การกลับมาที่ทั้งวงการเคป๊อบต้องหันมามอง
ถ้าพูดถึงการคัมแบ็กที่ทั้งอุตสาหกรรมเคป๊อบรอคอยในปีนี้ ชื่อของ BTS ต้องโผล่มาเป็นอันดับต้นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะนี่คือการกลับมาพร้อมหน้าของทั้ง 7 คนแบบเต็มวง หลังจากเว้นระยะห่างไปเกือบ 4 ปีเต็มจากภารกิจรับใช้ชาติ
สำหรับ ARMY และแฟนเคป๊อบทั่วโลก นี่ไม่ใช่แค่การกลับมาปล่อยเพลงใหม่ แต่คือโมเมนต์ที่ทุกคนอยากรู้ว่า พวกเขาจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งต่อไปบนหน้าประวัติศาสตร์เคป๊อบได้อย่างไร
FIRST MOMENT BACK TOGETHER: ภาพที่รอมาเกือบ 4 ปี
สมาชิกทั้ง 7 ของ BTS ไม่ได้ยืนเคียงข้างกันแบบครบวงมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 ที่ทุกคนทยอยเข้ากรม จนเวลาล่วงเลยมากว่า 3 ปี 9 เดือน ภาพการกลับมายืนร่วมเฟรมกันจึงกลายเป็นสิ่งที่แฟนๆ เฝ้ารออย่างยาวนาน
กลางเดือนมิถุนายน 2025 คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อภารกิจในกองทัพสิ้นสุดลงและเปิดฉากสู่ ยุคใหม่ของ BTS อย่างเป็นทางการ
โมเมนต์แรกที่ทั้ง 7 คนกลับมาอยู่ในภาพเดียวกันอีกครั้ง จึงไม่ได้เป็นเพียง “ภาพแห่งความคิดถึง” แต่คือการประกาศว่า BTS พร้อมเปิดบทใหม่ทั้งในฐานะวง และในฐานะศิลปินที่เติบโตขึ้นในทุกมิติ
TIMELESS HIT SONGS: เพลงที่ข้ามเวลาและไม่เคยหายไปจากเพลย์ลิสต์
แม้ช่วงเวลาที่ BTS เว้นจากกิจกรรมวง ชื่อของพวกเขากลับไม่เคยหลุดออกจากเพลย์ลิสต์คนฟังเลย เพลงฮิตเก่ายังคงถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลายเป็นเหมือนพื้นที่ระบายความคิดถึงให้กับ ARMY ทั่วโลก
บน Spotify ผลงานของ BTS มียอดสตรีมรวมทะลุ 26.4 พันล้านครั้ง โดย Dynamite จากอัลบั้ม BE กลายเป็นเพลงที่ทำสถิติสูงสุดด้วยยอดสตรีมกว่า 2.1 พันล้านครั้ง
ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันชัดเจนว่า ความนิยมของ BTS ไม่ได้ลดลงตามเวลา ตรงกันข้าม เพลงเหล่านี้กลับยิ่งฝังแน่นในใจผู้ฟัง และถูกฟังซ้ำในฐานะ เสียงของความคิดถึงและความทรงจำร่วมกัน ของทั้งวงและแฟนๆ
INVIDUALLY POWERFUL: เมื่อทุกคนเติบโตในเส้นทางเดี่ยว
ในช่วงที่พักจากกิจกรรมวง สมาชิกทั้ง 7 ไม่ได้หยุดนิ่งเลยแม้แต่น้อย แต่ต่างคนต่างเดินหน้าสร้างผลงานเดี่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือ ทุกคนประสบความสำเร็จในระดับโลก
Jin เปิดเส้นทางโซโล่ด้วยอัลบั้ม Happy ในปี 2024 พร้อมต่อยอดเสน่ห์ด้านวาไรตี้ผ่านรายการ Run Jin ที่สานต่อบรรยากาศสนุกๆ จาก Run BTS
SUGA กลับมาในชื่อ Agust D พร้อมเวิลด์ทัวร์ D-DAY Tour จนขึ้นแท่นศิลปินเดี่ยวเกาหลีที่ทำรายได้สูงสุดในสหรัฐ ด้วยตัวเลขกว่า 30.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
J-Hope ปล่อยเพลงเดี่ยวอย่าง Mona Lisa และ Killing It Girl พร้อมจัดเวิลด์ทัวร์ HOPE ON THE STAGE ในปี 2025 และสร้างสถิติศิลปินเดี่ยวเคป๊อบที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 84.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังได้เป็นเฮดไลเนอร์บนเวทีระดับนานาชาติอีกด้วย
ด้าน RM หัวหน้าวง ก็โชว์ความเป็นศิลปินตัวจริงผ่านอัลบั้ม Indigo ที่เปี่ยมด้วยตัวตนและมุมมองของเขาเอง พร้อมต่อยอดด้วยภาพยนตร์สารคดี Right People, Wrong Place ที่ถูกเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน
ขณะที่ Jimin ปล่อยอัลบั้ม MUSE และกวาดสถิติยอดสตรีมสูงสุดบน Spotify Korea ในปี 2025 ก่อนจะปิดปีด้วยยอดสตรีมรวมกว่า 3.4 พันล้านครั้ง
ด้าน V ปล่อยโซโล่อัลบั้ม Layover ที่เผยให้เห็นรสนิยมดนตรีสุดละเมียดของเขาผ่านเพลงอย่าง Slow Dancing และ Love Me Again ก่อนจะต่อยอดด้วยเพลง FRI(END)S ในปี 2024 ที่กลายเป็นเพลงของศิลปินเดี่ยวเคป๊อบที่มียอดสตรีมสูงสุดบน Spotify ในปีนั้น และยังติดชาร์ต Billboard Hot 100 อีกด้วย
ส่วน Jungkook ทลายเพดานในฐานะศิลปินเดี่ยวระดับโลก กลายเป็นศิลปินเดี่ยวชายคนแรกจากเคป๊อบที่ได้รับรางวัล RIAA ถึง 3 เพลง ทั้ง Seven, Left and Right และ Too Much ขณะที่อัลบั้ม Golden ก็สร้างสถิติเป็นอัลบั้มของศิลปินเดี่ยวชาวเอเชียคนแรกที่มียอดผู้ฟังรวมบน Spotify ทะลุ 6.1 พันล้านครั้ง
ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า ช่วงเวลาที่ BTS พักจากกิจกรรมวง ไม่ใช่ช่วงหยุดเดิน แต่มันคือช่วงเวลาที่สมาชิกทั้ง 7 คนได้เติบโตอย่างเต็มกำลังในฐานะศิลปินเดี่ยว
เพราะฉะนั้น วันที่พวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง จึงไม่ใช่แค่การคัมแบ็กของ “วง” แต่คือการกลับมาของศิลปิน 7 คนที่ “เก่งขึ้น แกร่งขึ้น และพร้อมกว่าที่เคย”
ARIRANG: อัลบั้มแห่งการรอคอยและความคิดถึง
การกลับมาในปีนี้ถูกบันทึกไว้ผ่านอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า ARIRANG ซึ่งเป็นผลงานเต็มชุดที่ 5 ของ BTS และเป็นอัลบั้มแรกหลังกลับมารวมตัวกันครบทั้งวงในรอบ 4 ปี
ชื่อ ARIRANG ได้แรงบันดาลใจจากเพลงพื้นบ้านเกาหลีที่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของ ความคิดถึง การจากลา และการได้พบกันใหม่ ในอีกมุมหนึ่ง ยังสามารถตีความได้ว่าเป็นคำที่หมายถึง “คนที่รักที่สุด” ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าพวกเขาตั้งใจส่งความรู้สึกพิเศษนี้กลับไปหาแฟนๆ
ด้านสถิติก็แรงสมการรอคอย อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 บน Spotify Countdown Chart อย่างรวดเร็ว ยอด pre-save พุ่งถึง 1.49 ล้านครั้ง ก่อนจะไต่ขึ้นอันดับ 1 ภายในเวลาเพียง สองวัน
อีกหนึ่งดีเทลที่ทำให้ ARMY ภูมิใจ คือการที่ Jungkook ลงมาดูงานด้านดีไซน์ด้วยตัวเอง เขาเคยเล่าว่าช่วงที่อยู่ในสหรัฐเพื่อทำงานเพลง เขามักจะวาดสเก็ตช์ไอเดียแล้วส่งกลับมาให้ทีมกราฟิกของ BigHit Music นำไปต่อยอด จนสุดท้ายถูกพัฒนาเป็นโลโก้อัลบั้ม ARIRANG ในปัจจุบัน
ปกอัลบั้มที่มีวงกลม 3 วงนั้น แทนตัวอักษร ㅇ, ㄹ, ㄹ ในภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นตัวอักษรของคำว่า 아리랑 (ARIRANG) พอดี
อัลบั้มนี้มีกำหนดปล่อยอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มีนาคม 2026 และจะมาพร้อมเพลงทั้งหมด 14 เพลง ที่ทั้งแฟนเก่าและแฟนใหม่ต่างตั้งตารอ
BTS AND THE RISE OF KOREAN SOFT POWER
การคัมแบ็กของ BTS ครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบริบทของวงการเพลง แต่กำลังถูกมองในฐานะ “พลังวัฒนธรรม” ที่ช่วยขับเคลื่อนภาพลักษณ์เกาหลีใต้บนเวทีโลกอีกครั้ง
มีรายงานว่าการถ่ายทำโปรเจกต์อัลบั้มใหม่จะเกิดขึ้นที่ พระราชวังคย็องบก และ ประตูซุงนเย สองแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้
ย้อนกลับไปเมื่อราว 5 ปีก่อน BTS เคยสร้างโมเมนต์ระดับตำนานจากการแสดงสดในพื้นที่เดียวกัน เพื่อมอบฟุตเทจสุดพิเศษให้แฟนๆ ทั่วโลก ซึ่งทำยอดเข้าชมมากกว่า 28 ล้านครั้ง และกลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการผสาน ดนตรีป๊อปเข้ากับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อย่างทรงพลัง
ครั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อนุมัติการถ่ายทำอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการจับตามองว่า โปรเจกต์นี้อาจถูกใช้เป็นฟันเฟืองสำคัญของ Korean Soft Power ในการเล่าเรื่องประเทศสู่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ BTS ถนัดมาโดยตลอด
นอกเหนือจากมิติทางวัฒนธรรม การคัมแบ็กครั้งนี้ยังอาจส่งแรงสั่นสะเทือนในเชิงเศรษฐกิจ ตั้งแต่
ภาคการท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมคอนเทนต์และความบันเทิง
ไปจนถึงภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติ
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า ดนตรีไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่สามารถเป็นพลังผลักดันประเทศทั้งประเทศได้จริงๆ
BTS WORLD TOUR ‘ARIRANG’: เวิลด์ทัวร์มโหฬารที่โลกจับตา
หลังได้ฟังอัลบั้ม ARIRANG ที่รอคอยกันมานาน ARMY ยังมีอีกหนึ่งโปรเจกต์ขนาดยักษ์ให้ตั้งตารอ กับ BTS WORLD TOUR ‘ARIRANG’ ที่เตรียมออกเดินทางในปี 2026
เปิดฉากที่เกาหลีใต้ วันที่ 9 เมษายน 2026
เตรียมพบแฟนๆ ทั่วโลกทั้งหมด 79 รอบการแสดง
ครอบคลุม 34 เมือง ทั่วเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ โอเชียเนีย และยังมีแผนประกาศเพิ่มในอนาคต
นี่จึงไม่ได้เป็นแค่การกลับขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง แต่คือการเดินสายเวิลด์ทัวร์ครั้งใหญ่ที่สุดบนเส้นทางของ BTS จนถึงตอนนี้
สำหรับแฟนๆ ชาวไทย ข่าวดีคือประเทศไทยถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายของ ARIRANG WORLD TOUR ด้วย โดยตารางแสดงในไทยปี 2026 มีทั้งหมด 3 วัน ได้แก่วันที่ 3, 4 และ 6 ธันวาคม 2026
แม้ตอนนี้สถานที่จัดแสดงจะยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อได้เลยว่า ARMY ไทยทุกคนกำลังจับตาทุกความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดแน่นอน
ทำไมการคัมแบ็กครั้งนี้ถึง “พิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”
เมื่อมองภาพรวมของการกลับมาครั้งนี้ เราจะเห็นชัดว่า BTS ไม่ได้กลับมาเพียงในฐานะ “ไอดอลเคป๊อบ” แต่ในฐานะ ศิลปินระดับโลกและพลังซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของยุคนี้
พวกเขากลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ที่มีคอนเซ็ปต์ลึกซึ้งและเชื่อมโยงรากวัฒนธรรมเกาหลีเข้ากับความรู้สึกของคนทั้งโลก
สมาชิกทั้ง 7 ผ่านเส้นทางเดี่ยวที่ช่วยขยายตัวตนและความสามารถ จนทุกคนพร้อมในอีกระดับ
โปรเจกต์ใหม่ๆ ถูกออกแบบให้ส่งอิทธิพลทั้งในเชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ประเทศ
ทั้งหมดนี้ทำให้การคัมแบ็กครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปล่อยเพลงใหม่ในรอบ 4 ปี หรือการจัดเวิลด์ทัวร์ครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามชวนติดตามว่า
“BTS จะเขียนหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเคป๊อบ และของโลกดนตรีได้ยิ่งใหญ่แค่ไหนอีกครั้ง?”
และคำตอบของคำถามนั้น ARMY ทั่วโลก รวมถึงแฟนๆ ชาวไทย กำลังรอชมไปพร้อมกันในยุค ARIRANG นี้

