รับแอปรับแอป

จำ Irregular Verbs ไม่ได้สักที? ใช้คู่มือนี้ครั้งเดียวเอาอยู่!

ศุภชัย แก้วใจ01-30

ปูพื้นให้ชัด: ทำไม need to care เรื่อง Regular / Irregular Verbs?

เคยงงไหมว่าทำไม walk → walked แต่ go → went แบบไม่เห็นเคารพกฎ -ed เลย?

คำตอบอยู่ที่การแบ่งกลุ่มกริยาเป็น Regular verbs และ Irregular verbs นี่แหละ ถ้าเข้าใจสองตัวนี้ชัด การอ่าน ฟัง พูด เขียนภาษาอังกฤษจะลื่นขึ้นแบบรู้สึกได้ทันที

บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ความหมาย กฎการผัน คำอ่าน การออกเสียง -ed ไปจนถึงการใช้ V1 / V2 / V3 พร้อมตอบข้อสงสัยลึก ๆ ที่หลายคนไม่กล้าถาม

I. Regular Verbs vs Irregular Verbs คืออะไรแน่?

Regular verbs (กริยาปกติ)

คือกริยาที่ผันตามกฎชัดเจน เวลาจะใช้ใน past tense หรือ past participle แค่ เติม -ed หรือ -d ท้ายคำ เช่น

  • play → played

  • start → started

เพราะเดาทางได้ง่าย กริยากลุ่มนี้เลยเป็นมิตรกับผู้เรียนสุด ๆ

Irregular verbs (กริยาผิดปกติ)

คือกริยาที่ ไม่เล่นตามกฎ แต่ละคำมีรูปของตัวเอง ต้องจำเป็นคำ ๆ เช่น

  • go → went → gone

  • eat → ate → eaten

กลุ่มนี้มีประมาณสองร้อยคำที่เจอบ่อยในภาษาอังกฤษ ถ้าใช้บ่อยจะค่อย ๆ จำได้เอง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

สรุปสั้น ๆ:

  • Regular = เติม -ed / -d ตามสูตร

  • Irregular = ต้องจำรูปพิเศษ แต่ใช้บ่อยมาก เลี่ยงไม่ได้

II. เจาะกฎ Regular Verbs: ผันยังไงให้สะกดไม่พลาด

ถ้าเข้าใจกฎของ regular verbs ดี ๆ คุณจะผันคำได้คล่องทันทีโดยไม่ต้องเปิดดิกดูทุกครั้ง โดยรวมมีอยู่ประมาณ 4 ลักษณะสำคัญ

1. กฎการสะกดพื้นฐานเวลาเติม -ed

1) กฎทั่วไป: เติม -ed ตรง ๆ

กริยาส่วนใหญ่ทำแบบนี้ได้เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวอักษร:

  • work → worked (ทำงาน → ทำงานแล้ว)

  • play → played (เล่น → เล่นแล้ว)

  • watch → watched (ดู → ดูแล้ว)

  • clean → cleaned (ทำความสะอาด → ทำความสะอาดแล้ว)

กฎนี้ใช้กับ regular verbs ส่วนใหญ่ราว 70–80% เลยทีเดียว

2) ถ้าลงท้ายด้วย -e: เติมแค่ -d พอ

เมื่อคำมีกลางท้ายเป็น e อยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ e ซ้ำ ให้เติมแค่ d:

  • love → loved (รัก → รักแล้ว)

  • move → moved (ย้าย → ย้ายแล้ว)

  • hope → hoped (หวัง → หวังแล้ว)

  • arrive → arrived (มาถึง → มาถึงแล้ว)

ข้อดี: คำจะดูสะกดธรรมชาติ ไม่ยืดยาวเกินจำเป็น

3) ลงท้าย “พยัญชนะ + y”: เปลี่ยน y เป็น i แล้วค่อยเติม -ed

ถ้าคำลงท้ายด้วย พยัญชนะ + y ต้องเปลี่ยน y เป็น i ก่อน แล้วค่อยใส่ -ed:

  • study → studied (เรียน → เรียนแล้ว)

  • carry → carried (ถือ → ถือแล้ว)

  • try → tried (พยายาม → พยายามแล้ว)

  • worry → worried (กังวล → กังวลแล้ว)

แต่ถ้าเป็น สระ + y จะไม่เปลี่ยน y:

  • play → played

  • enjoy → enjoyed

4) กฎ CVC: เบิ้ลพยัญชนะตัวท้ายแล้วค่อยเติม -ed

ใช้กับคำที่มี หนึ่งพยางค์ และลงท้ายรูปแบบ พยัญชนะ–สระ–พยัญชนะ (C-V-C) ต้อง ซ้ำพยัญชนะตัวท้าย ก่อนเติม -ed:

  • stop → stopped (หยุด → หยุดแล้ว)

  • plan → planned (วางแผน → วางแผนแล้ว)

  • drop → dropped (ทิ้ง → ทิ้งแล้ว)

ข้อยกเว้น: ถ้าพยัญชนะตัวสุดท้ายเป็น w, x หรือ y จะไม่เบิ้ล เช่น

  • show → showed

  • fix → fixed

2. การออกเสียง -ed ให้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา

หลายคนรู้วิธีเขียน -ed แต่ ออกเสียงผิด ทำให้ฟังดูติด ๆ ขัด ๆ จริง ๆ แล้ว -ed มีอยู่แค่ สามเสียงหลัก เท่านั้น:

  • /t/

  • /d/

  • /ɪd/ หรือ /əd/

1) ออกเสียง /t/

ใช้เมื่อกริยาลงท้ายด้วย เสียงไร้เสียง (voiceless) เช่น /p/, /k/, /f/, /s/, /ʃ/, /tʃ/:

  • stopped /stɒpt/

  • worked /wɜːkt/

  • laughed /lɑːft/

  • missed /mɪst/

เสียง /t/ จะสั้น ชัด ไม่ต้องออกแรงเน้นมาก

2) ออกเสียง /d/

ใช้เมื่อกริยาลงท้ายด้วย เสียงมีเสียง (voiced) เช่น /b/, /g/, /v/, /z/, /ʒ/, /dʒ/, /m/, /n/, /ŋ/, /l/, /r/ และ สระทั้งหมด:

  • played /pleɪd/

  • moved /muːvd/

  • cleaned /kliːnd/

  • called /kɔːld/

จะได้เสียง /d/ ที่นุ่มกว่า /t/ เล็กน้อย

3) ออกเสียง /ɪd/ หรือ /əd/

ใช้เมื่อคำดั้งเดิมลงท้ายด้วยเสียง /t/ หรือ /d/ อยู่แล้ว:

  • wanted /ˈwɒntɪd/

  • needed /ˈniːdɪd/

  • started /ˈstɑːtɪd/

  • decided /dɪˈsaɪdɪd/

กรณีนี้คำจะยาวขึ้นอีกหนึ่งพยางค์ทันที

III. ตาราง Irregular Verbs 3 ช่อง: เกิน 100 คำที่ต้องใช้จริง

ตารางกริยาผิดปกติ 3 ช่อง (V1-V2-V3) ที่มักใช้บ่อยในภาษาอังกฤษมักจะถูกจัดเรียงตามตัวอักษร A–Z เพื่อให้หาได้ง่าย และมักระบุเพิ่มทั้ง

  • คำกริยา 3 ช่อง

  • คำอ่านแบบไทย

  • ความหมายภาษาไทย

แนวทางใช้ตารางให้คุ้มค่า:

  • โฟกัสคำที่เจอในชีวิตประจำวันก่อน เช่น go, come, eat, buy, take, see, get

  • แบ่งกลุ่มท่อง เช่น กลุ่มที่ V2 = V3, กลุ่มที่ทั้งสามรูปเหมือนกัน เป็นต้น

  • ฝึกใช้ในประโยคจริง ไม่ใช่ท่องเฉพาะในตาราง

IV. ใช้ V1, V2, V3 ยังไงให้ไม่สลับกันมั่ว

เข้าใจว่าอะไรคือ regular irregular ยังไม่พอ สิ่งสำคัญคือ เอาไปใช้ในประโยค ให้ถูกบริบท

1. การใช้ V2 ใน Past Simple

V2 ใช้เล่าเหตุการณ์ที่ เกิดและจบไปแล้วในอดีต ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงมาปัจจุบัน เช่น

ตัวอย่าง Regular verbs:

  • “I worked at that company for five years” → ฉันทำงานที่บริษัทนั้นห้าปี

  • “She studied medicine in Bangkok” → เธอเรียนแพทย์ที่กรุงเทพฯ

  • “They visited the temple yesterday” → พวกเขาไปเที่ยววัดเมื่อวาน

ตัวอย่าง Irregular verbs:

  • “He went to Japan last month” → เขาไปญี่ปุ่นเดือนที่แล้ว

  • “We ate Thai food for dinner” → เรากินอาหารไทยมื้อเย็น

  • “The meeting began at 9 AM” → การประชุมเริ่มตอน 9 โมงเช้า

ถ้าใช้ V2 ถูก การเล่าเรื่องในอดีตจะฟังลื่น และภาพชัดมากขึ้นทันที

2. การใช้ V3 (Past Participle) ให้ถึงระดับ Advanced

V3 จะโผล่บ่อยมากในสองบริบทใหญ่ ๆ:

  1. ใช้กับ Perfect tenses

  2. ใช้ใน Passive voice (ประโยคถูกกระทำ)

(1) V3 ใน Perfect Tenses

แสดงเหตุการณ์ที่เชื่อมอดีตกับตอนนี้ หรือเน้นว่าอะไรบางอย่าง “เสร็จสมบูรณ์แล้ว”:

  • Present perfect:

    • “I have lived in Thailand for ten years” → ฉันอยู่เมืองไทยมาสิบปีแล้ว (และยังอยู่)

    • “She has finished her homework” → เธอทำการบ้านเสร็จแล้ว

    • “They have gone to the market” → พวกเขาไปตลาดแล้ว

  • Past perfect:

    • “He had already eaten before I arrived” → เขากินข้าวเรียบร้อยแล้วก่อนฉันมาถึง

(2) V3 ใน Passive Voice

ใช้เมื่อต้องการเน้น การกระทำหรือผลลัพธ์ มากกว่าคนทำ:

  • “The book was written by a famous author” → หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนโดยนักเขียนชื่อดัง

  • “English is spoken all over the world” → ภาษาอังกฤษถูกใช้พูดทั่วโลก

  • “The report has been completed” → รายงานถูกทำเสร็จแล้ว

ยิ่งจับทาง V3 ได้ดีเท่าไหร่ การเขียนและพูดอังกฤษระดับสูงจะยิ่งมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น

V. Q&A เปิดประเด็นลึกที่หลายคนสงสัย

1. Phrasal Verbs ที่เป็น Irregular ผันยังไง?

Phrasal verbs คือกริยาที่ตามด้วย particle (เช่น บุพบทหรือคำวิเศษณ์) เช่น give up, take off, break down เป็นต้น

หลักการคือ: ผันเฉพาะกริยาหลัก ส่วน particle ไม่เปลี่ยน

ตัวอย่าง:

  • give up (ยอมแพ้/เลิก)
    • V2: gave up

    • V3: given up

  • break down (เสีย/แตกสลาย)
    • V2: broke down

    • V3: broken down

  • take off (ถอดออก/เครื่องบินขึ้น/ออกเดินทาง)
    • V2: took off

    • V3: taken off

ถ้าเป็นกริยาหลักแบบ regular เช่น look after (ดูแล) ก็ผันตามปกติ:

  • look after → looked after → looked after

จำง่าย ๆ: ดูให้ขาดว่า “ตัวที่เปลี่ยนรูป” คือกริยาหลักเท่านั้น

2. มีกริยาที่เป็นได้ทั้ง Regular และ Irregular ไหม?

มี! และไม่ได้หายากอย่างที่คิด กริยาบางคำมี สองรูปที่ใช้ได้ทั้งคู่ ตัวอย่างเช่น:

  • burn → burned / burnt

  • learn → learned / learnt

  • spell → spelled / spelt

  • spoil → spoiled / spoilt

โดยทั่วไป:

  • รูป ลงท้าย -ed (regular) มักเจอมากใน American English

  • รูป irregular จะเห็นมากใน British English

ความหมายไม่ต่างกัน ใช้แทนกันได้ แต่

Tip: เลือกใช้รูปแบบเดียวให้ สม่ำเสมอทั้งชิ้นงาน เพื่อให้ดูมืออาชีพ

3. Irregular Verbs กำลังหายไปจริงไหม?

คำตอบคือ: ใช่ มีแนวโน้มลดลงทีละนิด ผ่านกระบวนการที่นักภาษาศาสตร์เรียกว่า regularization คือกริยาที่เดิมทีเป็น irregular ค่อย ๆ ถูกใช้ในรูป regular มากขึ้น

ตัวอย่าง:

  • dive: แต่ก่อนใช้ dove (irregular) ตอนนี้คนจำนวนมากใช้ dived แทน

  • sneak: เคยใช้ snuck แต่หลายพื้นที่หันมาใช้ sneaked มากขึ้น

เพราะภาษา “ชอบความง่าย” รูปที่เป็นระเบียบเดาง่ายเลยมีโอกาสรอดมากกว่า โดยเฉพาะ กริยาที่ไม่ค่อยใช้ จะถูกปรับให้เป็น regular ง่ายกว่า

แต่กริยาที่ใช้ทุกวันอย่าง go, be, have ยังเป็น irregular ต่อไป เพราะฝังแน่นในความเคยชินของเจ้าของภาษา

กระบวนการนี้ช้ามาก ระดับหลายร้อยปีถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัด ดังนั้นในชีวิตเรายังต้องจำ irregular verbs อยู่ดี

สรุปภาพใหญ่: จะเก่ง Regular / Irregular ต้องทำยังไง?

การรู้ว่าอะไรคือ regular หรือ irregular เป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งที่ทำให้คุณ ใช้ภาษาอังกฤษได้มั่นใจจริง ๆ คือการเอากริยาเหล่านี้ไปใช้ซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง

แนวทางฝึกแบบจับต้องได้:

  • เริ่มจาก กริยาที่ใช้บ่อยสุด ก่อน แล้วค่อยขยับไปคำยาก

  • อ่านประโยคตัวอย่างเยอะ ๆ แล้วสังเกตว่า V1, V2, V3 โผล่ตรงไหน

  • ฝึก แต่งประโยคเอง ทั้งรูปบอกเล่า ปฏิเสธ และคำถาม

  • อ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ หรือดูคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ แล้วลองจับว่าเขาใช้กริยาแบบไหนในบริบทไหน

จำไว้ว่าความชำนาญไม่ได้มาจากการท่องตารางอย่างเดียว แต่มาจากการ “ใช้จนชิน” ยิ่งใช้บ่อย สมองยิ่งไม่ต้องคิดนาน เวลาพูดหรือเขียนจะไหลออกมาเองแบบอัตโนมัติ