ห้องแล็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงแห่งแรกในไทย เปลี่ยนเกมการดูแลน้องหมาแมว

เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่ “สัตว์” อีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวแบบเต็มตัว เทรนด์ Pet Parenting จึงพุ่งแรงแบบหยุดไม่อยู่ และหนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังจะเปลี่ยนโลกของการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงไทย คือ ห้องปฏิบัติการสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศ ที่จังหวัดนครราชสีมา
ที่นี่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งระบบแช่แข็งเซลล์ (Cryopreservation) และระบบติดตามข้อมูลแบบดิจิทัล (Sample Traceability System) เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพน้องหมาแมวให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานการแพทย์มนุษย์มากที่สุด
เป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการยืดอายุและยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อนรักสี่ขาในระยะยาว
ทำไมสเต็มเซลล์ถึงสำคัญกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง

เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอายุยืนขึ้น โรคเรื้อรังก็เริ่มตามมาแบบแพ็คคู่ ไม่ว่าจะเป็น
โรคกระดูกและข้อเสื่อม
โรคไตและระบบขับถ่าย
โรคตับและระบบทางเดินอาหาร
ปัญหาผิวหนังและภูมิแพ้
โรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง
การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงยุคใหม่จึงต้องอาศัย มาตรฐานและความปลอดภัยระดับเดียวกับการแพทย์ของคน เพราะเมื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงดีขึ้น คุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัวก็ดีขึ้นตามไปด้วย
ในมุมของการแพทย์ฟื้นฟู สเต็มเซลล์จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ระบบการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
PetGeneX คืออะไร ทำอะไรให้สัตว์เลี้ยงของเราได้บ้าง
PetGeneX ทำหน้าที่คล้าย “ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับสัตว์เลี้ยง” ที่ไม่ได้แค่เก็บเซลล์ไว้เฉยๆ แต่ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการคัดแยก เพาะเลี้ยง และจัดเก็บภายใต้มาตรฐานสากล
จุดเด่นคือการนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงมาปรับให้เหมาะกับระบบชีวภาพของสัตว์เลี้ยง ทำให้คุณพ่อคุณแม่สาย Pet Parenting เลือกได้ตามความเหมาะสมของแต่ละตัว ไม่ว่าจะเริ่มเก็บสั้นๆ เป็นจุดเริ่มต้น หรือเก็บยาวพร้อมเพาะเลี้ยงเพื่อใช้รักษาจริงในอนาคต
มาตรฐานห้องแล็บรองรับทั้ง ISO 9001:2015 และ ISO 13485:2016 มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์และสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ทุกเคสจะได้รับรายงานคุณภาพของเซลล์ เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์ที่เก็บไว้ ปลอดภัย ใช้ได้จริง และรองรับการเก็บยาวนานสูงสุดถึง 20 ปี
Cryobank: ไม่ใช่แค่ตู้แช่ แต่คือ “หลักประกันสุขภาพในอนาคต”

แนวคิดของ Cryobank ที่นี่ไม่ใช่เพียงการเก็บเซลล์ไว้ในไนโตรเจนเหลว แต่คือการสร้าง “หลักประกันด้านสุขภาพในอนาคต” ให้กับสัตว์เลี้ยง
การจัดเก็บสเต็มเซลล์ที่ใช้งานได้จริง ต้องอาศัย
ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เชิงลึก
ความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
มาตรฐานจริยธรรมที่ตรวจสอบได้
โดยเฉพาะ Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ที่มีศักยภาพเด่นในการ
ฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ
ลดการอักเสบเรื้อรัง
สนับสนุนการรักษาโรคซับซ้อน เช่น ข้อเสื่อม โรคตับและไตเสื่อม หรือการบาดเจ็บของระบบประสาท
พูดง่ายๆ คือยิ่งเตรียมสเต็มเซลล์ไว้ตั้งแต่ตอนน้องยังแข็งแรง ยิ่งมีโอกาสใช้มันมาช่วยฟื้นฟูในวันที่ร่างกายเริ่มมีปัญหาได้ดีขึ้น
3 แหล่งสเต็มเซลล์หลักที่เจ้าของควรรู้

PetGeneX เปิดให้ฝากเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จาก 3 แหล่งสำคัญ โดยแต่ละแบบมีจุดเด่นต่างกัน เหมาะกับช่วงเวลาชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่ไม่เหมือนกัน
เลือด (Peripheral Blood)
ใช้นวัตกรรมเฉพาะทาง ทำได้โดย ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบ ไม่ต้องกินหรือฉีดยากระตุ้นเซลล์ล่วงหน้า
เหมาะกับสัตว์เลี้ยงแทบทุกช่วงวัยและเพิ่มความสบายใจให้เจ้าของที่กลัวความเสี่ยงจากการผ่าตัดไขมัน (Adipose Tissue)
สเต็มเซลล์ถูกสกัดจากไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ปริมาณเซลล์จำนวนมาก
มักเหมาะกับเคสที่กำลังเข้ารับการผ่าตัด เช่น ทำหมันหรือผ่าตัดอื่นๆ เพราะสามารถเก็บตัวอย่างได้ในคราวเดียวสายสะดือ (Umbilical Cord)
เก็บจากสายสะดือทันทีหลังคลอด จัดเป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่ บริสุทธิ์ ศักยภาพสูง และอายุน้อยที่สุด
เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่มองไกลตั้งแต่แรกเกิด เพื่อวางพื้นฐานคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงในระยะยาว
ผลลัพธ์จากเคสจริง: ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในห้องแล็บ
จากข้อมูลงานวิจัยและเคสการรักษาที่ผ่านมาพบว่า การใช้สเต็มเซลล์ให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งในแง่สภาพร่างกายและคุณภาพชีวิต
ด้านร่างกาย (Physical Improvement)
มากกว่า 70% ของสุนัขที่มีปัญหาข้อเสื่อม เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เดินและวิ่งได้นานขึ้น และลดการพึ่งยาแก้ปวด
ประมาณ 50–60% ของแมวที่มีภาวะโรคไตเรื้อรัง มีค่าการทำงานของไตดีขึ้นภายใน 3–6 เดือนหลังได้รับสเต็มเซลล์
สัตว์เลี้ยงที่มีผิวหนังอักเสบหรือภูมิแพ้ มีอาการคันและผื่นแดงลดลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 1–2 เดือน
ด้านคุณภาพชีวิต (Quality of Life)
กว่า 80% ของผู้ดูแลรายงานตรงกันว่า “น้องกลับมาสดใสเหมือนเดิม” ไม่ว่าจะเป็น
กินอาหารได้ดีขึ้น
ขนกลับมาเงางาม
กลับมาเล่นและมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของเหมือนช่วงที่สุขภาพยังแข็งแรง
นี่คือสัญญาณว่าการแพทย์ฟื้นฟูด้วยสเต็มเซลล์ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ แต่นำไปใช้ในชีวิตจริงได้แล้ว
มาตรฐานห้องแล็บ: แช่แข็งที่ –196°C ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

การเก็บสเต็มเซลล์ให้พร้อมใช้งานในอนาคตไม่ใช่แค่เอาเซลล์ไปแช่ในถัง แล้วหวังว่าจะอยู่รอด แต่ต้องเดินตามมาตรฐานวิทยาศาสตร์แบบเข้มทุกขั้นตอน
หัวใจสำคัญคือ
การเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติตามมาตรฐานสากล
รักษาอุณหภูมิที่ประมาณ –196 องศาเซลเซียส อย่างคงที่
มีระบบติดตามสถานะตัวอย่างแบบดิจิทัล
มีระบบสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้แน่ใจว่า “เซลล์ไม่ตายกลางทาง”
แนวทางเหล่านี้เดินไปในทิศทางเดียวกับระบบปฏิบัติการของ PetGeneX ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และความพร้อมของสเต็มเซลล์สำหรับการนำกลับมาใช้ฟื้นฟูสุขภาพในอนาคต
เทรนด์ Pet Parenting: จากค่าใช้จ่ายเล็กๆ สู่การลงทุนด้านสุขภาพระยะยาว

เมื่อมองภาพกว้าง เทรนด์ Pet Parenting ไม่ได้หยุดอยู่แค่การซื้อขนม เสื้อผ้า หรือของเล่นให้น้องหมาน้องแมวอีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่การ ลงทุนด้านสุขภาพเชิงลึก อย่างจริงจัง
เจ้าของจำนวนมากพร้อมจ่ายมากขึ้น เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ไม่ต่างจากการวางแผนสุขภาพให้คนในครอบครัว
นวัตกรรมอย่างธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงจึงเข้ามาเติมเต็มบทบาทนี้ในฐานะ ตัวเลือกใหม่สำหรับคนที่อยากเตรียม “กองทุนสุขภาพ” ล่วงหน้าให้เพื่อนรักสี่ขา
สิทธิประโยชน์และโปรโมชันจากภาคธุรกิจการเงินและพันธมิตรในหมวดสัตว์เลี้ยง ก็ยิ่งช่วยให้เจ้าของเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ทั้งโรงพยาบาลสัตว์และเพ็ทช้อปหลากหลายแห่งเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงลึกในระยะยาว
มองอนาคต: เลี้ยงแบบรักอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “วางแผนอย่างเป็นระบบ”
เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบวิทยาศาสตร์กำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เจ้าของพาน้องไปหาหมอเฉพาะตอนป่วย กลายเป็นยุคที่เราพร้อม
วางแผนสุขภาพล่วงหน้า
ลงทุนในเทคโนโลยีชีวภาพ
ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยในระดับแล็บวิจัย
สเต็มเซลล์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นแค่ศัพท์วิทยาศาสตร์เท่ๆ อีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็น “เครื่องมือจริง” สำหรับคนที่อยากให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับเราแบบแข็งแรงไปนานที่สุด
สำหรับสาย Pet Parenting ที่เชื่อว่าเพื่อนรักสี่ขา คือสมาชิกครอบครัวเต็มตัว การเริ่มเรียนรู้เรื่องสเต็มเซลล์และการแพทย์ฟื้นฟูตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดที่เรามอบให้เขาได้ในอนาคต
เลี้ยงด้วยใจอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ถ้ารวม “วิทยาศาสตร์ + การวางแผนระยะยาว” เข้าไปด้วย ชีวิตของทั้งเราและเขาจะเบาขึ้นและสบายใจกว่าเดิมมาก

