ล้อมวงกลางเทศกาล อ่านหนังสือ คุยปรัชญา ท่ามกลางบรรยากาศดนตรี
กิจกรรม “BookTalk: ในจักรวาลความคิด ‘คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง’ ” จัดขึ้นที่มิวเซียมสยาม ในงาน “Knowledge Fest เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม 2025 x เทศกาลดนตรีกรุงเทพฯ” ปีที่ 3 กลายเป็นเหมือนวงล้อมตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางเทศกาลใหญ่ เพื่อระลึกถึงอาจารย์ตุล ผศ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง นักปรัชญาและนักวิชาการศาสนาผู้เป็นที่รักของผู้คนจำนวนมาก
ในวงสนทนาครั้งนี้ มี 3 มิตรวิทยากรที่ผูกพันกับอาจารย์ตุลมานานปีมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเรื่องเล่าจากชีวิตจริง ทั้งในฐานะเพื่อนร่วมทางทางความคิด และเพื่อนร่วมทางในโลกออนไลน์และโลกวิชาการ
3 มิตรในวงสนทนา: คนอ่าน คนเขียน และเพื่อนร่วมครัว
วงพูดคุยนี้อบอุ่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นการเล่าเรื่องโดย มิตรแท้ของอาจารย์ตุล ที่รู้จักทั้งด้านหน้าฉากและหลังฉาก ได้แก่
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ผู้ร่วมงานกันทางวิชาการและบทความ
สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนอิสระในนามปากกา “นิ้วกลม” เพื่อนร่วมถกปรัชญาและการใช้ชีวิต
ศาสวัต บุญศรี อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือที่แฟน ๆ รู้จักในชื่อ “น้าช้าง ครัวกากๆ” เพื่อนตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยและคู่หูจากรายการดัง
บรรยากาศในงานยิ่งซาบซึ้ง เมื่อ สนชัย อุ่ยเต็กเค่ง บิดาของอาจารย์ตุล เดินทางมาร่วมฟังการสนทนาด้วย เพิ่มน้ำหนักทางอารมณ์ให้ทุกถ้อยคำที่ถูกเล่าขึ้นมา

ชีวิตเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยมิติของ “คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง”
วงพูดคุยเริ่มต้นจากคำชวนของนิ้วกลม ให้ทุกคนพาย้อนกลับไปสำรวจ ตัวตนของอาจารย์ตุล ผ่านประสบการณ์ส่วนตัวของเพื่อนสนิท
ศาสวัต เล่าถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันที่ร่วมกันทำรายการ “ครัวกากๆ” ความเป็นกันเองแบบเพื่อนสนิทผสมกับความจริงจังเรื่องความคิด ทำให้เห็นอาจารย์ตุลในมุมที่ทั้งขี้เล่นและลุ่มลึกไปพร้อมกัน
ด้านศิริพจน์ เลือกมองผ่านแว่นของงานวิชาการ เขารู้จักอาจารย์ตุลจากบทความในนิตยสาร ซึ่งทั้งคู่เป็นคอลัมนิสต์ เขายอมรับว่า ความแข็งแรงด้านปรัชญาและศาสนา ของอาจารย์ตุล ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับงานโบราณคดี ที่มักจะโฟกัสแค่ตัววัตถุ มากกว่าจะมองไปยังคนและวิถีชีวิต
นิ้วกลมเองก็เล่าถึงโมเมนต์ “แรกพบ” ผ่านการสนทนาเรื่องปรัชญา ก่อนจะสรุปภาพรวมของเพื่อนไว้อย่างน่าจดจำว่า อาจารย์ตุลเป็นคนที่เหมือนมีหลาย “ปาง” หลายมิติในร่างเดียว แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ ความเฮฮาแบบจริงใจ และความรู้ลึกด้านปรัชญาและศาสนา ที่ใช้เพื่อเชื่อมกับผู้คน ไม่ใช่เพื่อวางอำนาจเหนือใคร

นักปรัชญา ผู้ใช้ศาสนาเป็นสะพานเชื่อมชีวิต
ในมุมของศาสวัต ความสนใจด้านปรัชญาและศาสนาของอาจารย์ตุล ไม่ใช่แค่ความชอบเล่น ๆ แต่จริงจังมาตั้งแต่สมัยเรียนจนได้ฉายา “พราหมณ์หมี” แถมยังเป็นสายเนิร์ดตั้งแต่วัยรุ่น ลึกทั้งการอ่าน การคิด และการปฏิบัติ
ศิริพจน์เล่าต่อว่า ความรู้ด้านปรัชญาของอาจารย์ตุล กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาทำงานโบราณคดีได้ลึกขึ้น เพราะปรัชญาไม่มองแค่วัตถุ แต่มองไปยัง คน ความเชื่อ และวิธีคิดที่ซ่อนอยู่ในสิ่งของ ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องราวแห้ง ๆ ในตำรา
นิ้วกลมเสริมว่า เขาเองมักถูกอาจารย์ตุล “สอน” บ่อยครั้ง แต่เป็นการสอนแบบเพื่อนที่ปรารถนาดี เตือนกันอย่างอ่อนโยน อาจารย์ตุลเคยบอกกับเขาว่า “เงิน” เป็นสิ่งที่ขวางทางความจริง จึงไม่แบกความอยากรวยหรือความอยากดังมาเป็นภาระในชีวิต
เขาเคยบอกว่า ถ้าอยากก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ ต้องกล้าปล่อยเรื่องเงินลงบ้าง เพราะทางสายนี้ต้องเบา ไม่ใช่แบกทุกอย่างไปพร้อมกัน
ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่คำพูดลอย ๆ แต่ผูกโยงกับการปฏิบัติจริงในด้านปรัชญาและศาสนา ที่เลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ชัดเจนในหลักคิดของตัวเอง
จาก “ครัวกากๆ” สู่บทบาทนักวิชาการที่คนทั้งประเทศจับตา
หนึ่งในภาพจำสำคัญของอาจารย์ตุล คือบทบาทในรายการ “ครัวกากๆ” ที่ทำอยู่ราวหนึ่งปี แต่กลายเป็นร่องรอยใหญ่ในโลกคอนเทนต์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่สนใจทั้งอาหารและความคิด
ศาสวัตเล่าย้อนว่า รายการนี้ไม่ใช่แค่สอนทำอาหารแบบง่าย ๆ แต่มันคือ พื้นที่เบิกเนตรให้คนดู เพราะผสานทั้ง
การทำกับข้าวแบบคนที่ “ทำเป็นจริง ๆ”
การเล่าแง่คิดเชิงปรัชญาแบบฟังง่าย
วิธีพูดที่สนุก เข้าใจง่าย และชวนคิดต่อ
จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนจะมองว่า “ครัวกากๆ” คือจุดเริ่มต้นของแนวคอนเทนต์ที่เอา ชีวิต–ความคิด–ครัว มาผสมกันอย่างลงตัว จนมีคนทำตามในเวลาต่อมา
ด้านงานวิชาการ ศิริพจน์ชี้ว่า จุดเด่นของอาจารย์ตุล คือการ ย่อยเรื่องยากให้ง่าย โดยไม่ทำให้เนื้อหาสำคัญหายไป เขาไม่ลดระดับความลึก แต่ช่วยจัดระเบียบให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากขึ้น
นิ้วกลมอธิบายเสริมว่า เหตุผลที่อาจารย์ตุลอธิบายเรื่องซับซ้อนได้ดี เพราะเขา ไม่หยุดอยู่แค่การอ่านหนังสือ แต่ลงไปอยู่ในประสบการณ์จริงของโลกจิตวิญญาณ ไปคลุกอยู่ใน “โลกใบที่ตัวเองพูดถึง” ก่อนจะกลับมาถ่ายทอดให้คนอื่นฟังอีกที นั่นทำให้ทุกคำอธิบายมีทั้งเนื้อหาและความรู้สึกอยู่พร้อมกัน

เพื่อนคู่ทุกข์ และกัลยาณมิตรกลางคลื่นการเมือง
ในฐานะเพื่อน ศาสวัตมองว่าอาจารย์ตุลไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนร่วมวงคุยธรรมดา แต่คือ “เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก” โดยเฉพาะในเรื่องความคิดทางการเมือง ที่หลายครั้งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม
การมีเพื่อนอย่างอาจารย์ตุล จึงเหมือนมี “น้ำทิพย์ชะโลมใจ” ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองทำให้คนคิดต่างรู้สึกเหนื่อยล้า เพราะเขาเป็นคนที่คุยได้ทั้งเรื่องหนักและเรื่องขำ โดยไม่ทิ้งหลักการที่ตัวเองเชื่อ
ศิริพจน์มองอีกด้านว่า วิธีทำงานของอาจารย์ตุลเป็นแบบอย่างให้ทั้งนักศึกษาและคนทำงานวิชาการ เขาไม่ใช่คนที่เก็บความรู้ไว้บนหิ้ง แต่เลือกเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ออกไปอย่างต่อเนื่อง ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้จริง
นิ้วกลมเสริมรสให้วงสนทนาด้วยอีกหนึ่งคำสอนของเพื่อนรักที่ฝังใจเขามาก
อาจารย์ตุลมักบอกว่า การฝึกตนไม่ใช่การหนีออกจากโลก แต่คือการลงไปคลุกอยู่กับโลกให้เต็มตัว ต่อให้โดนรองเท้าเขวี้ยงกลับมาก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมรูปแบบหนึ่ง
แนวคิดนี้ไม่เพียงสะท้อนวิธีมองการเมืองและสังคม แต่ยังสะท้อนวิธีใช้ชีวิตที่ ไม่หนีทะเลแห่งความทุกข์ หากเลือกเผชิญหน้าเพื่อบ่มเพาะตัวตนให้แข็งแรงขึ้น

ระลึกถึงอาจารย์ตุล: ไม่ใช่แค่ปัญญาชน แต่คือคนที่รักผู้คน
เมื่อฟังเรื่องเล่าจากทั้งสามคนแล้ว จะเห็นภาพชัดว่า “อาจารย์ตุล” ไม่ได้มีแค่หนึ่งบทบาทในสังคม แต่คือการรวมตัวของหลายสถานะในคนคนเดียว
เขาเป็นทั้ง นักวิชาการและปัญญาชน ที่ศึกษาลึกและสื่อสารเป็น
เป็น อินฟลูเอนเซอร์ทางความคิด ที่กล้าพูด กล้าตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคม
เป็น กัลยาณมิตร ที่ห่วงใยเพื่อนฝูงและผู้คนรอบตัว
เป็น นักจรรโลงสังคม ที่ใช้ทั้งความรู้และศรัทธาในการผลักดันให้โลกดีขึ้นทีละน้อย
ช่วงเวลาสั้น ๆ บนเวทีเทศกาลอ่านและดนตรี จึงเหมือนการรวมจักรวาลความคิดของเขาไว้ในวงสนทนาวงเดียว ให้คนฟังได้ย้อนกลับไปทบทวนว่า เราจะใช้ชีวิตแบบไหน ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
และแม้อาจารย์ตุลจะจากไปแล้ว แต่จากเรื่องเล่าที่ล้อมวงกันในวันนั้น ทำให้รู้ว่าจิตวิญญาณของเขายังเดินทางต่อ ผ่านความคิด คอนเทนต์ และแรงบันดาลใจที่ส่งต่อไปยังผู้คนไม่รู้จบ

