รับแอปรับแอป

10 ทักษะ AI ที่เปลี่ยนคุณจากคนทำงานธรรมดา เป็นคนที่ AI ก็แทนไม่ได้

ธัญญารัตน์ วิชัย01-30

ทำไมยุคนี้ใครไม่ Upskill ด้าน AI คือกำลังเสี่ยงตกขบวน

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิ่งออกจากห้องแล็บ เข้าสู่ชีวิตการทำงานจริงของแทบทุกอุตสาหกรรม จากเดิมที่เคยเป็นเรื่องของนักวิจัยและโปรแกรมเมอร์ วันนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่สายออฟฟิศ ธุรกิจ ครีเอทีฟ หรือสายบริหาร ล้วนหนีคำว่า AI Upskill ไม่พ้น

แต่คำถามสำคัญคือ “AI Skills” แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่? ต้องเขียนโค้ดเป็นไหม? ต้องเรียน Data Science หนัก ๆ หรือเปล่า?

บทความนี้จะชวนคุณไล่ดู 10 ทักษะด้าน AI ที่ควรรู้ แบ่งเป็นกลุ่มอย่างเข้าใจง่าย อธิบายด้วยภาษากึ่งทางการแบบเป็นกันเอง เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมชัดเจน ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือมีพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ต่อยอดได้ทันที

ภาพรวม: AI Skills คือใบเบิกทางใหม่ในโลกการทำงาน

สมัยก่อน ถ้าพูดถึงทักษะด้าน AI ภาพในหัวของหลายคนมักจะเป็น

  • นักพัฒนาโมเดล Machine Learning

  • นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

  • นักวิจัยอัลกอริทึมขั้นสูง

แต่โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป AI หลุดออกจากกรอบเดิม และกลายเป็น “เครื่องมือคู่ใจ” ของคนทำงานแทบทุกสาย ไม่ว่าจะเป็น

  • พนักงานออฟฟิศและธุรการ

  • เจ้าของกิจการและผู้บริหาร

  • นักการตลาด ครีเอทีฟ และคอนเทนต์

  • ทีมวางกลยุทธ์และวิเคราะห์ธุรกิจ

การ Upskill ด้าน AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ ทุกคนควรเริ่มต้น แม้งานของคุณจะไม่ใช่สายไอทีโดยตรงก็ตาม เพราะการใช้ AI อย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณ

  • ทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่เสียคุณภาพ

  • ตัดสินใจบนฐานข้อมูล ลดอคติและความเดาเอาเอง

  • สร้างผลงานที่เมื่อก่อนคิดว่าเป็นไปไม่ได้

  • เพิ่มความได้เปรียบทั้งในฐานะคนทำงานและทั้งองค์กร

  • รับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ

พูดง่าย ๆ คือ: คนที่ใช้ AI เป็น จะได้เปรียบคนที่ไม่ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

AI Skills ไม่ได้แปลว่า “ต้องเขียนโค้ด” แต่คือ “คิดและใช้ AI ให้เป็น”

ความเข้าใจผิดยอดฮิตคือ คนที่ไม่เขียนโปรแกรม ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ AI หรือคิดว่าทักษะด้าน AI มีไว้สำหรับสายเทคนิคเท่านั้น

ความจริงแล้ว AI Skills คือชุดทักษะกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้งด้าน

  • การคิดวิเคราะห์และวางแผน

  • การสื่อสารและตั้งคำสั่งกับ AI

  • การใช้เครื่องมืออัตโนมัติในงานประจำ

  • การอ่านและตีความผลลัพธ์จาก AI

  • การมองเห็นความเสี่ยง จริยธรรม และข้อจำกัดของ AI

ตัวอย่างในชีวิตการทำงานจริง

  • ฝ่าย HR ใช้ AI ช่วยอ่านและจัดกลุ่มเรซูเม่

  • นักบัญชีให้ AI สรุปตัวเลขและออกรายงานเบื้องต้น

  • ทีมการตลาดใช้ Generative AI ช่วยคิดไอเดียแคมเปญและร่างคอนเทนต์

  • ผู้บริหารใช้ Insight ที่ AI วิเคราะห์ มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

จะเห็นว่าแทบทุกตัวอย่าง ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเอง แต่ต้องรู้วิธีสื่อสารกับ AI และประเมินผลลัพธ์ให้เป็น

โครงสร้าง 10 ทักษะ AI ที่ควรรู้: แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น เราลองจัดทักษะที่เกี่ยวกับ AI ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

  • Foundation Skills – ทักษะพื้นฐานสำหรับเข้าใจและเตรียมความพร้อม

  • Application Skills – ทักษะที่ช่วยให้ใช้ AI ได้จริงในงาน

  • Collaboration Skills – ทักษะการทำงานร่วมกับ AI และกับทีมที่ใช้ AI ร่วมกัน

มาดูทีละกลุ่มว่ามีอะไรบ้าง และทำไมถึงสำคัญ

Foundation Skills: วางรากฐานก่อนวิ่งกับ AI

กลุ่มนี้คือชุดทักษะที่ช่วยให้คุณ เข้าใจ AI ในระดับที่ใช้งานได้อย่างมีสติ ไม่ใช่แค่กดใช้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น

1. Data Annotation – การจัดระเบียบและติดป้ายกำกับข้อมูล

AI จะ賢แค่ไหน ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ป้อนให้มันเรียนรู้ ถ้าข้อมูลมั่ว ผลลัพธ์ก็มั่วตามไปด้วย

Data Annotation คือการ

  • จัดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ AI ใช้งานได้

  • ติดป้ายกำกับ เช่น ข้อความนี้เป็นเชิงบวกหรือลบ, ภาพนี้คือแมวหรือสุนัข, ข้อมูลลูกค้ากลุ่มนี้น่าสนใจหรือไม่

ทักษะนี้สำคัญมากกับงานสาย Machine Learning เพราะ ถ้า AI ถูกสอนด้วยข้อมูลที่ผิด มันก็จะเรียนรู้ผิดตั้งแต่ต้นทาง

2. Machine Learning Understanding – เข้าใจหลักการเบื้องหลังการเรียนรู้ของ AI

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิจัย AI แต่ควรรู้ระดับภาพใหญ่ว่า AI เรียนรู้อย่างไร เช่น

  • ความต่างระหว่าง Supervised Learning กับ Unsupervised Learning

  • ใช้กับโจทย์ประเภทไหน

  • ทำไมโมเดลถึงตอบแบบนี้ และอะไรทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน

เมื่อเข้าใจภาพรวมเหล่านี้ คุณจะ

  • ตั้งความคาดหวังกับ AI ได้ถูกต้อง

  • เลือกใช้เครื่องมือเหมาะกับงาน

  • ไม่หลงเชื่อผลลัพธ์ของ AI ทุกอย่างแบบไร้เงื่อนไข

3. AI Ethics & Governance – ใช้ AI อย่างรับผิดชอบและปลอดภัย

ทักษะที่หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญมากคือ การใช้ AI อย่างมีจริยธรรม เช่น

  • เข้าใจเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและการใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม

  • รู้ว่าความลำเอียง (bias) เกิดขึ้นได้จากข้อมูลแบบไหน

  • รู้จักประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลภายในองค์กร

  • วางแนวทางหรือ policy การใช้ AI ในทีม

นี่คือทักษะที่จะทำให้การใช้ AI ในองค์กร ไม่กลายเป็นปัญหาตามหลังในอนาคต

Application Skills: ทักษะที่ทำให้คุณใช้ AI ได้จริงในงาน

Foundation คือความเข้าใจ ส่วน Application คือการ ลงมือใช้จริงในงานประจำวัน

4. Prompt Engineering – ศิลปะการถามให้ AI ตอบได้อย่างที่ต้องการ

AI รุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะ Generative AI จะตอบดีหรือแย่ ขึ้นกับว่าเราถามมันอย่างไร

Prompt Engineering คือการออกแบบคำสั่งให้ชัดเจนและมีบริบทเพียงพอ เช่น

  • ไม่ถามแค่ “ช่วยสรุปรายงาน” แต่ระบุว่า
    • ให้สรุปสำหรับใคร (ผู้บริหาร, ทีมขาย)

    • ควรยาวแค่ไหน

    • โทนภาษาแบบไหน

คนที่เขียน Prompt เก่ง จะเปลี่ยน AI จาก ของเล่น ให้กลายเป็น ผู้ช่วยมือโปร ได้ทันที

5. Generative AI Tools – ใช้เครื่องมือสร้างเนื้อหาด้วย AI อย่างรู้เท่าทัน

ปัจจุบันมีเครื่องมือ Generative AI มากมาย เช่น

  • ChatGPT / Claude สำหรับข้อความและไอเดีย

  • โปรแกรมสร้างภาพด้วย AI เช่น Midjourney

  • เครื่องมือช่วยทำวิดีโออัตโนมัติ

ทักษะสำคัญไม่ใช่แค่ “ใช้เป็น” แต่คือ

  • รู้ข้อจำกัด ว่าอะไรที่ AI ยังทำไม่ได้หรือไม่ควรให้ทำ

  • รู้วิธีตรวจทาน แก้ไข และเติมความเป็นมนุษย์ลงไป

AI ไม่ได้มาทดแทนความคิดคุณ แต่ช่วยให้คุณคิดและทำได้เร็วขึ้น

6. Automation Tools – เอางานซ้ำ ๆ ให้ระบบทำแทน

หลายงานในแต่ละวัน จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องใช้แรงคนทั้งหมด เช่น

  • ดึงข้อมูลจากฟอร์ม → รวมในสเปรดชีต → ส่งอีเมลสรุป

  • ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นแล้วส่งผลไปยังระบบอื่น

การใช้เครื่องมือ Automation เช่น

  • เชื่อมหลายแอปเข้าด้วยกัน

  • สร้าง Workflow ให้งานไหลอัตโนมัติ

จะช่วยให้คุณลดงานที่น่าเบื่อ แล้วเอาเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

Collaboration Skills: ทำงานเป็นทีมกับ AI และกับคนอื่นที่ใช้ AI

ยุคต่อไปไม่ใช่แค่ “คุณ vs AI” แต่คือ คุณ + AI + ทีมของคุณ

7. AI Integration – ฝัง AI เข้าไปในระบบหรือแอปที่ใช้อยู่

แทนที่จะเปิด AI เป็นอีกหนึ่งหน้าต่าง คิดให้ไกลขึ้นว่า

  • จะนำความสามารถของ AI เข้าไปอยู่ในระบบที่ใช้อยู่ได้อย่างไร

  • จะให้ AI ช่วยตอบคำถามลูกค้าในเว็บไซต์ หรือแอปภายในองค์กรได้ไหม

ทักษะด้าน Integration ช่วยให้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือข้างนอก แต่กลายเป็น ส่วนหนึ่งของ Workflow จริง

8. Data Insight & Visualization – ใช้ AI ช่วยแปลข้อมูลให้เข้าใจง่าย

ในโลกที่ข้อมูลมีมากเกินกว่าจะอ่านทั้งหมดด้วยตัวเอง การใช้ AI มาช่วย

  • วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก

  • สรุป Insight ที่สำคัญ

  • จัดรูปเป็น Dashboard หรือกราฟที่อ่านง่าย

จะทำให้

  • ผู้บริหารตัดสินใจได้ไวขึ้น

  • ทีมเห็นภาพตรงกันมากขึ้น

  • การประชุมมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

9. AI Collaboration – ทำงานร่วมกันอย่างมีระบบทั้งคนและ AI

AI ที่เก่งที่สุดก็ยังต้องการ คนที่ใช้เป็น ทักษะ Collaboration คือการ

  • รู้จักแบ่งงานระหว่างคนกับ AI ให้เหมาะสม

  • อธิบายให้ทีมเข้าใจว่า ข้อมูลที่ใช้ป้อน AI มาจากไหน

  • ตีความผลลัพธ์ร่วมกันอย่างมีเหตุผล ไม่เชื่อ AI 100% แต่ก็ไม่ปฏิเสธมันทั้งหมด

ทีมที่ใช้ AI ร่วมกันเก่ง จะกลายเป็นทีมที่ ขยับตัวได้เร็ว และทดลองสิ่งใหม่ได้มากกว่าคู่แข่ง

ตัวอย่างการใช้ AI จากงานจริง: ใครควรเน้นทักษะอะไร?

ไม่ว่าคุณอยู่สายไหน ก็สามารถเลือก Upskill ด้าน AI ให้ตรงกับงานได้ มาลองดูกันแบบจำแนกตามกลุ่มอาชีพ

สายงานออฟฟิศทั่วไป (Non-technical Office Roles)

งานที่มักเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้

  • เจ้าหน้าที่ธุรการและเอกสาร

  • ฝ่ายบุคคล (HR)

  • ฝ่ายขายและเซลส์

  • บัญชีและการเงิน

  • คอลเซ็นเตอร์และงานบริการลูกค้า

AI Skills ที่ควรโฟกัสในการ Upskill

  • Prompt Engineering → เพื่อสื่อสารกับ AI ได้ผลลัพธ์ตรงใจ เช่น ขอให้ช่วยร่างอีเมล สรุปรายงาน หรือเตรียมข้อมูลนำเสนอ

  • AI Literacy → เข้าใจหลักการพื้นฐานของ AI ว่ามันตอบจากอะไร และต้องตรวจสอบอย่างไร

  • Automation Tools → ลดงานซ้ำซ้อน เช่น ให้ AI สรุปข้อมูลจากสเปรดชีตแล้วส่งเข้าอีเมลอัตโนมัติ

  • Generative AI → ใช้ช่วยร่างเนื้อหาขายสินค้า เอกสารภายใน หรือโพสต์ประชาสัมพันธ์

ตัวอย่างการใช้งานจริงในแต่ละวัน

  • ให้ AI สร้างสไลด์นำเสนอจากสคริปต์การประชุม

  • ใช้ AI วิเคราะห์ความคิดเห็นลูกค้าจากแบบสอบถาม แล้วจัดกลุ่ม Feedback

สายงานไอที (IT, Dev, Data, Infra)

งานที่อยู่ในกลุ่มนี้

  • โปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาระบบ

  • QA / Tester

  • System Analyst, DevOps

  • Data Analyst และงานด้านข้อมูลอื่น ๆ

AI Skills ที่ควรเร่ง Upskill

  • Machine Learning Understanding → เพื่อเข้าใจกลไกเบื้องหลังของโมเดล AI ที่นำมาใช้

  • AI Integration → เชื่อมต่อ API ของ AI เข้าไปในระบบ เช่น ระบบตอบคำถามอัตโนมัติ Chatbot หรือระบบแนะนำอัจฉริยะ

  • Prompt Engineering → ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด แก้บั๊ก หรือสร้าง Test Cases ได้เร็วขึ้น

  • Data Annotation → เตรียมและจัดการชุดข้อมูลสำหรับเทรนโมเดลให้สะอาดและมีคุณภาพ

  • Automation Tools → ผสาน AI เข้ากับ CI/CD Pipeline หรือระบบ Monitoring

ตัวอย่างการใช้งานในงานสายเทคนิค

  • ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดหรือเสนอวิธี refactor โค้ดเก่า

  • ตั้ง Workflow ให้ AI ช่วยวิเคราะห์ Log และแจ้งเตือนเมื่อระบบมีความผิดปกติ

แนวทาง Upskill AI: เริ่มให้ถูกจุด ไม่ต้องเรียนทุกอย่างพร้อมกัน

Tip: อย่าเริ่มจากสิ่งที่ไกลตัวจนเกินไป เริ่มจากสิ่งที่คุณใช้ในงานอยู่แล้ว แล้วค่อยต่อยอดไปสู่เครื่องมือและแนวคิดที่ซับซ้อนขึ้น

แนวทางง่าย ๆ คือ

  • ดูก่อนว่างานประจำของคุณ มีขั้นตอนไหนที่ซ้ำ ๆ หรือใช้เวลานานเป็นพิเศษ

  • เลือก AI Tools หรือ Automation ที่ช่วยลดภาระจุดนั้นลง

  • จากนั้นค่อยเรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังเพิ่มเติม เช่น วิธีออกแบบ Prompt หรือการจัดการข้อมูล

เริ่มจากเล็ก ๆ แต่ใช้จริงในงานทุกวัน จะทำให้การ Upskill ของคุณยั่งยืนกว่าเรียนทีเดียวเยอะ ๆ แล้วไม่ได้ใช้

สรุป: AI ไม่ได้มาแย่งงานคุณ ถ้าคุณเลือกให้มันมาเป็นคู่คิด

AI ไม่ใช่เทคโนโลยีลึกลับสำหรับผู้เชี่ยวชาญ แต่คือ เครื่องมือทรงพลังที่ใครก็ใช้ได้ ถ้ารู้วิธี

สิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ทันทีคือ

  • ทำความเข้าใจหลักการเบื้องต้นของ AI ว่ามันคิดยังไง ตอบยังไง

  • ลองใช้เครื่องมือที่เข้าถึงง่าย เช่น ChatGPT หรือเครื่องมือ AI ในงานเอกสารและโน้ต

  • ทดลองใช้กับงานจริง แล้วสังเกตว่า AI ช่วยคุณประหยัดเวลาและแรงตรงไหนบ้าง

เมื่อคุณค่อย ๆ นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำวัน คุณจะเห็นว่า การ Upskill ด้าน AI ไม่ใช่แค่เรียนทักษะใหม่ แต่คือการ

  • ปรับวิธีคิด

  • เปลี่ยนวิธีวางแผน

  • ปรับรูปแบบการทำงานให้เข้ากับโลกยุคใหม่

แล้วคุณล่ะ… พร้อมแค่ไหนที่จะให้ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมคนใหม่ที่ทำงานเคียงข้างคุณทุกวัน?

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ถ้าไม่มีพื้นฐาน IT เลย จะเริ่มเรียนรู้ AI ได้ไหม?

A: ได้แน่นอน คุณสามารถเริ่มจากการใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาให้ใช้ง่ายก่อน เช่น AI ช่วยเขียนข้อความ ออกแบบ หรือจัดระเบียบข้อมูล จากนั้นค่อยเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการตั้งคำสั่ง (Prompt Engineering) และพื้นฐานการแยกแยะข้อมูล

Q: AI จะทำให้งานหายไปจริงไหม?

A: งานบางแบบที่ซ้ำ ๆ อาจลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดงานใหม่จำนวนมาก เช่น คนออกแบบ Prompt, คนจัดเตรียมข้อมูลสำหรับ AI, หรือนักวางกลยุทธ์โครงการ AI คนที่ปรับตัวเร็วและยอม Upskill จะมีโอกาสมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

Q: ต้องเรียนเขียนโปรแกรมถึงจะเข้าใจ AI หรือเปล่า?

A: ถ้าเป้าหมายคือ “ใช้งาน AI ให้เป็น” สำหรับคนส่วนใหญ่ ไม่จำเป็น ต้องเขียนโปรแกรม แต่ถ้าคุณอยากพัฒนาโซลูชัน AI เอง หรือเชื่อม AI เข้ากับระบบองค์กร การเรียนรู้พื้นฐานภาษาโปรแกรม เช่น Python หรือการใช้งาน API จะช่วยให้คุณไปได้ไกลและเร็วกว่าเดิม

ปิดท้าย: วันนี้เริ่มช้ากว่าใครได้ แต่วันหน้าควรใช้ AI เก่งกว่าตัวเองในอดีต

คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจ AI ทุกมิติในทันที แค่เริ่มจากการลองใช้ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และค่อย ๆ เติมทักษะทีละด้าน

สิ่งสำคัญไม่ใช่ “รู้ AI เยอะแค่ไหน” แต่คือ “เอา AI มาช่วยเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณได้มากแค่ไหน”