รับแอปรับแอป

ศึกเลือกตั้งปลุกวงการพิมพ์ไทย: เงินสะพัดหลักหมื่นล้าน ดัน Smart Printing & Hybrid Media ขึ้นเวที

วศิน สุขสันต์01-30

เลือกตั้งทีเดียว โรงพิมพ์ทั้งประเทศตื่นขึ้นมาหายใจ

เมื่องานเลือกตั้งกลายเป็น “โปรเจกต์ระดับชาติ” ของวงการสิ่งพิมพ์ ตัวเลขเม็ดเงินสะพัดถูกประเมินไว้ราว 40,000-60,000 ล้านบาท และ ไม่ต่ำกว่า 60-70% ของงบทั้งหมดไหลตรงเข้าสู่งานพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์

พูดง่าย ๆ คือ ระยะเวลาไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง กลายเป็น “ไฮซีซั่น” ที่สุดของอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย เป็นช่วงเวลาที่โรงพิมพ์จากส่วนกลางยันท้องถิ่นได้งานกันถ้วนหน้า

เม็ดเงินราว 20,000-40,000 ล้านบาทจึงไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่แตกย่อยเป็นงานหลัก ๆ ที่เห็นภาพได้ชัดเจน:

  • ป้ายโฆษณาหาเสียงขนาดต่าง ๆ ซึ่งกินสัดส่วนใหญ่ที่สุด

  • ใบปลิว โบรชัวร์ แนะนำตัวผู้สมัครและนโยบายพรรค ที่ต้องแจกให้ถึงแทบทุกบ้าน

  • งานพิมพ์ระบบอิงค์เจ็ทขนาดใหญ่ สำหรับเวทีปราศรัย รถหาเสียง และจุดรณรงค์เคลื่อนที่

ทุกชิ้นงานเหล่านี้คือ “เครื่องมือสื่อสารทางการเมือง” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง คู่มือของ กกต. ไปจนถึงการตกแต่งเวทีปราศรัย เมื่อมีเลือกตั้ง อุตสาหกรรมการพิมพ์จึงได้อานิสงส์เต็ม ๆ

งบเลือกตั้ง: ออกซิเจนก้อนใหญ่ของโรงพิมพ์ท้องถิ่น

จุดที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลข คือ “การกระจายตัวของเม็ดเงิน” งานพิมพ์เลือกตั้งไม่ได้ไปจบอยู่แค่โรงพิมพ์รายใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่ต้องไหลลงสู่ SMEs ทั่วประเทศ อย่างเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลสำคัญมีสองคำ: ความเร็ว และ ค่าขนส่ง

ในเมื่อป้ายหาเสียงต้องถูกติดตั้งพร้อม ๆ กันจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ โรงพิมพ์ขนาดใหญ่ไม่อาจบริหารโลจิสติกส์ได้ทัน พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องแตกงานไปยังโรงพิมพ์และร้านป้ายท้องถิ่นในทุกจังหวัด ทุกอำเภอ

ผลลัพธ์คือ:

  • เงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

  • โรงพิมพ์ SMEs ที่เงียบมาหลายปีเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา

  • ร้านป้ายรายย่อยได้โอกาสทองทั้งด้านรายได้และการเรียนรู้งานโปรเจกต์ใหญ่

นี่คือรอบที่เม็ดเงินการเมืองไม่ได้ลอยอยู่บนหน้าจอ แต่ลงไปปักหมุดจริง ๆ ในเมืองเล็ก ตำบลเล็ก ๆ ทั่วประเทศ

จากไวนิลโครงไม้ สู่ยุค Hybrid Media

โลกของงานพิมพ์เลือกตั้งยุคใหม่ไม่ได้จบแค่รูปผู้สมัครบนป้ายอีกต่อไป แต่วิวัฒนาการสู่ Hybrid Media ที่ผสมโลกออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน

ป้ายหาเสียงวันนี้จึงไม่ใช่แค่ชื่อ-เบอร์-สโลแกน แต่ทำหน้าที่เป็น “ประตูดิจิทัล” ที่พาคนดูไปต่อบนออนไลน์ผ่าน QR Code เชื่อมเข้าสู่:

  • คลิปวิดีโอนโยบาย

  • โซเชียลมีเดียของผู้สมัคร

  • คอนเทนต์เสริมภาพลักษณ์และตัวตนของพรรค

ฝั่งการผลิตเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ขยับจากระบบเดิม สู่ยุค High-speed Inkjet ที่พิมพ์ลงบนแผ่น PP Board (พลาสติกลูกฟูก) โดยตรง ช่วยให้:

  • ลดขั้นตอนการติดสติกเกอร์

  • ประหยัดแรงงาน

  • ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพราะวัสดุรีไซเคิลง่ายกว่าสมัยก่อน

ดีไซน์ป้ายหาเสียงยังถูกออกแบบตาม CI ของแต่ละพรรค พร้อมเทรนด์ป้ายทรง “Slim” แนวตั้งผอมยาว ที่เริ่มบูมจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ข้อดีของทรง Slim คือ:

  • ใช้วัสดุแบบผ่าครึ่งจากแผ่นมาตรฐานได้พอดี เกือบ Zero Waste

  • ลดต้นทุนวัสดุ แต่ยังคงความโดดเด่นด้านการมองเห็น

  • ไม่บังทัศนียภาพ ไม่กีดขวางทางเดินเท้า ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่

ผ่าโครงสร้างอุตสาหกรรม 3 แสนล้าน: ดาวรุ่งชื่อ “บรรจุภัณฑ์”

ถ้ามองภาพใหญ่ทั้งอุตสาหกรรม มูลค่าธุรกิจการพิมพ์ไทยรวมกันแตะระดับ 300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.8% ของ GDP ประเทศ เลยทีเดียว

โครงสร้างรายได้โดยประมาณแบ่งเป็น:

  • งานพิมพ์เชิงพาณิชย์ (Commercial Printing) ราว 40%

  • งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ราว 60%

แม้สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารจะโดนดิจิทัลดิสรัปอย่างหนัก ยอดพิมพ์ลดลงต่อเนื่อง แต่วงการพิมพ์กลับไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ ศูนย์ถ่วงย้ายไปอยู่ที่ “บรรจุภัณฑ์” และงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

เทรนด์หลักที่ยังเติบโตคือ:

  • E-commerce & Food Delivery ทำให้ความต้องการใช้กล่องลูกฟูก กล่องบรรจุอาหาร ฉลากสินค้า เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

  • หนังสือเล่ม (Pocketbook) ที่ยังขายดีในงานสัปดาห์หนังสือ คนจำนวนไม่น้อยค้นพบว่าการอ่านบนกระดาษให้สมาธิและความรู้สึกจับต้องได้มากกว่าจอ

  • ปฏิทินแบบจับต้องได้ กลับมาได้รับความนิยม เพราะช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ได้ทั้งปี และหลายคนยังชอบจดโน้ตลงบนปฏิทินจริงมากกว่าปฏิทินดิจิทัล

ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ถูกมองว่าเป็น Supporting Industry ที่เดินไปพร้อมเศรษฐกิจภาพรวม หากปีไหน GDP เติบโต ความต้องการบรรจุภัณฑ์ โบรชัวร์ ใบปลิว สื่อประชาสัมพันธ์ด้านบริการและท่องเที่ยวก็จะเติบโตตามไปด้วย

ต้นทุน 3 ด่านโหด: วัตถุดิบ แรงงาน พลังงาน

ใต้ภาพรวมที่ดูเหมือนสวย ก็มีก้อนเมฆลูกใหญ่ก่อตัวขึ้น อุตสาหกรรมการพิมพ์กำลังเผชิญโจทย์ต้นทุน 3 ด้านหลักที่หนีไม่พ้น:

  1. วัตถุดิบ
    ราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกผันผวนสูง แต่ข้อดีคือไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมกระดาษตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในประเทศพอสมควร ทำให้ยังพอมีการแข่งขัน ไม่ถูกผูกขาดจนเกินไป

  2. ค่าแรง
    การปรับค่าแรงขั้นต่ำดันต้นทุนแรงงานขึ้นเป็นวงกว้าง แม้ช่างพิมพ์ฝีมือสูงจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่เมื่อฐานล่างขยับ ฐานบนก็ต้องตามขึ้นตามกลไกโครงสร้างองค์กร

  3. พลังงาน
    งานพิมพ์บางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้ว โลหะ ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก หลายโรงงานเริ่มติดตั้ง Solar Roof เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้า แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม ค่าไฟฟ้าไทยยังสูงกว่า ทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันส่งออกในบางกลุ่มสินค้า

ทางรอดระยะยาว จึงหนีไม่พ้นการเร่งลงทุนด้าน Automation เพื่อลดการพึ่งแรงงานจำนวนมาก และอัปเกรดช่างพิมพ์ไปสู่บทบาทเทคนิคขั้นสูงที่ควบคุมระบบอัตโนมัติแทน

OOH เปลี่ยนหน้า: จากไวนิลสู่ป้าย LED ดิจิทัล

อีกสมรภูมิหนึ่งที่น่าจับตาคือ สื่อโฆษณานอกบ้าน (Out of Home – OOH) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว จอ LED และ Digital Display กำลังขึ้นแทนที่ป้ายไวนิลในทำเลฮิต ตั้งแต่แยกไฟแดง จนถึงหน้าห้างและตึกสูง

จุดเด่นของป้ายดิจิทัลคือ:

  • เปลี่ยนคอนเทนต์ได้แบบ Real-time ตามเวลา วัน หรือสภาพอากาศ

  • ใช้โปรแกรมและเซนเซอร์ช่วยจัดการเนื้อหา

  • ดึงดูดสายตาคนผ่านไปมามากกว่าป้ายธรรมดาหลายเท่า

แม้ต้นทุนเริ่มต้นของป้าย LED คุณภาพสูงจะอยู่ในระดับหลายล้านบาท ยังต้องบวกค่าโครงสร้างและค่าไฟ แต่เจ้าของพื้นที่จำนวนมากก็ยอมลงทุน เพราะ:

  • ลงโฆษณาได้หลายเจ้าในป้ายเดียว

  • เปลี่ยนเนื้อหาได้ทันที ไม่ต้องพิมพ์-ติดตั้งใหม่เหมือนแต่ก่อน

  • กำหนดเป้าคืนทุนราว 2-5 ปี ขึ้นกับโลเคชั่นและค่าบริการต่อวัน

อย่างไรก็ดี ป้ายไวนิลแบบพิมพ์ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงมีบทบาทในพื้นที่ที่การจราจรบางเบา หรือจุดที่เจ้าของแบรนด์ต้องการประหยัดงบ แต่ในเมืองใหญ่เทรนด์ชัดเจนว่า LED กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ OOH

กลุ่มลูกค้าหลักของป้ายโฆษณานอกบ้านยังคงหนาแน่นในกลุ่ม:

  • อสังหาริมทรัพย์ (คอนโด-บ้านจัดสรร)

  • เครื่องดื่มชูกำลัง

  • สินค้าอุปโภคบริโภค

  • โทรคมนาคม

  • ธุรกิจท่องเที่ยวและการเมือง

  • กลุ่มยานยนต์ โดยเฉพาะแบรนด์รถ EV ที่กำลังรุกตลาดไทยอย่างหนัก

สิ่งพิมพ์ไม่ตาย แค่เปลี่ยนบทบาทและรูปแบบ

แม้ออนไลน์จะครองเวลาและสายตาของคนทั้งโลก แต่ สื่อสิ่งพิมพ์ยังมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือสื่อสารคุณค่าแบรนด์ และดันยอดขายผ่าน “ตัวห่อ” ของสินค้าในมือผู้บริโภค

ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสินค้าและอาหารสำคัญของโลก ภายใต้นโยบาย “Kitchen of the World” ที่ผลักดันให้สินค้าไทยเดินออกนอกประเทศต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ ความต้องการใช้:

  • บรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้า

  • ฉลาก

  • สื่อสิ่งพิมพ์ประกอบสินค้า

ยังคงสูง และมีแนวโน้มจะต้องใส่เทคโนโลยีเข้าไปมากขึ้นด้วย

ยุคใหม่ของสิ่งพิมพ์จึงขยับไปสู่โมเดล Hybrid ที่เชื่อมโลกจริงกับดิจิทัล แบ่งบทบาทใหญ่ ๆ ได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ:

  • Smart Printing – เน้นงานพิมพ์ฉลาก/สติกเกอร์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

  • Smart Packaging – บรรจุภัณฑ์ที่ผสานเทคโนโลยี เช่น ระบบติดตามที่มา ป้องกันการปลอมแปลง ตรวจสอบสถานะสินค้า

  • Smart Labels – ฉลากอัจฉริยะที่ฝังเทคโนโลยีอย่าง QR Code, RFID ใช้เชื่อมข้อมูลสต็อก การขาย และคอนเทนต์ออนไลน์

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ บรรจุภัณฑ์อาหารที่มี QR Code ให้ผู้บริโภคสแกนแล้วลิงก์ไปดูคลิปสอนทำอาหาร กลายเป็น “ฉลากที่ทำหน้าที่เป็นคู่มือประกอบเมนู” ในตัวเดียว

อีกก้าวหนึ่งคือหนังสือที่ผสานเทคโนโลยี AR แสดงภาพ 3 มิติ แอนิเมชัน เสียง หรือวิดีโอซ้อนบนหน้ากระดาษจริง ทำให้ประสบการณ์อ่านหนังสือถูกยกระดับไปอีกขั้น

Smart Labels ยังทำให้เจ้าของสินค้าเก็บข้อมูลได้ลึกและแม่นยำขึ้น เช่น:

  • Trace & Track ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

  • ตรวจสอบวันหมดอายุ เลข อย. มาตรฐาน สมอ.

  • เชื่อมกับข้อมูลสินค้าฮาลาล หรือข้อมูลผู้แพ้อาหาร

สิ่งพิมพ์จึงกลายเป็น “เกตเวย์” ที่พาคนจากโลกอนาล็อกไปสู่โลกดิจิทัลแบบแนบเนียน ไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษหรือกล่องธรรมดาอีกต่อไป

คลื่นทุนจีนบุก EEC: เกมใหญ่ที่ไทยต้องตั้งรับให้ทัน

อีกประเด็นที่วงการการพิมพ์ไทยจับตาอย่างหนัก คือการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเขต EEC (ชลบุรี-ระยอง)

โรงงานเหล่านี้มักเดินทางมาพร้อม:

  • ศักยภาพด้าน Economy of Scale ระดับมหาศาล

  • ซัพพลายเชนครบวงจรจากประเทศต้นทาง

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่คือความเสี่ยงที่ไทยจะถูกใช้เป็นเพียง “ทางผ่าน” (Transhipment) เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีจากประเทศอื่น

แนวทางที่ถูกเสนอให้ภาครัฐพิจารณาได้แก่:

  • มาตรการด้าน Soft Loan และสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ให้ผู้ประกอบการไทยลงทุนอัปเกรดเทคโนโลยีสู้ได้จริง

  • กำหนดสัดส่วน Local Content ให้โรงงานต่างชาติที่มาตั้งในไทย ต้อง:

    • ซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ

    • จ้างแรงงานไทยในระดับที่เหมาะสม

ทั้งหมดก็เพื่อให้เม็ดเงินไม่ไหลผ่านไปเฉย ๆ แต่หมุนเวียนกลับสู่มือผู้ประกอบการและแรงงานไทยอย่างแท้จริง

เป้าหมายใหม่: Smart Printing & Sustainability

ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยถูกขีดเส้นใต้ไว้ที่สองคำสำคัญคือ “Smart” และ “Sustainable”

ด้าน Smart Printing & Packaging:

  • บรรจุภัณฑ์จะไม่ใช่แค่ห่อสินค้าอีกต่อไป แต่ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูล และเครื่องมือการตลาด (Data-driven Printing & Packaging)

  • ระบบ Trace & Track เพียงสแกนครั้งเดียวก็รู้ที่มา สายการผลิต วันหมดอายุ ไปจนถึงการตรวจสินค้าปลอม

  • งานพิมพ์เพื่อการตกแต่ง (Decoration) เช่น พิมพ์ลายหินบนกระเบื้อง ลายไม้บนวอลเปเปอร์ เพื่อทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติ กำลังโตแรง

  • งานพิมพ์ไฮเทคอย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งไทยมีพื้นฐานการผลิตอยู่แล้ว สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่างานพิมพ์กระดาษหลายเท่า

ด้าน Sustainability:

สมาคมการพิมพ์ไทยกำลังผลักดันให้ทั้งระบบเดินหน้าสู่การเป็นภาคการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเน้นว่า:

  • ต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เผาผลาญโดยไม่จำเป็น

  • นำเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาปรับกระบวนการผลิต

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและของเสียให้ได้มากที่สุด

  • สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้จริง

สมาคมยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของ:

  • องค์ความรู้และมาตรฐานอุตสาหกรรม

  • ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา

เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในเวทีสากล โดยไม่ทิ้งเรื่องความยั่งยืนระยะยาว

สิ่งพิมพ์ไทยกำลัง “เปลี่ยนรูป” ไม่ใช่หายไป

หัวใจสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของวงการได้ดีที่สุดคือมุมมองที่ว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยไม่ได้ตาย แต่กำลัง Transform

จากโลกอะนาล็อกที่เน้นปริมาณและยอดพิมพ์ สู่งานพิมพ์ยุคดิจิทัลที่เน้น:

  • ความชาญฉลาดของตัวสื่อ

  • การเชื่อมโลกฟิสิคัลเข้ากับดิจิทัล

  • การใช้ AI และ Automation ยกระดับกระบวนการผลิต

ฝีมือและความประณีตของช่างพิมพ์ไทยยังถูกมองว่าอยู่แนวหน้าในอาเซียน สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือ เร่งปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี และขยับจากการขายแค่ “หมึกกับกระดาษ” ไปสู่การขาย โซลูชันด้านข้อมูล บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ และงานพิมพ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

เมื่อเลือกตั้งครั้งหนึ่งสามารถปลุกทั้งวงการให้ตื่นขึ้นมา เมืองไทยที่เป็นฐานการผลิตสินค้าและอาหารของโลก ก็มีศักยภาพจะใช้ “งานพิมพ์” เป็นอาวุธสำคัญบนเวทีโลกได้เช่นกัน หากเดินเกม Smart + Green ให้ทันเวลา