บทเรียนราคาแพงของผู้ชายชื่อ ดีเจแมน
ดีเจแมน พัฒนพล กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ราว 3 เดือน หลังผ่านช่วงเวลาหนักที่สุดในชีวิตอยู่หลังกรงเหล็ก 1 ปี 7 เดือน 17 วัน
ระหว่างทางนั้น เขาเคยคิดถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง แต่สิ่งที่รั้งเขาไว้คือ แม่ที่ไม่เคยถอย ลูกที่รอพ่อกลับบ้าน และภรรยาที่สู้ไปพร้อมกัน
ทั้งหมดนี้ถูกเล่าอย่างหมดเปลือก ผ่านมุมมองของลูกชาย แม่ และผู้ชายคนหนึ่งที่เกือบพัง แต่ฮึดกลับมายืนให้ได้อีกครั้ง
กลับบ้านในฐานะพ่อ สามี และลูกชาย
วันที่กลับมาอยู่บ้านอย่างเต็มตัว ดีเจแมนได้ใช้เวลากับคนที่รักอีกครั้ง ทั้งภรรยา ลูกสาว และคุณแม่ที่เป็นเสาหลักของทุกอย่าง
ความจริงที่เจ็บปวดคือ เขาจากลูกไปโดยไม่ได้ลา สักคำเดียวในวันนั้น 9 พฤษภาคม ทำให้ไม่ได้เจอหน้าลูกเลยยาวนานเกือบสองปีเต็ม
เขายังจำได้ขึ้นใจว่า ช่วงเวลานั้นทุกอย่างในชีวิตเหมือนถูกปิดสวิตช์ไปในพริบตา
คืนแรกที่ได้พาลูกเข้านอนอีกครั้ง
หนึ่งในโมเมนต์ที่ทำเอาพ่อใจสั่น คือ คืนแรกที่ได้กล่อมลูกเข้านอน หลังกลับมาจากที่คุมขัง
เมื่อก่อนลูกสาวยังเล็ก พูดได้แค่คำสั้นๆ อย่าง “ปาป๊าง่วง” แล้วก็หลับง่ายๆ แต่วันนี้เด็กคนนั้นโตจนพูดคุยเป็นประโยคยาวๆ ได้แล้ว
ดีเจแมนบอกว่า เหมือนต้องต่อจิ๊กซอว์ใหม่ทั้งกระดาน เรียนรู้ลูกใหม่ทั้งคน ทั้งที่คือคนเดิม แต่เติบโตไปไกลในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่
กลัวไหมว่าลูกจะจำพ่อไม่ได้?
หลายคนอาจคิดว่าพ่อคนหนึ่งที่หายไปเกือบสองปี ต้องกลัวแน่ๆ ว่าลูกจะลืมหน้า แต่สำหรับดีเจแมน เขากลับ เชื่อในสายสัมพันธ์บางอย่างที่อธิบายยาก
ครั้งหนึ่งที่เขาได้เจอลูกในเทปที่ทุกคนเคยเห็น เขาแต่งตัวเป็นซานตาคลอส ปิดหน้าปิดตาแทบมิด แต่พอลูกเปิดประตูเข้ามา คำแรกที่พูดคือ
“ปาป๊า”
ทั้งที่ไม่ได้เจอกันมา 1 ปี 7 เดือน เต็มๆ นั่นคือหลักฐานชัดเจนของสายใยที่ไม่เคยขาดจากกัน
ความรู้สึกของแม่ป๋อง เมื่อเห็นลูกชายได้กอดลูกอีกครั้ง
แม่ป๋อง พิมพ์แข ผู้หญิงที่ยืนอยู่กลางพายุทุกดราม่าของครอบครัว เล่าว่า โมเมนต์ที่เห็นลูกชายกับหลานอยู่พร้อมหน้า มันเหมือนอะไรจุกอกจนพูดไม่ออก
หลานถามหาพ่อแทบทุกวัน เวลาไหว้พระก็ขอให้ปาป๊ากลับมาเร็วๆ วันแรกที่ทั้งคู่ได้เจอกัน น้ำตาของทุกคนไหลเพราะ ความปิติที่รอคอยมานาน
ดีเจแมนมองว่าสิ่งที่แม่ทำให้ไม่ใช่แค่หน้าที่แม่ธรรมดา แต่คือการเป็นศูนย์กลางของทั้งครอบครัว อย่างแท้จริง
แม่อายุ 70+ แต่ขับรถไปเยี่ยมลูกทุกวัน
แม่ป๋องเล่าว่า ช่วงเวลานั้น แม่ต้องสตรองให้สุด เพราะถ้าแม่ล้ม ครอบครัวนี้พังทั้งแถบ
แม้อายุเกิน 70 แล้ว แต่แม่ยังขับรถไปเยี่ยมลูกแทบทุกวัน วันไหนมีคิวถ่ายละคร พ่อก็เพิ่งผ่าตัด ขาไม่ดี ต้องนั่งแกร็บไปหา
ทุกครั้งที่ไปเยี่ยม แม่จะเอาแต่เรื่องดีๆ ไปเล่าให้ลูกฟัง ไม่เพิ่มภาระทางใจ ไม่เล่าความลำบากของตัวเอง เพราะรู้ดีว่าคนข้างในช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
20 นาทีที่มีค่าที่สุดในชีวิต
แต่ละครั้งที่ครอบครัวได้เยี่ยม ดีเจแมนมีเวลา แค่ 20 นาที
เขาบอกว่า เมื่อยังหายใจอยู่บนโลกใบนี้ เราไม่เคยรู้เลยว่า เวลา จะมีค่าขนาดไหน จนวันหนึ่งถูกบังคับให้มีเพียง 20 นาที กับคนที่รักที่สุด
ในเวลาแค่นั้น เขาต้องเลือกว่าจะพูดอะไร จะเล่าเรื่องไหน หรือบางทีแค่มองหน้า คิดถึง จนน้ำตาไหล ก็หมดเวลาแล้ว
ภายนอก เขาต้องทำตัวให้เข้มแข็ง ไม่อยากให้แม่ทุกข์แม้แต่วินาทีเดียว แต่ภายในใจ เขาเคยถามตัวเองซ้ำๆ ว่า
“ทำไมกูต้องมาเจออะไรแบบนี้ ไม่อยู่ไปเลยจะดีกว่าไหม”
แต่ทุกครั้งที่คิดแบบนั้น ภาพแม่ พ่อ และลูก ก็ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์ยอมแพ้
ความคิดแบบนักรบที่แม่ปลูกฝัง ทำให้เขาบอกตัวเองว่า
ต้องไม่เป็นบ้า
ต้องรอดจากโรค
ต้องรอดจากคนอันตรายในนั้น
ต้องออกมาให้ได้แบบที่ยังเป็นตัวเอง
แม่ที่กลับบ้านแล้วก็ยังคิดถึงลูกทุกลมหายใจ
แม้จะกลับจากเยี่ยมลูกแล้ว ชีวิตของแม่ก็ไม่เคยได้พักจริงๆ
แม่เล่าว่า แค่เปิดทีวี นอนมองเพดาน หรือเปิดแอร์ ก็คิดถึงลูกแล้ว วนเวียนอยู่กับคำถามเดิมๆ ในหัวว่า
ลูกจะลำบากไหม
ลูกจะอยู่ยังไง
ตอนนี้เขาโอเคไหม
ความเป็นแม่อธิบายด้วยคำพูดไม่ได้ รู้แค่ว่า หัวใจไม่เคยว่างจากความเป็นห่วงแม้สักวินาทีเดียว
ความฝันที่เหมือนลางบางอย่างจากน้องเวทมนต์
ดีเจแมนเล่าว่า คืนหนึ่งเขาฝันว่า น้องเวทมนต์ร้องไห้แล้ววิ่งเข้ามาหา ซึ่งในชีวิตจริง เขาเป็นคนที่พาลูกไปโรงพยาบาลตลอด
วันต่อมา พอแม่มาเยี่ยม เขาถามทันทีว่าลูกเป็นอะไรไหม แม่กับพ่อกลับยืนยันว่าไม่เป็นอะไร
จนอีกวันหนึ่ง ใบเตยมาเยี่ยมแล้วร้องไห้ พร้อมเล่าว่า
“ลูกไม่สบาย ถ้ามีปาป๊าคงดี”
ตอนนั้นเองเขาถึงรู้ว่า แม่โกหกเพื่อปกป้องหัวใจของเขาไม่ให้พังไปมากกว่านี้
ทำไมแม่ต้องโกหกลูกชายในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด
ในมุมของแม่ป๋อง การปิดบังความจริงเรื่องลูกป่วย ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่เพราะกลัวว่าลูกที่อยู่ในนั้นจะรับไม่ไหว
เมื่อช่วยอะไรไม่ได้ การรู้เรื่องทุกอย่างอาจกลายเป็นการทรมานซ้ำไปซ้ำมา แม่จึงเลือกแบกทุกอย่างไว้เอง ไปโรงพยาบาลเอง ดูแลหลานเอง โดยไม่ให้ลูกต้องรู้
วันที่ใบเตยมาเยี่ยม แล้วดีเจแมนถึงกับเป็นลม
ครั้งหนึ่ง ใบเตยมาเยี่ยมในวันที่เธอเองยังเต็มไปด้วยความทุกข์ เธอมีภาวะซึมเศร้า ร้องไห้ต่อหน้าเขา เล่าทุกปัญหาที่ต้องเจอคนเดียว
เวลามีแค่ 20 นาที แต่สิ่งที่ต้องรับฟังมีมากมหาศาล ตั้งแต่ลูกป่วยไปจนถึงปัญหารอบด้าน เขาจึงต้องแข็งใจพูดกับเธอว่า
ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น
ตอนนี้ลูกป่วยก็จริง แต่เราต้องสู้
พอใบเตยเดินออกไป เขาเดินออกมาแล้วเป็นลมทันที เพราะแบกทุกอย่างไว้จนเกินขีดจำกัดของหัวใจ
เขายอมรับว่า ตัวเองไม่ใช่พระอิฐพระปูน แต่ในสถานการณ์นั้น เขาไม่มีสิทธิ์พัง เพราะถ้าเขาพัง ทุกอย่างพังตาม
พ่อที่ยอมไม่รักษาขาตัวเอง เพื่อเก็บเงินไว้ให้ลูกชาย
อีกด้านหนึ่งของครอบครัวนี้ คือคุณพ่อของดีเจแมน ที่เพิ่งผ่าตัดขา ต้องทำกายภาพและช็อตไฟฟ้าเพื่อให้กลับมาเดินได้ดีขึ้น
ค่าเดินทางและค่ารักษาแต่ละครั้งอาจไม่มากสำหรับบางคน แต่สำหรับครอบครัวที่ต้องประหยัดทุกบาททุกสตางค์ มันคือเงินก้อนสำคัญ
พ่อเลือก ไม่ไปกายภาพ ไม่รักษาต่อ ไม่ซ่อมปั๊มน้ำที่เสีย ไม่ซ่อมเครื่องทำน้ำอุ่น ยอมอาบน้ำเย็นแทน
ดีเจแมนเล่าว่า วันที่กลับไปเห็นบ้านตัวเอง เขาร้องไห้ เพราะบ้านที่เคยอบอุ่นเหมือนถูกทิ้งให้พังไปพร้อมกับเวลาที่เขาไม่อยู่
ทั้งหมดนั้น เพราะพ่อกับแม่เลือกจะเอาเงินทุกบาทไปใช้เพื่อประคองลูกชายที่อยู่ข้างในมากกว่า
ทำไมแม่ต้องประหยัดทุกทาง แม้มีงานก็ยังไม่กล้าใช้เงิน
แม่ป๋องบอกว่า ช่วงนั้นไม่ใช่แค่ดีเจแมนที่โดนผลกระทบ ตัวแม่เองก็โดนไปเต็มๆ งานหาย รายได้ลด ชีวิตทั้งบ้านสะเทือนไปหมด
แม้เพื่อนๆ จะช่วยส่งงานละครให้บ้าง แต่ไม่มีใครรู้อนาคต ว่าคดีจะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ ต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ แม่ต้องเตรียมรับมือทุกอย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น แม่ยัง โดนทนายหลอก ซ้ำเข้าไปอีก
ทนายหลอกหลักแสน ด้วยความเป็นแม่ที่อยากช่วยลูก
แม่ป๋องเล่าว่า ใครก็ตามที่บอกว่าจะช่วยให้ลูกได้ประกันตัว แม่เชื่อแทบทุกคน
เงินมีเท่าไหร่ ก็เอาให้ไปเพื่อหวังว่าจะได้เห็นลูกออกมาสู้คดีข้างนอก ไม่ใช่ข้างในที่ควบคุมอะไรไม่ได้
สุดท้ายเสียเงินไปหลักแสน หลายแสน จากความไว้ใจ ที่เกิดจากความรักของแม่คนหนึ่งที่อยากให้ลูกหลุดพ้นให้เร็วที่สุด
วินาทีที่คำว่า “ยกฟ้อง” เปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน
วันที่การรอคอยสิ้นสุดลง คือ 16 ธันวาคม เวลา 12:10 น.
ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา ดีเจแมนจับมือใบเตยแน่น แม่และน้องลุกซ์นั่งอยู่ข้างๆ ท่ามกลางความลุ้นที่สั่นไปทั้งตัว
ก่อนหน้านั้น เขาพูดกับใบเตยว่า
ถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้เป็นป๊าคนเดียว
ถ้าโลกนี้ไม่ยุติธรรมกับเรา หนูต้องสู้เพื่อเวทมนต์
หนูห้ามอ่อนแอแม้แต่วินาทีเดียว
จนเมื่อคำว่า “จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยกฟ้อง” ดังขึ้น ทุกคนร้องไห้กอดกัน เหมือนเพิ่งได้ชีวิตใหม่คืนมา
ช่วงตั้งแต่ถูกกล่าวหา จนถึงวันตัดสิน เขาบอกว่ามันเหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่กล้าสู้หน้าใคร ต้องทนฟังคำนินทาว่า
“แมนออกมาได้เพราะมีเส้น”
“มันต้องใช้เงินแน่ๆ”
ในใจเขาคิดเสมอว่า ถ้าใช้เงินแก้ได้จริง เขาคงไม่ต้องติดคุกตั้งแต่แรก
จดหมายวันละ 1 แผ่น กับรูปเวทมนต์ที่เลี้ยงหัวใจพ่อ
ในโลกหลังกรงเหล็ก สิ่งหนึ่งที่เยียวยาใจเขาได้ที่สุดคือ จดหมายจากพ่อ
นักโทษจะได้รับสิทธิ์เขียนจดหมายวันละ 1 แผ่น ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์ พ่อของเขาส่งมาทุกวัน
ในกระดาษแผ่นนั้น มักจะมีรูปน้องเวทมนต์แปะมาด้วย ทำให้เขาได้เห็นการเติบโตของลูกผ่านภาพขาวดำบนกระดาษแผ่นเล็กๆ
ทุกบ่ายราวๆ บ่ายสองสี่สิบห้า คือช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด เพราะได้อ่านจดหมาย ร้องไห้ และชาร์จพลังใจให้ตัวเอง
แม่ป๋องเองเล่าว่า วันที่ศาลตัดสิน ยกฟ้อง เธอสั่นไปทั้งตัว เหมือนตัวเองก็ได้รับอิสรภาพไปพร้อมกับลูกชาย
ความรู้สึกที่เงินซื้อไม่ได้ และไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร
ดีเจแมนยอมรับว่า สิ่งที่เขาเจอ มันตีเป็นมูลค่าไม่ได้ ต่อให้ได้เงินมาชดเชยก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ได้อยู่ดี
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บคือ มันไม่ควรเกิดขึ้นเลยตั้งแต่แรก
เขาเชื่อว่า การตัดสินชะตาคนหนึ่งคน ต้องละเอียดอ่อนอย่างที่สุด เพราะมันกระทบทั้งชีวิตของเจ้าตัวและครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง
คำจากลูกชายถึงแม่ที่ไม่เคยยอมแพ้
เมื่อถูกขอให้พูดถึงแม่ ดีเจแมนพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
ขอบคุณแม่ที่เข้มแข็งให้ผมได้เป็นผมในวันนี้
ดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกแม่
ขอบคุณที่ชื่อของแม่คือ พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา
แม่ไม่เคยยอมแพ้เลย
เขาขอให้แม่สุขภาพแข็งแรง อยู่กับเขาไปนานๆ ในฐานะ “พระในบ้าน” ที่รักเขาด้วยหัวใจแบบไม่มีเงื่อนไข
แม่ป๋องเองก็ฝากคำอวยพรกลับว่า อยากให้ลูกชาย
เข้มแข็ง
เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี
ฝ่าฝันอุปสรรคที่เหลือไปให้ได้
เพราะวันนี้แม่แก่แล้ว ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกอีกต่อไป
บทเรียนราคาโคตรแพง ที่ทำให้มองโลกชัดขึ้น
ดีเจแมนยอมรับเต็มปากว่า เขาเคยประมาท
เปิดประตูให้คนเข้ามาในชีวิตง่ายเกินไป
ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ทำอะไรอยู่เบื้องหลัง
ทั้งหมดพาเขาไปสู่ปัญหาทางคดี โดยที่ตัวเองไม่ได้เตรียมตัวรับมือเลย
จากนี้เขาบอกตัวเองว่า
จะไม่ประมาทในการใช้ชีวิตอีกแล้ว
จะให้เวลากับพ่อแม่มากขึ้น เพราะเวลาของท่านเหลือน้อยลงทุกวัน
จะเห็นคุณค่าของคนที่เป็น “กัลยาณมิตร” มากกว่าเดิม
เขาเล่าว่า ต่อให้เคยมูบูชาอะไรมาแค่ไหน สุดท้าย พระในบ้านอย่างพ่อแม่ นี่แหละ ที่พาเขาฝ่าทุกอย่างออกมาได้จริงๆ
ในที่คุมขัง เขาเห็นมามากมาย
เพื่อนร่วมคดีหลายคน แทบไม่มีใครมาเยี่ยม
บางคนภรรยายังหนีไปแล้วด้วยซ้ำ
แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ พ่อกับแม่ ที่ไม่มีวันทิ้งลูก
เขาฝากถึงทุกคนว่า อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ทำให้พ่อแม่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย แค่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็พอ
นี่คือ บทเรียนราคาโคตรแพง ที่ทำให้ทั้งครอบครัวของเขาเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตไปตลอดกาล
คำจากพ่อถึงเวทมนต์
ท้ายสุด ดีเจแมนฝากข้อความถึงลูกสาวคนเดียวของเขาอย่างลึกซึ้งว่า
เวทมนต์คือเลือดเนื้อเชื้อไขของครอบครัวเรา
พ่อรักลูกที่สุดในชีวิต
อยากให้ลูกเป็นเด็กดี เป็นคนดี
ถ้าวันหนึ่งย้อนกลับมาดูเรื่องราวของครอบครัวเรา ขอให้รู้ว่าเราสง่างามเสมอ และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
“พ่อรักลูกนะครับ” คือประโยคที่เขาย้ำด้วยน้ำเสียงของคนที่เคยเกือบไม่มีโอกาสได้พูดคำนี้อีกแล้ว

