ปูพื้นให้ชัด: ทำไม need to care เรื่อง Regular / Irregular Verbs?
เคยงงไหมว่าทำไม walk → walked แต่ go → went แบบไม่เห็นเคารพกฎ -ed เลย?
คำตอบอยู่ที่การแบ่งกลุ่มกริยาเป็น Regular verbs และ Irregular verbs นี่แหละ ถ้าเข้าใจสองตัวนี้ชัด การอ่าน ฟัง พูด เขียนภาษาอังกฤษจะลื่นขึ้นแบบรู้สึกได้ทันที
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ความหมาย กฎการผัน คำอ่าน การออกเสียง -ed ไปจนถึงการใช้ V1 / V2 / V3 พร้อมตอบข้อสงสัยลึก ๆ ที่หลายคนไม่กล้าถาม
I. Regular Verbs vs Irregular Verbs คืออะไรแน่?
Regular verbs (กริยาปกติ)
คือกริยาที่ผันตามกฎชัดเจน เวลาจะใช้ใน past tense หรือ past participle แค่ เติม -ed หรือ -d ท้ายคำ เช่น
play → played
start → started
เพราะเดาทางได้ง่าย กริยากลุ่มนี้เลยเป็นมิตรกับผู้เรียนสุด ๆ
Irregular verbs (กริยาผิดปกติ)
คือกริยาที่ ไม่เล่นตามกฎ แต่ละคำมีรูปของตัวเอง ต้องจำเป็นคำ ๆ เช่น
go → went → gone
eat → ate → eaten
กลุ่มนี้มีประมาณสองร้อยคำที่เจอบ่อยในภาษาอังกฤษ ถ้าใช้บ่อยจะค่อย ๆ จำได้เอง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
สรุปสั้น ๆ:
Regular = เติม -ed / -d ตามสูตร
Irregular = ต้องจำรูปพิเศษ แต่ใช้บ่อยมาก เลี่ยงไม่ได้
II. เจาะกฎ Regular Verbs: ผันยังไงให้สะกดไม่พลาด
ถ้าเข้าใจกฎของ regular verbs ดี ๆ คุณจะผันคำได้คล่องทันทีโดยไม่ต้องเปิดดิกดูทุกครั้ง โดยรวมมีอยู่ประมาณ 4 ลักษณะสำคัญ
1. กฎการสะกดพื้นฐานเวลาเติม -ed
1) กฎทั่วไป: เติม -ed ตรง ๆ
กริยาส่วนใหญ่ทำแบบนี้ได้เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวอักษร:
work → worked (ทำงาน → ทำงานแล้ว)
play → played (เล่น → เล่นแล้ว)
watch → watched (ดู → ดูแล้ว)
clean → cleaned (ทำความสะอาด → ทำความสะอาดแล้ว)
กฎนี้ใช้กับ regular verbs ส่วนใหญ่ราว 70–80% เลยทีเดียว
2) ถ้าลงท้ายด้วย -e: เติมแค่ -d พอ
เมื่อคำมีกลางท้ายเป็น e อยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ e ซ้ำ ให้เติมแค่ d:
love → loved (รัก → รักแล้ว)
move → moved (ย้าย → ย้ายแล้ว)
hope → hoped (หวัง → หวังแล้ว)
arrive → arrived (มาถึง → มาถึงแล้ว)
ข้อดี: คำจะดูสะกดธรรมชาติ ไม่ยืดยาวเกินจำเป็น
3) ลงท้าย “พยัญชนะ + y”: เปลี่ยน y เป็น i แล้วค่อยเติม -ed
ถ้าคำลงท้ายด้วย พยัญชนะ + y ต้องเปลี่ยน y เป็น i ก่อน แล้วค่อยใส่ -ed:
study → studied (เรียน → เรียนแล้ว)
carry → carried (ถือ → ถือแล้ว)
try → tried (พยายาม → พยายามแล้ว)
worry → worried (กังวล → กังวลแล้ว)
แต่ถ้าเป็น สระ + y จะไม่เปลี่ยน y:
play → played
enjoy → enjoyed
4) กฎ CVC: เบิ้ลพยัญชนะตัวท้ายแล้วค่อยเติม -ed
ใช้กับคำที่มี หนึ่งพยางค์ และลงท้ายรูปแบบ พยัญชนะ–สระ–พยัญชนะ (C-V-C) ต้อง ซ้ำพยัญชนะตัวท้าย ก่อนเติม -ed:
stop → stopped (หยุด → หยุดแล้ว)
plan → planned (วางแผน → วางแผนแล้ว)
drop → dropped (ทิ้ง → ทิ้งแล้ว)
ข้อยกเว้น: ถ้าพยัญชนะตัวสุดท้ายเป็น w, x หรือ y จะไม่เบิ้ล เช่น
show → showed
fix → fixed
2. การออกเสียง -ed ให้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา
หลายคนรู้วิธีเขียน -ed แต่ ออกเสียงผิด ทำให้ฟังดูติด ๆ ขัด ๆ จริง ๆ แล้ว -ed มีอยู่แค่ สามเสียงหลัก เท่านั้น:
/t/
/d/
/ɪd/ หรือ /əd/
1) ออกเสียง /t/
ใช้เมื่อกริยาลงท้ายด้วย เสียงไร้เสียง (voiceless) เช่น /p/, /k/, /f/, /s/, /ʃ/, /tʃ/:
stopped /stɒpt/
worked /wɜːkt/
laughed /lɑːft/
missed /mɪst/
เสียง /t/ จะสั้น ชัด ไม่ต้องออกแรงเน้นมาก
2) ออกเสียง /d/
ใช้เมื่อกริยาลงท้ายด้วย เสียงมีเสียง (voiced) เช่น /b/, /g/, /v/, /z/, /ʒ/, /dʒ/, /m/, /n/, /ŋ/, /l/, /r/ และ สระทั้งหมด:
played /pleɪd/
moved /muːvd/
cleaned /kliːnd/
called /kɔːld/
จะได้เสียง /d/ ที่นุ่มกว่า /t/ เล็กน้อย
3) ออกเสียง /ɪd/ หรือ /əd/
ใช้เมื่อคำดั้งเดิมลงท้ายด้วยเสียง /t/ หรือ /d/ อยู่แล้ว:
wanted /ˈwɒntɪd/
needed /ˈniːdɪd/
started /ˈstɑːtɪd/
decided /dɪˈsaɪdɪd/
กรณีนี้คำจะยาวขึ้นอีกหนึ่งพยางค์ทันที
III. ตาราง Irregular Verbs 3 ช่อง: เกิน 100 คำที่ต้องใช้จริง
ตารางกริยาผิดปกติ 3 ช่อง (V1-V2-V3) ที่มักใช้บ่อยในภาษาอังกฤษมักจะถูกจัดเรียงตามตัวอักษร A–Z เพื่อให้หาได้ง่าย และมักระบุเพิ่มทั้ง
คำกริยา 3 ช่อง
คำอ่านแบบไทย
ความหมายภาษาไทย
แนวทางใช้ตารางให้คุ้มค่า:
โฟกัสคำที่เจอในชีวิตประจำวันก่อน เช่น go, come, eat, buy, take, see, get
แบ่งกลุ่มท่อง เช่น กลุ่มที่ V2 = V3, กลุ่มที่ทั้งสามรูปเหมือนกัน เป็นต้น
ฝึกใช้ในประโยคจริง ไม่ใช่ท่องเฉพาะในตาราง
IV. ใช้ V1, V2, V3 ยังไงให้ไม่สลับกันมั่ว
เข้าใจว่าอะไรคือ regular irregular ยังไม่พอ สิ่งสำคัญคือ เอาไปใช้ในประโยค ให้ถูกบริบท
1. การใช้ V2 ใน Past Simple
V2 ใช้เล่าเหตุการณ์ที่ เกิดและจบไปแล้วในอดีต ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงมาปัจจุบัน เช่น
ตัวอย่าง Regular verbs:
“I worked at that company for five years” → ฉันทำงานที่บริษัทนั้นห้าปี
“She studied medicine in Bangkok” → เธอเรียนแพทย์ที่กรุงเทพฯ
“They visited the temple yesterday” → พวกเขาไปเที่ยววัดเมื่อวาน
ตัวอย่าง Irregular verbs:
“He went to Japan last month” → เขาไปญี่ปุ่นเดือนที่แล้ว
“We ate Thai food for dinner” → เรากินอาหารไทยมื้อเย็น
“The meeting began at 9 AM” → การประชุมเริ่มตอน 9 โมงเช้า
ถ้าใช้ V2 ถูก การเล่าเรื่องในอดีตจะฟังลื่น และภาพชัดมากขึ้นทันที
2. การใช้ V3 (Past Participle) ให้ถึงระดับ Advanced
V3 จะโผล่บ่อยมากในสองบริบทใหญ่ ๆ:
ใช้กับ Perfect tenses
ใช้ใน Passive voice (ประโยคถูกกระทำ)
(1) V3 ใน Perfect Tenses
แสดงเหตุการณ์ที่เชื่อมอดีตกับตอนนี้ หรือเน้นว่าอะไรบางอย่าง “เสร็จสมบูรณ์แล้ว”:
Present perfect:
“I have lived in Thailand for ten years” → ฉันอยู่เมืองไทยมาสิบปีแล้ว (และยังอยู่)
“She has finished her homework” → เธอทำการบ้านเสร็จแล้ว
“They have gone to the market” → พวกเขาไปตลาดแล้ว
Past perfect:
“He had already eaten before I arrived” → เขากินข้าวเรียบร้อยแล้วก่อนฉันมาถึง
(2) V3 ใน Passive Voice
ใช้เมื่อต้องการเน้น การกระทำหรือผลลัพธ์ มากกว่าคนทำ:
“The book was written by a famous author” → หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนโดยนักเขียนชื่อดัง
“English is spoken all over the world” → ภาษาอังกฤษถูกใช้พูดทั่วโลก
“The report has been completed” → รายงานถูกทำเสร็จแล้ว
ยิ่งจับทาง V3 ได้ดีเท่าไหร่ การเขียนและพูดอังกฤษระดับสูงจะยิ่งมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น
V. Q&A เปิดประเด็นลึกที่หลายคนสงสัย
1. Phrasal Verbs ที่เป็น Irregular ผันยังไง?
Phrasal verbs คือกริยาที่ตามด้วย particle (เช่น บุพบทหรือคำวิเศษณ์) เช่น give up, take off, break down เป็นต้น
หลักการคือ: ผันเฉพาะกริยาหลัก ส่วน particle ไม่เปลี่ยน
ตัวอย่าง:
- give up (ยอมแพ้/เลิก)
V2: gave up
V3: given up
- break down (เสีย/แตกสลาย)
V2: broke down
V3: broken down
- take off (ถอดออก/เครื่องบินขึ้น/ออกเดินทาง)
V2: took off
V3: taken off
ถ้าเป็นกริยาหลักแบบ regular เช่น look after (ดูแล) ก็ผันตามปกติ:
look after → looked after → looked after
จำง่าย ๆ: ดูให้ขาดว่า “ตัวที่เปลี่ยนรูป” คือกริยาหลักเท่านั้น
2. มีกริยาที่เป็นได้ทั้ง Regular และ Irregular ไหม?
มี! และไม่ได้หายากอย่างที่คิด กริยาบางคำมี สองรูปที่ใช้ได้ทั้งคู่ ตัวอย่างเช่น:
burn → burned / burnt
learn → learned / learnt
spell → spelled / spelt
spoil → spoiled / spoilt
โดยทั่วไป:
รูป ลงท้าย -ed (regular) มักเจอมากใน American English
รูป irregular จะเห็นมากใน British English
ความหมายไม่ต่างกัน ใช้แทนกันได้ แต่
Tip: เลือกใช้รูปแบบเดียวให้ สม่ำเสมอทั้งชิ้นงาน เพื่อให้ดูมืออาชีพ
3. Irregular Verbs กำลังหายไปจริงไหม?
คำตอบคือ: ใช่ มีแนวโน้มลดลงทีละนิด ผ่านกระบวนการที่นักภาษาศาสตร์เรียกว่า regularization คือกริยาที่เดิมทีเป็น irregular ค่อย ๆ ถูกใช้ในรูป regular มากขึ้น
ตัวอย่าง:
dive: แต่ก่อนใช้ dove (irregular) ตอนนี้คนจำนวนมากใช้ dived แทน
sneak: เคยใช้ snuck แต่หลายพื้นที่หันมาใช้ sneaked มากขึ้น
เพราะภาษา “ชอบความง่าย” รูปที่เป็นระเบียบเดาง่ายเลยมีโอกาสรอดมากกว่า โดยเฉพาะ กริยาที่ไม่ค่อยใช้ จะถูกปรับให้เป็น regular ง่ายกว่า
แต่กริยาที่ใช้ทุกวันอย่าง go, be, have ยังเป็น irregular ต่อไป เพราะฝังแน่นในความเคยชินของเจ้าของภาษา
กระบวนการนี้ช้ามาก ระดับหลายร้อยปีถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัด ดังนั้นในชีวิตเรายังต้องจำ irregular verbs อยู่ดี
สรุปภาพใหญ่: จะเก่ง Regular / Irregular ต้องทำยังไง?
การรู้ว่าอะไรคือ regular หรือ irregular เป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งที่ทำให้คุณ ใช้ภาษาอังกฤษได้มั่นใจจริง ๆ คือการเอากริยาเหล่านี้ไปใช้ซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง
แนวทางฝึกแบบจับต้องได้:
เริ่มจาก กริยาที่ใช้บ่อยสุด ก่อน แล้วค่อยขยับไปคำยาก
อ่านประโยคตัวอย่างเยอะ ๆ แล้วสังเกตว่า V1, V2, V3 โผล่ตรงไหน
ฝึก แต่งประโยคเอง ทั้งรูปบอกเล่า ปฏิเสธ และคำถาม
อ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ หรือดูคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ แล้วลองจับว่าเขาใช้กริยาแบบไหนในบริบทไหน
จำไว้ว่าความชำนาญไม่ได้มาจากการท่องตารางอย่างเดียว แต่มาจากการ “ใช้จนชิน” ยิ่งใช้บ่อย สมองยิ่งไม่ต้องคิดนาน เวลาพูดหรือเขียนจะไหลออกมาเองแบบอัตโนมัติ

