รับแอปรับแอป

จากครัวกากๆ ถึงเวทีเทศกาลดนตรี : ระลึกจักรวาลความคิดของอาจารย์ตุลกลางกรุงเทพฯ

ศุภชัย เจริญผล01-30

ล้อมวงกลางเทศกาล อ่านหนังสือ คุยปรัชญา ท่ามกลางบรรยากาศดนตรี

กิจกรรม “BookTalk: ในจักรวาลความคิด ‘คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง’ ” จัดขึ้นที่มิวเซียมสยาม ในงาน “Knowledge Fest เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม 2025 x เทศกาลดนตรีกรุงเทพฯ” ปีที่ 3 กลายเป็นเหมือนวงล้อมตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางเทศกาลใหญ่ เพื่อระลึกถึงอาจารย์ตุล ผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง นักปรัชญาและนักวิชาการศาสนาผู้เป็นที่รักของผู้คนจำนวนมาก

ในวงสนทนาครั้งนี้ มี 3 มิตรวิทยากรที่ผูกพันกับอาจารย์ตุลมานานปีมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเรื่องเล่าจากชีวิตจริง ทั้งในฐานะเพื่อนร่วมทางทางความคิด และเพื่อนร่วมทางในโลกออนไลน์และโลกวิชาการ

3 มิตรในวงสนทนา: คนอ่าน คนเขียน และเพื่อนร่วมครัว

วงพูดคุยนี้อบอุ่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นการเล่าเรื่องโดย มิตรแท้ของอาจารย์ตุล ที่รู้จักทั้งด้านหน้าฉากและหลังฉาก ได้แก่

  • ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ผู้ร่วมงานกันทางวิชาการและบทความ

  • สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนอิสระในนามปากกา “นิ้วกลม” เพื่อนร่วมถกปรัชญาและการใช้ชีวิต

  • ศาสวัต บุญศรี อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือที่แฟน ๆ รู้จักในชื่อ “น้าช้าง ครัวกากๆ” เพื่อนตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยและคู่หูจากรายการดัง

บรรยากาศในงานยิ่งซาบซึ้ง เมื่อ สนชัย อุ่ยเต็กเค่ง บิดาของอาจารย์ตุล เดินทางมาร่วมฟังการสนทนาด้วย เพิ่มน้ำหนักทางอารมณ์ให้ทุกถ้อยคำที่ถูกเล่าขึ้นมา

ชีวิตเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยมิติของ “คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง”

วงพูดคุยเริ่มต้นจากคำชวนของนิ้วกลม ให้ทุกคนพาย้อนกลับไปสำรวจ ตัวตนของอาจารย์ตุล ผ่านประสบการณ์ส่วนตัวของเพื่อนสนิท

ศาสวัต เล่าถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันที่ร่วมกันทำรายการ “ครัวกากๆ” ความเป็นกันเองแบบเพื่อนสนิทผสมกับความจริงจังเรื่องความคิด ทำให้เห็นอาจารย์ตุลในมุมที่ทั้งขี้เล่นและลุ่มลึกไปพร้อมกัน

ด้านศิริพจน์ เลือกมองผ่านแว่นของงานวิชาการ เขารู้จักอาจารย์ตุลจากบทความในนิตยสาร ซึ่งทั้งคู่เป็นคอลัมนิสต์ เขายอมรับว่า ความแข็งแรงด้านปรัชญาและศาสนา ของอาจารย์ตุล ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับงานโบราณคดี ที่มักจะโฟกัสแค่ตัววัตถุ มากกว่าจะมองไปยังคนและวิถีชีวิต

นิ้วกลมเองก็เล่าถึงโมเมนต์ “แรกพบ” ผ่านการสนทนาเรื่องปรัชญา ก่อนจะสรุปภาพรวมของเพื่อนไว้อย่างน่าจดจำว่า อาจารย์ตุลเป็นคนที่เหมือนมีหลาย “ปาง” หลายมิติในร่างเดียว แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ ความเฮฮาแบบจริงใจ และความรู้ลึกด้านปรัชญาและศาสนา ที่ใช้เพื่อเชื่อมกับผู้คน ไม่ใช่เพื่อวางอำนาจเหนือใคร

นักปรัชญา ผู้ใช้ศาสนาเป็นสะพานเชื่อมชีวิต

ในมุมของศาสวัต ความสนใจด้านปรัชญาและศาสนาของอาจารย์ตุล ไม่ใช่แค่ความชอบเล่น ๆ แต่จริงจังมาตั้งแต่สมัยเรียนจนได้ฉายา “พราหมณ์หมี” แถมยังเป็นสายเนิร์ดตั้งแต่วัยรุ่น ลึกทั้งการอ่าน การคิด และการปฏิบัติ

ศิริพจน์เล่าต่อว่า ความรู้ด้านปรัชญาของอาจารย์ตุล กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาทำงานโบราณคดีได้ลึกขึ้น เพราะปรัชญาไม่มองแค่วัตถุ แต่มองไปยัง คน ความเชื่อ และวิธีคิดที่ซ่อนอยู่ในสิ่งของ ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องราวแห้ง ๆ ในตำรา

นิ้วกลมเสริมว่า เขาเองมักถูกอาจารย์ตุล “สอน” บ่อยครั้ง แต่เป็นการสอนแบบเพื่อนที่ปรารถนาดี เตือนกันอย่างอ่อนโยน อาจารย์ตุลเคยบอกกับเขาว่า “เงิน” เป็นสิ่งที่ขวางทางความจริง จึงไม่แบกความอยากรวยหรือความอยากดังมาเป็นภาระในชีวิต

เขาเคยบอกว่า ถ้าอยากก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ ต้องกล้าปล่อยเรื่องเงินลงบ้าง เพราะทางสายนี้ต้องเบา ไม่ใช่แบกทุกอย่างไปพร้อมกัน

ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่คำพูดลอย ๆ แต่ผูกโยงกับการปฏิบัติจริงในด้านปรัชญาและศาสนา ที่เลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ชัดเจนในหลักคิดของตัวเอง

จาก “ครัวกากๆ” สู่บทบาทนักวิชาการที่คนทั้งประเทศจับตา

หนึ่งในภาพจำสำคัญของอาจารย์ตุล คือบทบาทในรายการ “ครัวกากๆ” ที่ทำอยู่ราวหนึ่งปี แต่กลายเป็นร่องรอยใหญ่ในโลกคอนเทนต์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่สนใจทั้งอาหารและความคิด

ศาสวัตเล่าย้อนว่า รายการนี้ไม่ใช่แค่สอนทำอาหารแบบง่าย ๆ แต่มันคือ พื้นที่เบิกเนตรให้คนดู เพราะผสานทั้ง

  • การทำกับข้าวแบบคนที่ “ทำเป็นจริง ๆ”

  • การเล่าแง่คิดเชิงปรัชญาแบบฟังง่าย

  • วิธีพูดที่สนุก เข้าใจง่าย และชวนคิดต่อ

จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนจะมองว่า “ครัวกากๆ” คือจุดเริ่มต้นของแนวคอนเทนต์ที่เอา ชีวิต–ความคิด–ครัว มาผสมกันอย่างลงตัว จนมีคนทำตามในเวลาต่อมา

ด้านงานวิชาการ ศิริพจน์ชี้ว่า จุดเด่นของอาจารย์ตุล คือการ ย่อยเรื่องยากให้ง่าย โดยไม่ทำให้เนื้อหาสำคัญหายไป เขาไม่ลดระดับความลึก แต่ช่วยจัดระเบียบให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากขึ้น

นิ้วกลมอธิบายเสริมว่า เหตุผลที่อาจารย์ตุลอธิบายเรื่องซับซ้อนได้ดี เพราะเขา ไม่หยุดอยู่แค่การอ่านหนังสือ แต่ลงไปอยู่ในประสบการณ์จริงของโลกจิตวิญญาณ ไปคลุกอยู่ใน “โลกใบที่ตัวเองพูดถึง” ก่อนจะกลับมาถ่ายทอดให้คนอื่นฟังอีกที นั่นทำให้ทุกคำอธิบายมีทั้งเนื้อหาและความรู้สึกอยู่พร้อมกัน

เพื่อนคู่ทุกข์ และกัลยาณมิตรกลางคลื่นการเมือง

ในฐานะเพื่อน ศาสวัตมองว่าอาจารย์ตุลไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนร่วมวงคุยธรรมดา แต่คือ “เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก” โดยเฉพาะในเรื่องความคิดทางการเมือง ที่หลายครั้งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม

การมีเพื่อนอย่างอาจารย์ตุล จึงเหมือนมี “น้ำทิพย์ชะโลมใจ” ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองทำให้คนคิดต่างรู้สึกเหนื่อยล้า เพราะเขาเป็นคนที่คุยได้ทั้งเรื่องหนักและเรื่องขำ โดยไม่ทิ้งหลักการที่ตัวเองเชื่อ

ศิริพจน์มองอีกด้านว่า วิธีทำงานของอาจารย์ตุลเป็นแบบอย่างให้ทั้งนักศึกษาและคนทำงานวิชาการ เขาไม่ใช่คนที่เก็บความรู้ไว้บนหิ้ง แต่เลือกเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ออกไปอย่างต่อเนื่อง ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้จริง

นิ้วกลมเสริมรสให้วงสนทนาด้วยอีกหนึ่งคำสอนของเพื่อนรักที่ฝังใจเขามาก

อาจารย์ตุลมักบอกว่า การฝึกตนไม่ใช่การหนีออกจากโลก แต่คือการลงไปคลุกอยู่กับโลกให้เต็มตัว ต่อให้โดนรองเท้าเขวี้ยงกลับมาก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมรูปแบบหนึ่ง

แนวคิดนี้ไม่เพียงสะท้อนวิธีมองการเมืองและสังคม แต่ยังสะท้อนวิธีใช้ชีวิตที่ ไม่หนีทะเลแห่งความทุกข์ หากเลือกเผชิญหน้าเพื่อบ่มเพาะตัวตนให้แข็งแรงขึ้น

ระลึกถึงอาจารย์ตุล: ไม่ใช่แค่ปัญญาชน แต่คือคนที่รักผู้คน

เมื่อฟังเรื่องเล่าจากทั้งสามคนแล้ว จะเห็นภาพชัดว่า “อาจารย์ตุล” ไม่ได้มีแค่หนึ่งบทบาทในสังคม แต่คือการรวมตัวของหลายสถานะในคนคนเดียว

  • เขาเป็นทั้ง นักวิชาการและปัญญาชน ที่ศึกษาลึกและสื่อสารเป็น

  • เป็น อินฟลูเอนเซอร์ทางความคิด ที่กล้าพูด กล้าตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคม

  • เป็น กัลยาณมิตร ที่ห่วงใยเพื่อนฝูงและผู้คนรอบตัว

  • เป็น นักจรรโลงสังคม ที่ใช้ทั้งความรู้และศรัทธาในการผลักดันให้โลกดีขึ้นทีละน้อย

ช่วงเวลาสั้น ๆ บนเวทีเทศกาลอ่านและดนตรี จึงเหมือนการรวมจักรวาลความคิดของเขาไว้ในวงสนทนาวงเดียว ให้คนฟังได้ย้อนกลับไปทบทวนว่า เราจะใช้ชีวิตแบบไหน ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

และแม้อาจารย์ตุลจะจากไปแล้ว แต่จากเรื่องเล่าที่ล้อมวงกันในวันนั้น ทำให้รู้ว่าจิตวิญญาณของเขายังเดินทางต่อ ผ่านความคิด คอนเทนต์ และแรงบันดาลใจที่ส่งต่อไปยังผู้คนไม่รู้จบ