เลือกตั้งทีเดียว โรงพิมพ์ทั้งประเทศตื่นขึ้นมาหายใจ
เมื่องานเลือกตั้งกลายเป็น “โปรเจกต์ระดับชาติ” ของวงการสิ่งพิมพ์ ตัวเลขเม็ดเงินสะพัดถูกประเมินไว้ราว 40,000-60,000 ล้านบาท และ ไม่ต่ำกว่า 60-70% ของงบทั้งหมดไหลตรงเข้าสู่งานพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์
พูดง่าย ๆ คือ ระยะเวลาไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง กลายเป็น “ไฮซีซั่น” ที่สุดของอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย เป็นช่วงเวลาที่โรงพิมพ์จากส่วนกลางยันท้องถิ่นได้งานกันถ้วนหน้า
เม็ดเงินราว 20,000-40,000 ล้านบาทจึงไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่แตกย่อยเป็นงานหลัก ๆ ที่เห็นภาพได้ชัดเจน:
ป้ายโฆษณาหาเสียงขนาดต่าง ๆ ซึ่งกินสัดส่วนใหญ่ที่สุด
ใบปลิว โบรชัวร์ แนะนำตัวผู้สมัครและนโยบายพรรค ที่ต้องแจกให้ถึงแทบทุกบ้าน
งานพิมพ์ระบบอิงค์เจ็ทขนาดใหญ่ สำหรับเวทีปราศรัย รถหาเสียง และจุดรณรงค์เคลื่อนที่
ทุกชิ้นงานเหล่านี้คือ “เครื่องมือสื่อสารทางการเมือง” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง คู่มือของ กกต. ไปจนถึงการตกแต่งเวทีปราศรัย เมื่อมีเลือกตั้ง อุตสาหกรรมการพิมพ์จึงได้อานิสงส์เต็ม ๆ
งบเลือกตั้ง: ออกซิเจนก้อนใหญ่ของโรงพิมพ์ท้องถิ่น
จุดที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลข คือ “การกระจายตัวของเม็ดเงิน” งานพิมพ์เลือกตั้งไม่ได้ไปจบอยู่แค่โรงพิมพ์รายใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่ต้องไหลลงสู่ SMEs ทั่วประเทศ อย่างเลี่ยงไม่ได้
เหตุผลสำคัญมีสองคำ: ความเร็ว และ ค่าขนส่ง
ในเมื่อป้ายหาเสียงต้องถูกติดตั้งพร้อม ๆ กันจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ โรงพิมพ์ขนาดใหญ่ไม่อาจบริหารโลจิสติกส์ได้ทัน พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องแตกงานไปยังโรงพิมพ์และร้านป้ายท้องถิ่นในทุกจังหวัด ทุกอำเภอ
ผลลัพธ์คือ:
เงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
โรงพิมพ์ SMEs ที่เงียบมาหลายปีเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา
ร้านป้ายรายย่อยได้โอกาสทองทั้งด้านรายได้และการเรียนรู้งานโปรเจกต์ใหญ่
นี่คือรอบที่เม็ดเงินการเมืองไม่ได้ลอยอยู่บนหน้าจอ แต่ลงไปปักหมุดจริง ๆ ในเมืองเล็ก ตำบลเล็ก ๆ ทั่วประเทศ

จากไวนิลโครงไม้ สู่ยุค Hybrid Media
โลกของงานพิมพ์เลือกตั้งยุคใหม่ไม่ได้จบแค่รูปผู้สมัครบนป้ายอีกต่อไป แต่วิวัฒนาการสู่ Hybrid Media ที่ผสมโลกออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน
ป้ายหาเสียงวันนี้จึงไม่ใช่แค่ชื่อ-เบอร์-สโลแกน แต่ทำหน้าที่เป็น “ประตูดิจิทัล” ที่พาคนดูไปต่อบนออนไลน์ผ่าน QR Code เชื่อมเข้าสู่:
คลิปวิดีโอนโยบาย
โซเชียลมีเดียของผู้สมัคร
คอนเทนต์เสริมภาพลักษณ์และตัวตนของพรรค
ฝั่งการผลิตเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ขยับจากระบบเดิม สู่ยุค High-speed Inkjet ที่พิมพ์ลงบนแผ่น PP Board (พลาสติกลูกฟูก) โดยตรง ช่วยให้:
ลดขั้นตอนการติดสติกเกอร์
ประหยัดแรงงาน
ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพราะวัสดุรีไซเคิลง่ายกว่าสมัยก่อน
ดีไซน์ป้ายหาเสียงยังถูกออกแบบตาม CI ของแต่ละพรรค พร้อมเทรนด์ป้ายทรง “Slim” แนวตั้งผอมยาว ที่เริ่มบูมจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ข้อดีของทรง Slim คือ:
ใช้วัสดุแบบผ่าครึ่งจากแผ่นมาตรฐานได้พอดี เกือบ Zero Waste
ลดต้นทุนวัสดุ แต่ยังคงความโดดเด่นด้านการมองเห็น
ไม่บังทัศนียภาพ ไม่กีดขวางทางเดินเท้า ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่

ผ่าโครงสร้างอุตสาหกรรม 3 แสนล้าน: ดาวรุ่งชื่อ “บรรจุภัณฑ์”
ถ้ามองภาพใหญ่ทั้งอุตสาหกรรม มูลค่าธุรกิจการพิมพ์ไทยรวมกันแตะระดับ 300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.8% ของ GDP ประเทศ เลยทีเดียว
โครงสร้างรายได้โดยประมาณแบ่งเป็น:
งานพิมพ์เชิงพาณิชย์ (Commercial Printing) ราว 40%
งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ราว 60%
แม้สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารจะโดนดิจิทัลดิสรัปอย่างหนัก ยอดพิมพ์ลดลงต่อเนื่อง แต่วงการพิมพ์กลับไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ ศูนย์ถ่วงย้ายไปอยู่ที่ “บรรจุภัณฑ์” และงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
เทรนด์หลักที่ยังเติบโตคือ:
E-commerce & Food Delivery ทำให้ความต้องการใช้กล่องลูกฟูก กล่องบรรจุอาหาร ฉลากสินค้า เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
หนังสือเล่ม (Pocketbook) ที่ยังขายดีในงานสัปดาห์หนังสือ คนจำนวนไม่น้อยค้นพบว่าการอ่านบนกระดาษให้สมาธิและความรู้สึกจับต้องได้มากกว่าจอ
ปฏิทินแบบจับต้องได้ กลับมาได้รับความนิยม เพราะช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ได้ทั้งปี และหลายคนยังชอบจดโน้ตลงบนปฏิทินจริงมากกว่าปฏิทินดิจิทัล
ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ถูกมองว่าเป็น Supporting Industry ที่เดินไปพร้อมเศรษฐกิจภาพรวม หากปีไหน GDP เติบโต ความต้องการบรรจุภัณฑ์ โบรชัวร์ ใบปลิว สื่อประชาสัมพันธ์ด้านบริการและท่องเที่ยวก็จะเติบโตตามไปด้วย
ต้นทุน 3 ด่านโหด: วัตถุดิบ แรงงาน พลังงาน
ใต้ภาพรวมที่ดูเหมือนสวย ก็มีก้อนเมฆลูกใหญ่ก่อตัวขึ้น อุตสาหกรรมการพิมพ์กำลังเผชิญโจทย์ต้นทุน 3 ด้านหลักที่หนีไม่พ้น:
วัตถุดิบ
ราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกผันผวนสูง แต่ข้อดีคือไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมกระดาษตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในประเทศพอสมควร ทำให้ยังพอมีการแข่งขัน ไม่ถูกผูกขาดจนเกินไปค่าแรง
การปรับค่าแรงขั้นต่ำดันต้นทุนแรงงานขึ้นเป็นวงกว้าง แม้ช่างพิมพ์ฝีมือสูงจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่เมื่อฐานล่างขยับ ฐานบนก็ต้องตามขึ้นตามกลไกโครงสร้างองค์กรพลังงาน
งานพิมพ์บางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้ว โลหะ ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก หลายโรงงานเริ่มติดตั้ง Solar Roof เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้า แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม ค่าไฟฟ้าไทยยังสูงกว่า ทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันส่งออกในบางกลุ่มสินค้า
ทางรอดระยะยาว จึงหนีไม่พ้นการเร่งลงทุนด้าน Automation เพื่อลดการพึ่งแรงงานจำนวนมาก และอัปเกรดช่างพิมพ์ไปสู่บทบาทเทคนิคขั้นสูงที่ควบคุมระบบอัตโนมัติแทน

OOH เปลี่ยนหน้า: จากไวนิลสู่ป้าย LED ดิจิทัล
อีกสมรภูมิหนึ่งที่น่าจับตาคือ สื่อโฆษณานอกบ้าน (Out of Home – OOH) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว จอ LED และ Digital Display กำลังขึ้นแทนที่ป้ายไวนิลในทำเลฮิต ตั้งแต่แยกไฟแดง จนถึงหน้าห้างและตึกสูง
จุดเด่นของป้ายดิจิทัลคือ:
เปลี่ยนคอนเทนต์ได้แบบ Real-time ตามเวลา วัน หรือสภาพอากาศ
ใช้โปรแกรมและเซนเซอร์ช่วยจัดการเนื้อหา
ดึงดูดสายตาคนผ่านไปมามากกว่าป้ายธรรมดาหลายเท่า
แม้ต้นทุนเริ่มต้นของป้าย LED คุณภาพสูงจะอยู่ในระดับหลายล้านบาท ยังต้องบวกค่าโครงสร้างและค่าไฟ แต่เจ้าของพื้นที่จำนวนมากก็ยอมลงทุน เพราะ:
ลงโฆษณาได้หลายเจ้าในป้ายเดียว
เปลี่ยนเนื้อหาได้ทันที ไม่ต้องพิมพ์-ติดตั้งใหม่เหมือนแต่ก่อน
กำหนดเป้าคืนทุนราว 2-5 ปี ขึ้นกับโลเคชั่นและค่าบริการต่อวัน
อย่างไรก็ดี ป้ายไวนิลแบบพิมพ์ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงมีบทบาทในพื้นที่ที่การจราจรบางเบา หรือจุดที่เจ้าของแบรนด์ต้องการประหยัดงบ แต่ในเมืองใหญ่เทรนด์ชัดเจนว่า LED กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ OOH
กลุ่มลูกค้าหลักของป้ายโฆษณานอกบ้านยังคงหนาแน่นในกลุ่ม:
อสังหาริมทรัพย์ (คอนโด-บ้านจัดสรร)
เครื่องดื่มชูกำลัง
สินค้าอุปโภคบริโภค
โทรคมนาคม
ธุรกิจท่องเที่ยวและการเมือง
กลุ่มยานยนต์ โดยเฉพาะแบรนด์รถ EV ที่กำลังรุกตลาดไทยอย่างหนัก
สิ่งพิมพ์ไม่ตาย แค่เปลี่ยนบทบาทและรูปแบบ
แม้ออนไลน์จะครองเวลาและสายตาของคนทั้งโลก แต่ สื่อสิ่งพิมพ์ยังมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือสื่อสารคุณค่าแบรนด์ และดันยอดขายผ่าน “ตัวห่อ” ของสินค้าในมือผู้บริโภค
ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสินค้าและอาหารสำคัญของโลก ภายใต้นโยบาย “Kitchen of the World” ที่ผลักดันให้สินค้าไทยเดินออกนอกประเทศต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ ความต้องการใช้:
บรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้า
ฉลาก
สื่อสิ่งพิมพ์ประกอบสินค้า
ยังคงสูง และมีแนวโน้มจะต้องใส่เทคโนโลยีเข้าไปมากขึ้นด้วย
ยุคใหม่ของสิ่งพิมพ์จึงขยับไปสู่โมเดล Hybrid ที่เชื่อมโลกจริงกับดิจิทัล แบ่งบทบาทใหญ่ ๆ ได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ:
Smart Printing – เน้นงานพิมพ์ฉลาก/สติกเกอร์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
Smart Packaging – บรรจุภัณฑ์ที่ผสานเทคโนโลยี เช่น ระบบติดตามที่มา ป้องกันการปลอมแปลง ตรวจสอบสถานะสินค้า
Smart Labels – ฉลากอัจฉริยะที่ฝังเทคโนโลยีอย่าง QR Code, RFID ใช้เชื่อมข้อมูลสต็อก การขาย และคอนเทนต์ออนไลน์
ตัวอย่างง่าย ๆ คือ บรรจุภัณฑ์อาหารที่มี QR Code ให้ผู้บริโภคสแกนแล้วลิงก์ไปดูคลิปสอนทำอาหาร กลายเป็น “ฉลากที่ทำหน้าที่เป็นคู่มือประกอบเมนู” ในตัวเดียว
อีกก้าวหนึ่งคือหนังสือที่ผสานเทคโนโลยี AR แสดงภาพ 3 มิติ แอนิเมชัน เสียง หรือวิดีโอซ้อนบนหน้ากระดาษจริง ทำให้ประสบการณ์อ่านหนังสือถูกยกระดับไปอีกขั้น

Smart Labels ยังทำให้เจ้าของสินค้าเก็บข้อมูลได้ลึกและแม่นยำขึ้น เช่น:
Trace & Track ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ตรวจสอบวันหมดอายุ เลข อย. มาตรฐาน สมอ.
เชื่อมกับข้อมูลสินค้าฮาลาล หรือข้อมูลผู้แพ้อาหาร
สิ่งพิมพ์จึงกลายเป็น “เกตเวย์” ที่พาคนจากโลกอนาล็อกไปสู่โลกดิจิทัลแบบแนบเนียน ไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษหรือกล่องธรรมดาอีกต่อไป
คลื่นทุนจีนบุก EEC: เกมใหญ่ที่ไทยต้องตั้งรับให้ทัน
อีกประเด็นที่วงการการพิมพ์ไทยจับตาอย่างหนัก คือการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเขต EEC (ชลบุรี-ระยอง)
โรงงานเหล่านี้มักเดินทางมาพร้อม:
ศักยภาพด้าน Economy of Scale ระดับมหาศาล
ซัพพลายเชนครบวงจรจากประเทศต้นทาง
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่คือความเสี่ยงที่ไทยจะถูกใช้เป็นเพียง “ทางผ่าน” (Transhipment) เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีจากประเทศอื่น
แนวทางที่ถูกเสนอให้ภาครัฐพิจารณาได้แก่:
มาตรการด้าน Soft Loan และสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ให้ผู้ประกอบการไทยลงทุนอัปเกรดเทคโนโลยีสู้ได้จริง
กำหนดสัดส่วน Local Content ให้โรงงานต่างชาติที่มาตั้งในไทย ต้อง:
ซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ
จ้างแรงงานไทยในระดับที่เหมาะสม
ทั้งหมดก็เพื่อให้เม็ดเงินไม่ไหลผ่านไปเฉย ๆ แต่หมุนเวียนกลับสู่มือผู้ประกอบการและแรงงานไทยอย่างแท้จริง
เป้าหมายใหม่: Smart Printing & Sustainability
ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยถูกขีดเส้นใต้ไว้ที่สองคำสำคัญคือ “Smart” และ “Sustainable”
ด้าน Smart Printing & Packaging:
บรรจุภัณฑ์จะไม่ใช่แค่ห่อสินค้าอีกต่อไป แต่ทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูล และเครื่องมือการตลาด (Data-driven Printing & Packaging)
ระบบ Trace & Track เพียงสแกนครั้งเดียวก็รู้ที่มา สายการผลิต วันหมดอายุ ไปจนถึงการตรวจสินค้าปลอม
งานพิมพ์เพื่อการตกแต่ง (Decoration) เช่น พิมพ์ลายหินบนกระเบื้อง ลายไม้บนวอลเปเปอร์ เพื่อทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติ กำลังโตแรง
งานพิมพ์ไฮเทคอย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งไทยมีพื้นฐานการผลิตอยู่แล้ว สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่างานพิมพ์กระดาษหลายเท่า
ด้าน Sustainability:
สมาคมการพิมพ์ไทยกำลังผลักดันให้ทั้งระบบเดินหน้าสู่การเป็นภาคการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเน้นว่า:
ต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เผาผลาญโดยไม่จำเป็น
นำเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาปรับกระบวนการผลิต
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและของเสียให้ได้มากที่สุด
สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้จริง
สมาคมยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของ:
องค์ความรู้และมาตรฐานอุตสาหกรรม
ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา
เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในเวทีสากล โดยไม่ทิ้งเรื่องความยั่งยืนระยะยาว

สิ่งพิมพ์ไทยกำลัง “เปลี่ยนรูป” ไม่ใช่หายไป
หัวใจสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของวงการได้ดีที่สุดคือมุมมองที่ว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยไม่ได้ตาย แต่กำลัง Transform
จากโลกอะนาล็อกที่เน้นปริมาณและยอดพิมพ์ สู่งานพิมพ์ยุคดิจิทัลที่เน้น:
ความชาญฉลาดของตัวสื่อ
การเชื่อมโลกฟิสิคัลเข้ากับดิจิทัล
การใช้ AI และ Automation ยกระดับกระบวนการผลิต
ฝีมือและความประณีตของช่างพิมพ์ไทยยังถูกมองว่าอยู่แนวหน้าในอาเซียน สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือ เร่งปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี และขยับจากการขายแค่ “หมึกกับกระดาษ” ไปสู่การขาย โซลูชันด้านข้อมูล บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ และงานพิมพ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
เมื่อเลือกตั้งครั้งหนึ่งสามารถปลุกทั้งวงการให้ตื่นขึ้นมา เมืองไทยที่เป็นฐานการผลิตสินค้าและอาหารของโลก ก็มีศักยภาพจะใช้ “งานพิมพ์” เป็นอาวุธสำคัญบนเวทีโลกได้เช่นกัน หากเดินเกม Smart + Green ให้ทันเวลา

