รับแอปรับแอป

รอต่อเครื่องยังไงไม่ให้เบื่อ? คู่มือ Layover ฉบับเนิร์ดท่องฟ้า

อภิสิทธิ์ ศรีทอง01-30

รอต่อเครื่องคืออะไร? ทำไมถึงสำคัญขนาดนั้น

เคยต้องนั่งรอเปื่อยอยู่ที่สนามบินหลายชั่วโมงแบบไม่รู้จะทำอะไรดี ทั้งหาว ทั้งเบื่อ แถมยังแอบคิดในใจว่า ออกไปข้างนอกสนามบินได้ไหมเนี่ย?

ช่วงเวลานี้แหละที่เรียกว่า Layover (เลย์โอเวอร์) หรือการรอต่อเครื่อง เพื่อขึ้นไฟลต์ถัดไปไปยังปลายทางของเรา ซึ่งอาจจะสั้นแค่ 1–2 ชั่วโมง หรือยาวลากไปครึ่งวันก็มี

ข่าวดีคือ… บางประเทศเราออกจากสนามบินไปเที่ยวได้จริง ถ้าเข้าเงื่อนไขเรื่องวีซ่าและเวลา

บทความนี้จะพาเพื่อน ๆ รู้จักการรอต่อเครื่องแบบครบทุกมุม ตั้งแต่เตรียมตัวก่อนบิน ทำอะไรได้บ้างระหว่างรอ ไปจนถึงทริคเปลี่ยนช่วง Layover ให้กลายเป็นเวลาชิลหรือเวลาออกไปผจญภัยแบบคุ้ม ๆ

Layover vs Transit ต่างกันยังไงกันแน่?

หลายคนสับสนระหว่างคำว่า Layover กับ Transit เพราะดูเหมือนจะหมายถึงการแวะพักระหว่างทางเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกันที่ ระยะเวลา และ เงื่อนไขการผ่าน ตม.

  • ทั้งสองคำเกี่ยวกับการ “แวะเปลี่ยนเครื่อง” ระหว่างเดินทางไปปลายทางจริง

  • ความต่างหลัก ๆ คือ ระยะเวลาที่รอ และต้องผ่าน ตม. หรือไม่

  • ถ้าต้องเปลี่ยนอาคาร เปลี่ยนสายการบิน หรือคิดจะออกไปข้างนอกสนามบิน ความต่างของสองคำนี้จะยิ่งสำคัญ

เข้าใจสองคำนี้ให้ดี ช่วยให้วางแผนทริปได้เป๊ะ ไม่งงตอนถึงสนามบินจริง

เตรียมตัวก่อนบิน: รอต่อเครื่องนานต้องวางแผนยังไง?

การรอต่อเครื่องนาน ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาอับเฉา ถ้าเตรียมตัวดี ๆ เราสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็น เวลาพักใจ หรือแม้แต่ เวลาผจญภัยเล็ก ๆ ก่อนถึงจุดหมายได้เลย

เช็กก่อนเรื่องวีซ่าทรานซิต (Transit Visa)

แม้บางครั้งเราจะไม่ได้เดินออกนอกอาคารสนามบิน แต่ประเทศบางแห่ง โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และบางประเทศในยุโรป อาจกำหนดให้ต้องมี Transit Visa อยู่ดี

ก่อนเดินทาง ควร:

  • ตรวจสอบกฎวีซ่าทรานซิตของประเทศที่ต้องแวะให้ชัด

  • อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของสถานทูตของประเทศนั้น ๆ

สัมภาระติดตัว (Carry-on) ควรมีอะไรบ้าง

ระหว่างรอต่อเครื่อง เราควรมีตัวช่วยคลายเบื่อและดูแลตัวเองติดกระเป๋าไว้เสมอ เช่น

  • แบตสำรอง

  • หูฟัง (ไว้นั่งฟังเพลงหรือ ฟังพอดแคสต์ ฆ่าเวลา)

  • ขนมกินเล่น

  • ครีมบำรุงผิว ทิชชู่เปียก ลิปบาล์ม และของใช้ส่วนตัวชิ้นเล็ก ๆ

ของจิ๋วพวกนี้ช่วยให้การรอนาน ๆ สบายขึ้นเยอะ

ทำความรู้จักสนามบินที่จะรอต่อเครื่องล่วงหน้า

รู้ให้ชัดว่าตัวเองจะไปต่อเครื่องที่สนามบินไหน สำคัญกว่าที่คิด เพราะแต่ละสนามบินมีบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เหมือนกันเลย

ลองเช็กดูว่า:

  • มีเลานจ์ไหม

  • มีโรงแรมหรือที่นอนในสนามบินหรือเปล่า

  • มีสวน โซนพักผ่อน หรือมุมทำงานฟรีไหม

วิธีเตรียมตัวง่าย ๆ คือเข้าเว็บไซต์สนามบินเพื่อดูแผนผังเทอร์มินัลและบริการต่าง ๆ หรืออ่านรีวิวและประสบการณ์จากผู้โดยสารคนอื่น ๆ เพื่อจะได้ไม่มึนตอนเครื่องลง

ออกจากสนามบินระหว่างรอต่อเครื่องได้ไหม?

คำตอบคือ “ได้” แต่ไม่ใช่ว่าทุกคน ทุกไฟลต์ หรือทุกสนามบินจะทำได้เหมือนกัน

ก่อนคิดจะออกไปเที่ยวเล่นในเมือง ต้องดู 3 เรื่องนี้ให้รอบคอบก่อน

1. เช็กเงื่อนไขวีซ่าทรานซิตของประเทศนั้น

บางประเทศอย่าง สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย เข้มงวดเรื่องการเข้าออกมาก แม้จะออกไปข้างนอกแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็อาจต้องใช้ Transit Visa

เช็กข้อมูลจากเว็บทางการ ของสถานทูตหรือสนามบินก่อนทุกครั้งเพื่อไม่ให้มีปัญหาที่ด่าน ตม.

2. เวลารอต่อเครื่องต้องมากพอ

กฎเหล็กคือ ควรมีเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถึงจะพอมีลุ้นออกไปเดินเล่นนอกสนามบินแบบไม่หัวเสียตอนกลับมา

เวลานี้ต้องเผื่อทั้ง:

  • เดินทางเข้าเมืองและกลับ

  • ผ่านด่าน ตม.

  • ผ่านจุดตรวจความปลอดภัย

  • เช็กอินและไปรอที่เกตให้ทัน

3. อย่าลืมเผื่อเวลาเข้า–ออกสนามบินและผ่าน ตม.

สนามบินใหญ่ ๆ อย่าง ชางงี (สิงคโปร์) หรือ อินชอน (เกาหลี) ใช้เวลาในการเดิน ไป–กลับ และผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ค่อนข้างนาน

ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง สำหรับการกลับเข้ามาในสนามบิน เสร็จทุกขั้นตอนแบบไม่ต้องวิ่ง

ถ้า:

  • ประเทศที่แวะ ไม่ต้องขอวีซ่า

  • คุณมีเวลา Layover มากกว่า 6 ชั่วโมง

  • สนามบินเดินทางเข้าเมืองสะดวก

ก็สามารถออกไปเที่ยวเมืองใกล้ ๆ ได้อย่างสบายใจ

เลือกกิจกรรมให้เหมาะกับเวลารอต่อเครื่อง

แต่ละคนมีเวลารอต่อเครื่องไม่เท่ากัน บางคนมีเวลาแค่แพลบเดียว บางคนต้องรอยาวจนอยากออกไปเที่ยวรอบเมือง

หลักคิดง่าย ๆ คือ ปรับกิจกรรมให้เข้ากับระยะเวลา Layover ของตัวเอง

ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร อย่าลืม เผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง สำหรับการกลับเข้าไปเช็กอินใหม่และผ่านจุดรักษาความปลอดภัยทุกครั้ง

5 ไอเดียยอดฮิตแก้เบื่อระหว่างรอต่อเครื่อง

1. ไปชิลใน Airport Lounge

เลานจ์สนามบินสมัยนี้แทบจะกลายเป็นโอเอซิสของคนเดินทาง มีตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ห้องอาบน้ำ ไปจนถึง Wi-Fi แรง ๆ

ถ้าเข้าเลานจ์ได้ ไม่ว่าจะด้วยบัตรเครดิต สมาชิกสะสมไมล์ หรือซื้อเพิ่มเอง ก็ช่วยให้ช่วงรอเครื่อง กลายเป็นเวลาพักร่าง พักใจแบบจริงจัง

2. หาที่นอนในสนามบิน

ถ้าต้องรอต่อเครื่องข้ามคืน สนามบินใหญ่หลายแห่งมีบริการอย่าง Sleeping Pod หรือ Transit Hotel ให้พักยาวแบบปลอดภัยและราคามักจะเบากว่าการออกไปหาโรงแรมข้างนอก

พักในสนามบินมีข้อดีคือ ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเดินทางกลับเข้าเครื่องและเช็กอินใหม่

3. ลุยร้านอาหารและโซนช้อปปิ้ง

สนามบินใหญ่ ๆ มักมีทั้งร้านแบรนด์เนม คาเฟ่สวย ๆ และโซน Duty Free ให้เดินดูเพลิน ๆ

เหมาะสำหรับคนที่อยากหาของฝาก หรืออยากหาอะไรสนุก ๆ ทำแทนการนั่งรอเฉย ๆ

4. ใช้ Wi-Fi ฟรีให้คุ้ม

ทุกวันนี้สนามบินส่วนใหญ่มี Wi-Fi ฟรี ให้ใช้งานอยู่แล้ว

จะ:

  • นั่งเคลียร์งาน

  • เช็กอีเมล

  • ดูซีรีส์ยาว ๆ

  • หรือเปิดแอปขึ้นมา ฟังพอดแคสต์ เรื่องท่องเที่ยว พัฒนาตัวเอง หรือเล่าเรื่องฆ่าเวลา

ก็ทำได้หมด แถมช่วยให้ชั่วโมงที่ต้องรอผ่านไปเร็วขึ้น

5. ออกไปทัวร์เมืองแบบสั้น ๆ

ถ้า Layover ยาวหลายชั่วโมง และผ่านเงื่อนไขเรื่องวีซ่าและเวลาเรียบร้อยแล้ว ลองมองหา ทัวร์สั้น ๆ จากสนามบินเข้าเมือง

บางสนามบินมีบริการทัวร์ฟรีหรือทัวร์ราคาย่อมเยา เช่น สนามบินที่มีเส้นทางเข้าเมืองพร้อมรถรับส่งและไกด์จัดให้เสร็จ เหมาะกับคนที่อยากเติมสีสันการเดินทาง แต่ไม่อยากจัดทริปเองให้ยุ่งยาก

ทริคเสริมให้การรอต่อเครื่อง “คุ้ม” กว่าเดิม

หลายคนมองว่า Layover คือช่วงเวลาที่ต้อง “ทนรอ” แบบจำใจ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าปรับมุมมองและวางแผนดี ๆ มันกลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสนุกและมีประโยชน์ได้เลย

ลองใช้ทริคเหล่านี้ดู

  • ประหยัดแบบฉลาด: พกขวดน้ำเปล่าไปเติมน้ำดื่มฟรีตามจุดต่าง ๆ ในสนามบิน เลือกร้านอาหารที่มีโปรดี ๆ หรือใช้สิทธิ์บัตรเครดิตเข้าเลานจ์ฟรีถ้ามี

  • หากิจกรรมเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง: แทนที่จะเลื่อนมือถือไปเรื่อย ๆ ลองเปลี่ยนมา ฟังพอดแคสต์, ฝึกภาษา หรือหยิบหนังสือที่อ่านค้างมานานขึ้นมาอ่านให้จบสักที

  • รักษามารยาทสนามบิน: อย่าวางกระเป๋าขวางทางเดิน อย่าพูดเสียงดังในพื้นที่ส่วนรวม คิดถึงคนอื่นในสนามบินร่วมกันด้วย

  • เช็กลิสต์ก่อนบอร์ดดิ้ง: เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เก็บของให้ครบ ตรวจเกตและเวลาไฟลต์อีกครั้ง ป้องกันการเดินผิดเกตหรือเกือบตกเครื่อง

  • เลือกที่นั่งไฟลต์ต่อไปให้คิดมาแล้ว: ถ้าอยากพักเต็มที่ เลือกริมหน้าต่าง ถ้าอยากรีบออกจากเครื่องตอนถึงที่หมาย เลือกโซนด้านหน้า ๆ ไว้ก่อน

  • เตรียมแผนสำรอง (Plan B): โหลดแผนที่ออฟไลน์ เตรียมเงินสดสกุลท้องถิ่นให้พร้อม เผื่อกรณีเน็ตมีปัญหาหรือรูดบัตรไม่ได้

บทสรุป: ทำให้ Layover เป็นช่วงเวลาโปรดของทริป

ถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่า การรอต่อเครื่องไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาทิ้งเปล่า เลย

แค่:

  • เตรียมตัวก่อนบินให้รอบด้าน

  • รู้กฎเรื่องวีซ่าและเวลาเข้า–ออกสนามบิน

  • วางแผนว่าจะใช้เวลาระหว่างรอทำอะไร

  • ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบินให้คุ้มค่า

เท่านี้ Layover ของเพื่อน ๆ ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของทริป ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่ต้องนั่งรอแบบทรมานอีกต่อไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรอต่อเครื่อง (FAQ)

รอต่อเครื่อง สามารถออกจากสนามบินได้ไหม?

ถ้า มีเวลาเหลือมากพอ และ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องวีซ่า ก็สามารถออกนอกสนามบินได้ แต่ต้องเผื่อเวลาเดินทางกลับสนามบินและผ่านทุกขั้นตอนความปลอดภัยให้ดี

ถ้าไม่ได้ออกจากสนามบิน ยังต้องมีวีซ่าทรานซิตไหม?

ขึ้นอยู่กับกฎของแต่ละประเทศ บางประเทศไม่บังคับใช้วีซ่าทรานซิต ถ้าเราไม่ออกจากโซน International แต่บางประเทศอาจต้องใช้ แม้จะนั่งรออยู่ในสนามบินก็ตาม

กระเป๋าเดินทาง (Checked Baggage) จะถูกส่งไปปลายทางเลยหรือเปล่า?

โดยส่วนใหญ่ กระเป๋าโหลดจะถูกส่งไปยังปลายทางสุดท้ายให้เลย แต่ก็มีข้อยกเว้น ดังนั้นเวลาทำการเช็กอิน ควรถามและยืนยันกับสายการบินให้ชัดเจน

ในสนามบินมีที่ชาร์จแบตฟรีไหม?

เกือบทุกสนามบินจะมีจุด Charging Station หรือปลั๊กให้ชาร์จแบต อยู่ตามเก้าอี้นั่งรอหรือมุมพักผ่อนก่อนขึ้นเครื่อง ลองสังเกตป้ายบอกหรือถามเจ้าหน้าที่ได้

ถ้าเครื่องดีเลย์จนต่อเครื่องไม่ทัน ต้องทำยังไง?

ให้รีบติดต่อ เคาน์เตอร์สายการบินทันที เจ้าหน้าที่มักจะช่วยหาไฟลต์ใหม่ให้ แต่ในบางกรณีอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตั๋วและสายการบินนั้น ๆ