยรวม

พีระมิดอาหารเมดิเตอร์เรเนียน: กินอย่างไรให้ดีต่อสมองระยะยาว

พีระมิดอาหารเมดิเตอร์เรเนียน แบ่งอาหารตามความถี่ที่ควรกิน

จากฐานกว้างที่สุด (กินบ่อยได้) ไปจนถึงยอดพีระมิด (ควรลด)

ฐานพีระมิด: วิถีชีวิตและกิจกรรม

จุดเริ่มต้นของสุขภาพแบบเมดิเตอร์เรเนียน ไม่ใช่อาหาร แต่คือ วิถีชีวิต

  • เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ

  • ทำกิจกรรมที่ได้พบปะผู้อื่น

  • รับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวและคนที่รัก

ทั้งหมดนี้ช่วยให้ทั้งสมองและหัวใจแข็งแรงไปพร้อมกัน

ชั้นที่ 1: อาหารที่ควรกินทุกวัน (ปริมาณมาก)

กลุ่มนี้คือ “ตัวหลักประจำจาน” ของทุกมื้อ

  • ผักและผลไม้หลากสี

  • ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท พาสต้าโฮลวีท ข้าวโอ๊ต บัควีท

  • ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง

  • ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี

  • น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ เป็นแหล่งไขมันหลัก ใช้ทั้งทำอาหารและทำสลัด

  • สมุนไพรและเครื่องเทศ ใช้เพิ่มรสชาติ แทนการใส่เกลือหรือไขมันมากเกินไป

ชั้นที่ 2: อาหารที่ควรกินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

เน้นโปรตีนจากสัตว์ที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด

  • ปลาและอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันดีสูง เช่น แซลมอน ซาร์ดีน แมคเคอเรล

ชั้นที่ 3: อาหารที่กินได้ในปริมาณปานกลาง

อาจกินทุกวันหรือสัปดาห์ละหลายครั้ง แต่ควบคุมปริมาณ

  • ผลิตภัณฑ์นม เช่น โยเกิร์ต ชีส (แนะนำแบบไขมันต่ำ)

  • สัตว์ปีก เช่น ไก่ ไก่งวง

  • ไข่ ในปริมาณที่พอเหมาะ

ยอดพีระมิด: กินให้น้อย หรือไม่บ่อย

กลุ่มนี้ควรจำกัดปริมาณ

  • เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู

  • เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม

  • ของหวานและขนมหวานต่างๆ

  • อาหารแปรรูปจัดเต็ม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

นอกพีระมิด: เครื่องดื่ม

  • น้ำเปล่า ควรได้รับเพียงพอในแต่ละวัน

  • ไวน์แดง ในผู้ใหญ่ที่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว อาจดื่มในปริมาณพอเหมาะร่วมกับมื้ออาหาร (แต่ถ้าไม่ดื่มอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเริ่ม)

หลักสำคัญของพีระมิดนี้ คือ การเน้นอาหารธรรมชาติ แปรรูปน้อย ใช้ไขมันดี ผักผลไม้เยอะ โปรตีนจากปลา และใช้ชีวิตแบบแอคทีฟร่วมกับผู้อื่น

ทั้งหมดนี้ช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย สมอง และอายุที่ยืนยาวขึ้น

6 ประโยชน์เด่นของมื้อแบบเมดิเตอร์เรเนียน

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนถูกยกให้เป็นหนึ่งในรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพที่สุดในโลก เพราะมีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก ว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและช่วยดูแลสมองได้จริง

ประโยชน์สำคัญ ได้แก่

  1. ดีต่อหัวใจ
    ผู้ที่รับประทานอาหารแบบนี้มักมีความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

  2. ช่วยให้หลับดีขึ้น
    การกินแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีความสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น หลับลึกขึ้น และใช้เวลาในการนอนหลับลดลง

  3. ลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
    เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ไขมันดี และอาหารต้านการอักเสบ จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิดได้

  4. บำรุงสุขภาพจิต
    หลายงานวิจัยพบว่า รูปแบบการกินนี้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ ลดโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า และยังช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม

  5. ลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
    การกินแบบนี้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้หลายคนมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยลง

  6. ช่วยคุมน้ำหนัก
    จากการศึกษา ผู้ที่กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีแนวโน้ม “น้ำหนักขึ้นน้อยกว่า” เมื่อเทียบกับรูปแบบการกินทั่วไป ลดโอกาสภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

อาหารดี + การได้ยินดี = เกราะป้องกันสมองเสื่อมที่บ้าน

การกินในแบบเมดิเตอร์เรเนียนไม่ใช่แค่ดีต่อหัวใจ แต่ ดีต่อสมองอย่างชัดเจน เพราะอุดมไปด้วย

  • สารต้านอนุมูลอิสระ

  • ไขมันดี

  • ใยอาหาร

ทั้งหมดนี้ช่วยลดการอักเสบ ปกป้องเซลล์สมอง และช่วยให้สมองทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อดูแล “การได้ยิน” ควบคู่ไปกับ “การเลือกอาหารที่ดีต่อสมอง” คุณกำลังใช้สองแนวทางทรงพลังในการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมให้กับผู้สูงอายุที่คุณรัก

สรุป: เริ่มต้นวันนี้ เพื่ออนาคตที่ยังคุยกันรู้เรื่อง

  • พาผู้สูงอายุ ตรวจการได้ยินเป็นประจำทุกปี

  • หากตรวจพบการสูญเสียการได้ยิน พิจารณาใช้เครื่องช่วยฟังโดยไม่ต้องรอให้หนัก

  • ปรับมื้ออาหารที่บ้านให้เข้าใกล้ Mediterranean Diet มากขึ้น เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา น้ำมันมะกอก ลดของทอด ของหวาน และเนื้อแดง

  • ชวนผู้สูงอายุ คุย ถาม เล่าเรื่องในแต่ละวัน ให้สมองได้ใช้งานเสมอ

  • กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อลดความเหงาและความโดดเดี่ยว

การได้ยินที่ดี + การกินที่ดี + ความสัมพันธ์ที่ดี คือสามเสาหลักที่ช่วยพยุงสมองของผู้สูงอายุให้แข็งแรงไปได้นานที่สุด เท่าที่เราจะช่วยเขาได้จากที่บ้านของเราเอง