MG7 โฉมปี 2026: ซีดานสปอร์ตที่ขยับเข้าใกล้คำว่า “รถอัจฉริยะ”
MG ภายใต้เครือ SAIC Group เปิดตัว MG7 รุ่นปี 2026 ในจีนแบบจัดเต็ม ปรับโฉมประจำปีเน้นด้านเทคโนโลยี ทั้งระบบช่วยขับอัจฉริยะ และห้องโดยสารที่ฉลาดขึ้นด้วย AI
รุ่นย่อยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ราคาเปิดตัวอยู่ระหว่าง 116,900 – 154,900 หยวน หรือราว ๆ 584,500 – 774,500 บาท จัดอยู่ในหมวดซีดานสปอร์ตที่เน้นความคุ้มค่าต่อเทคโนโลยีแบบจริงจัง
ดีไซน์ภายนอก: Fastback สายสปอร์ตที่เน้นความดุดัน
MG7 ปี 2026 ยังคงคาแรกเตอร์ซีดานท้าย Fastback หลังคาลาดต่อเนื่องจากเสา A ไปจนถึงท้ายรถ ให้ทรงโปรไฟล์สปอร์ตชัดเจน และช่วยให้ตัวรถดูยาว ลู่ลมมากขึ้น
เส้นสายด้านข้างถูกออกแบบให้เน้นช่วงท้าย เนื้อสะโพกดูบึกบึน เต็มมัดกล้ามมากกว่าเดิม เหมาะกับคนที่อยากได้ซีดานที่บุคลิกไม่เรียบง่ายจนเกินไป
ด้านท้ายจัดเต็มด้วยท่อไอเสีย 4 ท่อแบบคู่ซ้ายขวา ขนาดใหญ่สะดุดตา พร้อมวาล์วที่สามารถปรับตั้งค่าได้ตามโหมดการขับขี่ ช่วยเพิ่มทั้งซาวด์และบุคลิกของรถ
สปอยเลอร์หลังเป็นแบบไฟฟ้าปรับได้ 3 ระดับ ฝังกลืนไปกับฝาท้าย แต่ยังดีไซน์ Ducktail ยื่นออกมาอย่างแนบเนียน เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ด้านท้ายดุดันขึ้นแบบไม่ต้องพยายามมาก
ห้องโดยสาร: เมื่อ AI เข้าไปนั่งข้างคนขับ
ภายในห้องโดยสารของ MG7 ยังคงใช้ดีไซน์จอคู่เชื่อมต่อกัน เป็นทั้งศูนย์กลางความบันเทิงและระบบนำทาง รองรับการเชื่อมต่อออนไลน์ครบสำหรับยุคดิจิทัล
แต่ไฮไลต์ของรุ่นปี 2026 คือ การฝัง AI Large Language Model เข้าไปในระบบ Infotainment ทำให้การสั่งงานด้วยเสียงก้าวข้ามจากคำสั่งแบบท่องจำ ไปสู่การพูดคุยในภาษาที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
ระบบสามารถเข้าใจบริบทในการสนทนาได้ดีขึ้น รับคำสั่งต่อเนื่องได้ และควบคุมฟังก์ชันในรถได้หลากหลายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปรับอุณหภูมิ แนะนำเส้นทาง หรือจัดการฟีเจอร์บันเทิงต่าง ๆ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวประจำห้องโดยสาร
พื้นที่ใช้สอย: ไม่ได้มีดีแค่รูปทรง
แม้จะมาในคาแรกเตอร์ซีดานท้าย Fastback แต่ MG7 ก็ไม่ได้ทิ้งงานด้านความเอนกประสงค์
ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 375 ลิตร เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งของช้อปปิ้งหรือสัมภาระทั่วไป และยังสามารถเพิ่มพื้นที่ได้ด้วยการพับเบาะหลังลง เหมาะกับทั้งทริปเดินทางไกลและการใช้งานแบบครอบครัวเล็ก ๆ
ระบบช่วยขับ NGP: ขับเองก็ได้ ให้รถช่วยก็สบาย
MG7 ปี 2026 มาพร้อมระบบช่วยขับอัจฉริยะ NGP (Navigation Guided Pilot) ที่พัฒนาโดย SAIC เอง ใช้ฮาร์ดแวร์ตรวจจับรอบคันมากถึง 23 ชิ้น
จุดเด่นคือฟังก์ชัน ADAS ขั้นสูงรวม 22 รายการ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระคนขับ และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เช่น
ISC ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ ช่วยปรับความเร็วให้เหมาะสมตามสภาพถนนหรือตามเงื่อนไขที่กำหนด
ALC ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ลดภาระการหาจังหวะเปลี่ยนเลนเอง
ACC ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างต่อเนื่อง
AEB ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสการชนเมื่อผู้ขับตอบสนองไม่ทัน
ภาพรวมคือการยกระดับจาก “รถมีระบบช่วยขับ” ไปสู่การเป็น คู่หูในการเดินทางที่คอยเฝ้าระวังรอบคันตลอดเวลา
ขุมพลังเทอร์โบ 2 ทางเลือก
ใต้ฝากระโปรง MG7 ปี 2026 ยังวางเครื่องยนต์สันดาปเทอร์โบให้เลือก 2 ขนาด เพื่อตอบโจทย์ทั้งสายเน้นความคุ้มค่าและสายสมรรถนะ
เครื่องยนต์ 1.5T
กำลังสูงสุด 188 แรงม้า
แรงบิด 300 นิวตันเมตร
เกียร์อัตโนมัติแบบ Dual-Clutch 7 สปีด
เซ็ตนี้เหมาะกับคนที่อยากได้ความแรงกำลังดี เน้นความประหยัดและค่าใช้จ่ายในการถือครอง
เครื่องยนต์ 2.0T
กำลังสูงสุด 261 แรงม้า (192 kW)
แรงบิด 405 นิวตันเมตร
เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด
ตัวนี้คือสายดุ เน้นอัตราเร่งและการตอบสนองที่เร้าใจกว่า เหมาะกับคนที่มอง MG7 เป็นซีดานสปอร์ตเต็มตัวมากกว่ารถใช้งานทั่วไป
รุ่นท็อปยังได้ช่วงล่างแบบ mCDC ที่สามารถปรับการทำงานได้ด้วยระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้รถบาลานซ์ระหว่างความนุ่มสบายและความหนึบในโค้ง รวมถึง E-LSD เฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและเสถียรภาพเมื่อต้องขับแบบจริงจัง
สรุป: ซีดานที่ผสม AI, สมรรถนะ และความคุ้มค่าไว้ในคันเดียว
MG7 รุ่นปี 2026 คือตัวอย่างของรถที่ไม่ได้เน้นแค่แรงหรือสวย แต่พยายาม ยกระดับประสบการณ์การใช้งานด้วย AI และระบบช่วยขับขั้นสูง
ดีไซน์ Fastback สปอร์ตชัด พร้อมรายละเอียดปลายท่อและสปอยเลอร์ที่จริงจัง
ห้องโดยสารรองรับ AI ภาษาธรรมชาติ ทำให้การสั่งงานในรถง่ายขึ้นอย่างเห็นภาพ
ระบบช่วยขับ NGP และ ADAS 22 ฟังก์ชัน ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยและสบายขึ้น
เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5T และ 2.0T เลือกได้ตามสไตล์การขับ
ใครกำลังมองหาซีดานสปอร์ตที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ฉลาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด MG7 ปี 2026 น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ควรจับตามองอย่างจริงจัง

