เปิดโลกสัตว์ป่าสงวนไทย 21 ชนิด
ประเทศไทยมี สัตว์ป่าสงวน 21 ชนิด ที่กฎหมายต้องคุ้มครองเข้มที่สุด เพราะส่วนใหญ่หายาก ใกล้สูญพันธุ์ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบนิเวศ
ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 “สัตว์ป่าสงวน” หมายถึงสัตว์ป่าหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ที่จำเป็นต้องได้รับการสงวนและอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด
การเป็นสัตว์ป่าสงวนหมายถึง
มี บทลงโทษรุนแรง ต่อการล่า ครอบครอง หรือค้าซาก
แม้สัตว์บางชนิดจะ สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติของไทย แต่กฎหมายยังคงคุ้มครองซากอยู่
เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบนิเวศกำลังป่วย และต้องเร่งฟื้นฟู
สัตว์ป่าสงวนทั้ง 21 ชนิด แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา
กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
1. กระซู่ – แรดสองนอขนดกแห่งเอเชีย
กระซู่ หรือ Sumatran Rhinoceros เป็นแรดเอเชียขนาดกลาง ในนักอนุรักษ์เรียกกันว่า Hairy Rhino เพราะเป็นแรดชนิดเดียวที่มีขนปกคลุมทั้งตัว
หนังสีน้ำตาลแดง มีรอยย่นพับใหญ่ 3 ช่วงตามลำตัว
น้ำหนักราว 400–1,000 กิโลกรัม
เคยอาศัยในป่าดงดิบและพื้นที่ชื้นใกล้ลำธาร ตั้งแต่ที่ราบแบบปลักโคลนไปจนถึงไหล่เขาชัน
พฤติกรรมและการใช้ชีวิต
มักใช้ชีวิตตัวเดียว ยกเว้นช่วงผสมพันธุ์
ตัวเมียมีเขตหวงถิ่นชัดเจนกว่าตัวผู้
หากินในป่าร่มครึ้มใกล้แหล่งน้ำ และชอบแช่ปลักโคลนประจำ
อาหาร
เป็นสัตว์กินพืช กินใบไม้ หญ้า ต้นอ่อนของพืช พืชริมน้ำ และผลไม้หลายชนิด
การสืบพันธุ์
ตัวเมียเริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว 4 ปี ตัวผู้ราว 7 ปี
ตั้งท้องนาน 14–17 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
เว้นช่วงอีกประมาณ 4 ปีจึงท้องใหม่
ปัจจัยคุกคามหลัก
ถิ่นอาศัยถูกบุกรุกและตัดไม้ ทำให้แหล่งหากินหายไป
การล่าเอานอจากความเชื่อผิด ๆ ว่ามีสรรพคุณทางยาและเป็นเครื่องราง
พฤติกรรมเชื่องช้า แช่ปลักซ้ำที่เดิม ทำให้ถูกพบและถูกล่าได้ง่าย
สถานภาพ
ทั่วโลกคาดเหลือไม่ถึง 80 ตัว กระจายเฉพาะบนเกาะสุมาตรา
IUCN จัดอยู่ในกลุ่ม ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
ในประเทศไทยถือว่า สูญพันธุ์แล้ว (Extinct)
2. กวางผา – ม้าเทวดาแห่งขุนเขา
กวางผา (Burmese Goral) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มแพะภูเขา รูปร่างคล้ายเลียงผาแต่เล็กกว่า ขนลำตัวสีน้ำตาลเทา แถบสีน้ำตาลเข้มพาดกลางหลัง ปลายขาสีขาวรอบทั้งสี่ขา
จุดเด่น
มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่รูปทรงต่างกัน
ตัวผู้ฐานเขากว้าง ปลายแหลมลู่ออกจากกัน
ตัวเมียเขาเรียวยาว ขนานและโค้งลงเล็กน้อย
พฤติกรรม
ส่วนใหญ่อยู่ตัวเดียว บางช่วงอยู่เป็นคู่หรือกลุ่มเล็ก ๆ 2–6 ตัว
หากินช่วงเช้าและเย็น
ชอบพื้นที่สูงชัน หน้าผาเปิดโล่ง ลานหินผา ไร่ร้าง และหย่อมป่าตามร่องเขา
พบได้สูงถึง 1,000–4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
อาหาร
กินพืชเป็นหลัก เช่น ยอดไม้ หญ้า ไม้ล้มลุก ผลไม้ และใบไม้พุ่มเตี้ย
การสืบพันธุ์
เข้าสู่วัยสืบพันธุ์ราว 2–3 ปี
ผสมพันธุ์ช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม
ตั้งท้องราว 6–7 เดือน
ปัจจัยคุกคาม
การบุกรุกและตัดไม้ทำให้ถิ่นอาศัยหายไป
การเลี้ยงวัวควายใกล้เขตป่า ทำให้โรคจากปศุสัตว์แพร่สู่กวางผาได้
การล่าเพื่อค้าสัตว์ป่าหายาก
ภาวะเลือดชิด เพราะประชากรน้อยและกระจายบนพื้นที่เหมือนเกาะ ไม่ค่อยแลกเปลี่ยนพันธุกรรม
สถานภาพ
ในไทยคาดว่ามีเพียงราว 200 กว่าตัว ในพื้นที่อนุรักษ์ 11 แห่งของ 3 กลุ่มป่าหลัก
พบมากที่สุดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
จัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ในประเทศไทย
3. กูปรี – วัวป่าหางยาวในตำนาน
กูปรี หรือโคไพร (Kouprey) เป็นสัตว์กีบคู่ รูปร่างคล้ายวัวป่าขนาดใหญ่
ตัวเมียสีเทา ตัวผู้สีดำ
ลูกกูปรีมีสีคล้ายลูกวัวแดง
มีหนอกหลังเป็นสัน ไม่สูงเท่ากระทิง
จุดเด่นคือ เหนียงคอเป็นแผ่นหนังห้อยยาว ตัวผู้สูงวัยเหนียงแทบลากพื้น ช่วยระบายความร้อน
น้ำหนักตัวผู้เฉลี่ย 700–900 กิโลกรัม หางยาวได้ถึง 1.11 เมตร เคยเป็นวัวป่าหางยาวที่สุดในไทย
พฤติกรรม
ใช้เขาขวิดต้นไม้ กิ่งไม้ หรือคุ้ยดิน หาโพรงดินโป่งและแหล่งน้ำในป่าโปร่ง
อาหาร
เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง กินหญ้าหลายชนิด และอยู่ร่วมแหล่งหากินกับสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดอื่นได้
การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ราวเดือนเมษายน
ตั้งท้องประมาณ 9 เดือน คลอดลูกครั้งละ 1 ตัว
แม่ลูกอ่อนจะแยกจากฝูงเลี้ยงลูกลำพังราว 1 เดือน ก่อนพาลูกกลับเข้าฝูง
ปัจจัยคุกคาม
พื้นที่อาศัยอยู่ในแนวชายแดน 3 ประเทศ เคยได้รับผลกระทบจากสงครามในอดีต
ถิ่นอาศัยถูกบุกรุกและตัดไม้
การล่าและค้าชิ้นส่วน เช่น เขา หนัง และชิ้นส่วนร่างกายไปทำเครื่องประดับ เครื่องราง และยา
สถานภาพ
IUCN จัดอยู่ในกลุ่ม ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
เชื่อว่าอาจยังหลงเหลือในกัมพูชาและลาวตอนใต้ แต่ไม่มีรายงานยืนยันมานาน
จากจำนวนที่ลดลงอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า กูปรีอาจสูญพันธุ์จากโลกแล้ว
4. เก้งหม้อ – กวางเขาจุกสีดำแห่งป่าตะวันตก
เก้งหม้อ หรือเก้งดำ (Fea’s Muntjac) เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องหายากของไทย ปัจจุบันเรามีเก้งอยู่ 2 ชนิด คือ เก้งธรรมดาและเก้งหม้อ โดยเก้งหม้อมีเอกลักษณ์ชัดเจน
ลักษณะเด่น
ลำตัวสีน้ำตาลเข้มออกดำ ท้องขาวจาง หางสั้นมีขนปกคลุม
มีเขาเฉพาะตัวผู้ แบ่งเป็น 2 กิ่ง กิ่งหน้าสั้น กิ่งหลังยาว
โคนเขากิ่งหน้ามีขนหนาปกคลุม ดูเหมือนมีจุกบนหัว จึงได้ชื่อเล่นว่า “กวางเขาจุก”
พฤติกรรมและถิ่นอาศัย
ชอบอยู่ตัวเดียวในป่าดงดิบบนที่ราบสูงหรือภูเขา
มีพื้นที่หากินราว 10 ตารางกิโลเมตร
ออกหากินกลางวันเป็นหลัก
พบมากทางภาคตะวันตกลงมาถึงราชบุรี และทางใต้ในพื้นที่สูง 0–1,500 เมตร
อาหาร
กินยอดไม้ หญ้า ใบอ่อน เปลือกไม้ หน่อไม้อ่อน ผลไม้ และหญ้าระบัด
การสืบพันธุ์
ช่วงฤดูผสมพันธุ์จะจับคู่
ตั้งท้องราว 6 เดือน คลอดลูกครั้งละ 1 ตัว
ลูกแรกเกิดลำตัวมีจุดสีขาว อายุเฉลี่ยของเก้งหม้อราว 12 ปี
ปัจจัยคุกคาม
การล่าเอาเนื้อ หนัง และเขาไปทำเครื่องประดับ
การสร้างเขื่อน การบุกรุกป่า การถางพื้นที่ทำเกษตร ทำให้ป่าลดลงจนถิ่นอาศัยหายไป
สถานภาพ
ในไทยจัดอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)
5. ควายป่า – มหิงสาผู้เฝ้าป่าห้วยขาแข้ง
ควายป่าหรือมหิงสา (Wild Water Buffalo) คือบรรพบุรุษผู้แข็งแรงกว่าควายบ้านอย่างเห็นได้ชัด
ลักษณะสำคัญ
ตัวใหญ่ กำยำ เขาโค้งกว้างกว่าควายบ้านอย่างมาก
สีลำตัวเทา–น้ำตาลดำ
ขาสี่ข้างมีแต้มสีขาวเหมือนใส่ถุงเท้า
ด้านล่างลำตัวมีลายสีขาวรูปตัววีเด่นชัด
พฤติกรรม
นิสัยดุ ปราดเปรียว ไวต่อสิ่งรบกวน
ตัวผู้เต็มวัยมักอยู่ลำพัง ส่วนฝูงใหญ่ประกอบด้วยตัวเมียและตัวผู้ที่ยังไม่โตเต็มวัย
ชอบป่าทุ่ง ป่าโปร่ง ใกล้หนองบึงและลำห้วย
อาหาร
กินหญ้า ยอดไม้ ใบอ่อน หน่อไม้ ต้นพงริมลำห้วย
ชอบกินดินโป่งเพื่อเสริมแร่ธาตุและภูมิต้านทาน
การสืบพันธุ์
ตัวผู้จะเข้าร่วมฝูงตัวเมียในช่วงผสมพันธุ์เดือนตุลาคม–พฤศจิกายน
หากมีตัวผู้ตัวใหญ่หลายตัว จะเกิดการต่อสู้แย่งตัวเมีย
ตัวเมียตั้งท้องราว 10 เดือน
ถิ่นอาศัยปัจจุบัน
อดีตเคยพบเกือบทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้
ปัจจุบัน เหลือเฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
พบกระจายตามลำห้วยขาแข้ง ห่างจากลำห้วยราว 50–100 เมตร ประชากรรวมไม่ถึง 70 ตัว
ปัจจัยคุกคาม
การบุกรุกพื้นที่ป่า
การปล่อยควายและวัวบ้านเข้าป่า เสี่ยงแพร่โรคข้ามสายพันธุ์
ลูกควายป่าถูกล่าโดยเสือโคร่ง หรือจมน้ำตายจากน้ำหลากฉับพลัน
ปัญหาเลือดชิดจากประชากรจำนวนน้อย
สถานภาพ
ในไทยอยู่ในระดับ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
6. พะยูน – ผู้ชี้วัดสุขภาพทะเลไทย
พะยูน (Dugong) คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ที่มักถูกเรียกว่า “วัวทะเล” และเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแนวหญ้าทะเล
ลักษณะเด่น
ลำตัวอ้วนกลม รูปทรงคล้ายโลมากแต่หนากว่า
ผิวเรียบ ลำตัวสีเทาอมชมพูหรือน้ำตาลเทา มีขนสั้นทั่วตัว
หางแฉก แสดงถึงการปรับตัวอยู่ในน้ำเต็มรูปแบบ
พฤติกรรม
ขี้ตกใจ ดำน้ำได้ลึกสุดราว 39 เมตร แต่ส่วนใหญ่หากินลึกไม่เกิน 10 เมตร
ต้องขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำทุก 2–3 นาที โดยโผล่จมูก และบางครั้งเห็นหลังกับหาง
ว่ายน้ำได้ประมาณ 1.8–2.2 กม./ชม.
ผูกพันกับแนวหญ้าทะเลในเขตร้อนและกึ่งร้อน
อาหาร
หญ้าทะเลเป็นหลัก และจะอาศัยในแหล่งที่มีหญ้าทะเลหนาแน่น
ใช้จมูกดมกลิ่นและหนวดช่วยคลำหาอาหาร เพราะสายตาไม่คมชัดมาก
การสืบพันธุ์
เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 9–10 ปี
ตั้งท้อง 13–14 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
เว้นช่วงระหว่างครรภ์นาน 3–7 ปี ทำให้เพิ่มจำนวนได้ช้ามาก
ปัจจัยคุกคาม
แหล่งอาหารหลักคือหญ้าทะเลลดลง ทำให้ขาดสารอาหาร
มลพิษทางทะเลและน้ำเสีย ทำให้แนวหญ้าทะเลเสื่อมโทรม
อุบัติเหตุจากเรือประมงและเครื่องมือประมง
การล่าเพื่อบริโภคหรือทำเครื่องรางตามความเชื่อผิด ๆ
สถานภาพ
ในไทยเหลือไม่ถึง 300 ตัว
จัดอยู่ในกลุ่ม เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
7. แมวลายหินอ่อน – แมวหน้าสวย หัวใจเป็นเสือ
แมวลายหินอ่อน (Marbled Cat) เป็นแมวป่าที่หน้าตาคล้ายเสือลายเมฆ แต่ขนาดเล็กกว่า ลำตัวล่ำกว่าปกติ หางยาวและมีขนหนา
ลักษณะเด่น
ลำตัวสีน้ำตาลอ่อน แต้มลายสีน้ำตาลเข้มคล้ายลายหินอ่อน
มีจุดลายทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณขา
พฤติกรรม
ดุและว่องไวมาก
หากินทั้งกลางวันและกลางคืน
ปีนต้นไม้เก่ง เป็นนักล่าแห่งเรือนยอดป่า
อาหาร
กินกระแต กระรอก ลิงลม ลิงขนาดเล็ก
รวมถึงนก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และแมลง
พื้นที่หากินราว 5.3 ตารางกิโลเมตรต่อตัว
ถิ่นอาศัย
ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าเบญจพรรณ
พบได้เกือบทุกภาค ยกเว้นภาคเหนือของไทย
ปัจจัยคุกคาม
พื้นที่ป่าถูกบุกรุกและเปลี่ยนเป็นที่ทำกิน ทำให้ที่อยู่เสื่อมโทรม
การตัดไม้ เผาป่า และเปิดพื้นที่เกษตร ทำให้สูญเสียทั้งถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร
การลักลอบล่าสัตว์ ทำให้จำนวนลดลงรวดเร็ว
สถานภาพ
ในไทยจัดอยู่สถานะ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
8. แรด – ยักษ์ชุดเกราะที่หายไปจากผืนป่าไทย
แรดชวา (Javan Rhinoceros) เป็นหนึ่งในแรดเอเชียที่เคยอาศัยในไทย แต่วันนี้เหลือเพียงในตำนาน
ลักษณะทั่วไป
ลำตัวสีเทาหม่น ผิวหนาเป็นแผ่นย่น ดูคล้ายสวมชุดเกราะ 3 ท่อน (ท้ายทอย ไหล่ สะโพก)
มีนอเหนือจมูก นอส่วนใหญ่ยาวไม่เกิน 15 ซม. ยาวสุดที่เคยพบประมาณ 25 ซม.
ตัวเมียตัวใหญ่กว่าตัวผู้ แต่แทบไม่มีนอ หรือมีก็เพียงฐานนูน
ริมฝีปากบนแหลมเป็นจงอย ใช้เกี่ยวยอดไม้เข้าปากได้ดี
พฤติกรรม
มักหากินลำพัง ยกเว้นช่วงผสมพันธุ์หรือเลี้ยงลูกอ่อน
ชอบอยู่ในป่าดงดิบพื้นราบชื้น มีแหล่งน้ำมาก
รักการแช่ปลักโคลน และประกาศอาณาเขตด้วยการถูตัวกับต้นไม้และทิ้งกลิ่นตามรอยเท้า
อาหาร
กินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช หญ้า พืชเตี้ย ๆ พืชริมน้ำ และผลไม้ที่หล่นตามพื้น
การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี
ตั้งท้องนาน 16–18 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดหนักราว 50 กิโลกรัม
ปัจจัยคุกคาม
ป่าถูกบุกรุกเพื่อทำไม้และทำการเกษตร ทำให้ถิ่นอยู่และแหล่งอาหารหาย
ถูกล่าทั้งตัวเพื่อนำไปทำยา แก้ปวด แก้ไข้ หรือทำเครื่องราง รวมถึงล่านอไปเป็นวัตถุมงคลและเครื่องประดับ
พฤติกรรมเชื่องช้าและชอบแช่ปลักที่เดิม ทำให้ถูกพบและถูกล่าได้ง่าย
สถานภาพ
IUCN จัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
ในประเทศไทย สูญพันธุ์ (Extinct) ไปแล้ว
9. ละอง–ละมั่ง – กวางเขางามแห่งทุ่งหญ้าโล่ง
ละอง–ละมั่ง (Eld’s Deer) คือกวางพื้นราบที่เคยพบมากในป่าโปร่งของไทย ปัจจุบันแทบไม่เหลือร่องรอยในธรรมชาติ
ความต่างของชื่อ
“ละอง” หมายถึงตัวผู้โตเต็มวัย
“ละมั่ง” ใช้เรียกตัวเมียและตัวผู้ที่ยังไม่โตเต็มวัย ปัจจุบันจึงมักเรียกรวม ๆ ว่า “ละมั่ง”
ลักษณะทั่วไป
ขนละเอียดแน่นสีน้ำตาลแกมเหลือง ท้องสีขาว ด้านบนออกแดงน้ำตาล
มีวงขาวรอบหู ตา และคาง
ตัวผู้ตัวใหญ่ สีขนเข้มกว่าตัวเมีย
ละมั่งอายุน้อยมีลายจุดสีขาวตามตัว เมื่อโตลายจะค่อย ๆ เลือน แต่ตัวเมียบางตัวอาจยังเห็นลายจาง ๆ
พฤติกรรม
ชอบอยู่เป็นฝูงตามป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้าใกล้หนองน้ำ
กลางวันหลบแดดใต้ร่มไม้หรือแช่ปลักโคลน ตอนเย็นออกหากินตามทุ่งโล่ง
ตัวผู้เขาใหญ่และกว้าง มักอยู่ในป่าโปร่ง เพราะหากเข้าไปในป่ารกจะติดกิ่งไม้ได้ง่าย
อาหาร
กินหญ้า ลูกไม้ ยอดอ่อน และใบไม้ในทุ่งหญ้าและป่าโปร่ง
การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ช่วงกุมภาพันธ์–เมษายน
ตั้งท้อง 240–244 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
ลูกแรกเกิดมีลายจุดสีขาว ซึ่งจางหายไปเมื่อโตขึ้น
ปัจจัยคุกคาม
การเปลี่ยนป่าเป็นชุมชนและพื้นที่เกษตร ทำให้ทุ่งหญ้าและป่าโปร่งหายไป
การล่าและลักลอบค้าซากเพื่อนำเขาและส่วนต่าง ๆ ไปทำเครื่องรางและเครื่องประดับ
สถานภาพ
เคยมีรายงานพบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันพบอีก
ในไทยจัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
10. เลียงผา – ผู้เชี่ยวชาญหน้าผาสูงชัน
เลียงผา (Sumatran Serow) คือญาติสนิทของแพะและแกะ ที่วิวัฒนาการมาเพื่อใช้ชีวิตบนหน้าผาสูงชัน
ลักษณะทั่วไป
ลำตัวป้อมสั้น ดูเผิน ๆ คล้ายกวางผา แต่แยกได้ชัดจากสีขน
ขนตามลำตัวสีดำหรือเทาเข้ม
แผงคอตั้งแต่โคนเขาถึงหัวไหล่ โคนขนสีขาว ปลายขนสีเทาเข้มหรือดำ
ขนช่วงขาใต้หัวเข่าลงมาเป็นสีดำ เทา หรือออกน้ำตาลแดง หางสั้นมีขนสีเทาเข้มปกคลุมบริเวณสันหาง
ถิ่นอาศัย
มักอยู่ตามภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าทึบ
ชอบอาศัยบริเวณหน้าผาและยอดเขา สูงราว 800–1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่บางพื้นที่พบต่ำกว่า 500 เมตรหรือลึกถึงกว่า 2,000 เมตรก็มี
จุดเด่นเรื่องกีบ
กีบเลียงผาลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ ปลายกีบแยกออกจากกันและไม่งุ้ม
ปลายกีบกลมมน ส้นกีบมนมาก จึงเกาะร่องหินและสันเขาสูงชันได้ดี เป็นรองเท้าปีนผาที่ธรรมชาติออกแบบมาให้โดยเฉพาะ
พฤติกรรม
ส่วนใหญ่หากินตัวเดียว ยกเว้นช่วงผสมพันธุ์หรือเลี้ยงลูกอ่อนที่อาจรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
ออกหากินช่วงเช้ามืดและพลบค่ำ
อาหาร
กินใบอ่อน เปลือกไม้ หน่อไม้ และรากไม้ที่มีกลิ่นหอม
ปัจจัยคุกคาม
การสูญเสียถิ่นอาศัยจากการตัดไม้และบุกรุกป่า
การล่าและค้าสัตว์ป่า ทำให้จำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง
สถานภาพ
ในไทยจัดอยู่ระดับ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) แต่หากแรงกดดันไม่ลดลง จำนวนประชากรอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
11. วาฬบรูด้า – สัญลักษณ์แห่งท้องทะเลไทย
วาฬบรูด้า (Bryde’s Whale) คือวาฬบกเว้นฟันขนาดใหญ่ประจำทะเลไทย
ลักษณะทั่วไป
ลำตัวสีเทาดำ ท้องสีอ่อนหรืออมชมพู
ขากรรไกรล่างสีเทา ลำตัวค่อนข้างเพรียว
ส่วนหัวมีสันนูน 3 สัน เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนวาฬชนิดอื่น
มีร่องใต้คาง 40–70 ร่อง ยาวเลยแนวสะดือ
หนักได้ถึง 30 ตัน ตัวเมียมักใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อย
พฤติกรรม
อยู่ตัวเดียว เป็นคู่ หรือรวมฝูง 10–20 ตัวเพื่อเพิ่มโอกาสหาอาหาร
ดำน้ำได้นาน 2–8 นาที บางครั้งนานถึง 20 นาที
โผล่ส่วนหัวขึ้นมาหายใจประมาณ 4–7 ครั้งต่อรอบ
อาหาร
ปลากะตักแก้ว ปลากะตักควาย ปลาทู เคยโกร่ง
แพลงก์ตอนสัตว์ ฝูงปลาเล็ก และหมึก
การสืบพันธุ์
เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 9–13 ปี
ตั้งท้อง 10–12 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ทุกประมาณ 2 ปี
ลูกแรกเกิดยาวราว 4 เมตร วาฬบรูด้ามีอายุได้ถึงประมาณ 50 ปี
ปัจจัยคุกคาม
บาดเจ็บจากใบพัดเรือและกิจกรรมเรือประมง
มลพิษในทะเลและการสูญเสียแหล่งอาหาร
ภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพทะเลเปลี่ยนไป
การล่าและการค้าสัตว์ทะเลผิดกฎหมาย
สถานภาพ
ในไทยอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)
12. วาฬโอมูระ – ยักษ์ลึกลับแห่งทะเลไทย
วาฬโอมูระ (Omura’s Whale) เป็นวาฬที่เพิ่งถูกยืนยันทางวิทยาศาสตร์ไม่นาน และยังคงลึกลับในเชิงนิเวศวิทยา
ลักษณะทั่วไป
เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล น้ำหนักไม่เกิน 20 ตัน
รูปร่างคล้ายวาฬบรูด้าแต่เล็กกว่า
มีร่องจีบใต้คอมากกว่า คือราว 80–90 รอย
ครีบหลังสูงกว่าและโค้งน้อยกว่าวาฬบรูด้า
พฤติกรรม
ใช้ชีวิตคล้ายวาฬบรูด้า ต้องดำน้ำแล้วขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเป็นระยะ
อาหาร
แพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็ก และเคย
การกระจาย
พบในมหาสมุทรแปซิฟิกหลายบริเวณ
สำหรับไทย มีรายงานพบทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน
ปัจจัยคุกคาม
เครื่องมือประมงและเรือประมง ทำให้เกิดบาดเจ็บและเสียชีวิต
มลพิษทางทะเล เช่น น้ำเสีย ควันพิษ ขยะทะเล
ภาวะโลกร้อนที่ทำให้ถิ่นอาศัยเปลี่ยน
การล่าและค้าสัตว์ทะเลผิดกฎหมาย
สถานภาพ
ในไทยจัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)
13. วาฬสีน้ำเงิน – ยักษ์ใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้
วาฬสีน้ำเงิน (Blue Whale) คือสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีอยู่บนโลก
ขนาดที่เหนือจินตนาการ
โตเต็มวัยยาวได้ถึง 29 เมตร (สถิติสูงสุดเคยพบถึง 33 เมตร)
น้ำหนักราว 72–135 ตัน และอาจมากถึง 180 ตัน
ยาวเท่าตึก 9 ชั้น หนักเท่ารถบรรทุกสิบล้อราว 10 คันรวมกัน
ลักษณะทั่วไป
ลำตัวเรียวยาว หัวแบนรูปตัวยู
บนหัวมีร่องยาวจากช่องพ่นน้ำถึงส่วนเหนือริมฝีปาก
สีลำตัวเทา–น้ำเงินเข้ม และสามารถพ่นน้ำสูงได้ถึง 9 เมตร
พฤติกรรม
ส่วนใหญ่หากินตัวเดียว แต่เมื่อถึงแหล่งอาหารดี ๆ อาจพบรวมกันได้ถึง 50 ตัว
ส่งเสียงได้ไกลถึง 1,600 กิโลเมตร ถือว่าเสียงดังและไกลที่สุดในหมู่สัตว์
ใช้เสียงทั้งเพื่อสื่อสารและนำทางในทะเลลึก
ว่ายน้ำได้ 20–50 กม./ชม.
ดำน้ำลึกได้ราว 100 เมตร ปกติดำน้ำราว 20 นาที และเคยบันทึกว่านานสุดถึง 30 นาที
อาหาร
เคย แพลงก์ตอนสัตว์ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก
วาฬสีน้ำเงินโตเต็มวัยสามารถกินอาหารได้มากถึง 4 ตันต่อวัน
ปัจจัยคุกคาม
เคยถูกล่าเพื่อเอาเนื้อและไขมันอย่างหนักในอดีต
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อท้องทะเลและแหล่งอาหารโดยตรง
สถานภาพ
จัดอยู่ในกลุ่ม ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ทั้งในระดับโลก (IUCN) และในประเทศไทย
14. สมเสร็จ – นักปลูกป่าขนาดใหญ่แห่งผืนป่าฝน
สมเสร็จ หรือผสมเสร็จ (Malayan Tapir) เป็นสัตว์กีบคี่ที่หน้าตาผสมหลายสัตว์ในตัวเดียว
ลักษณะเฉพาะ
จมูกยืดหด ม้วน และหมุนได้รอบทิศ ใช้หักกิ่งไม้และใบไม้เข้าปาก และช่วยพ่นน้ำได้
เท้าหลังมีกีบ 3 นิ้วคล้ายแรดและกระซู่ ส่วนเท้าหน้ามีกีบ 4 นิ้ว
สีขนตัดกันชัดเจนระหว่างดำกับขาว ท่อนลำตัวช่วงกลางเป็นสีขาว ส่วนหัวและท้ายลำตัวเป็นสีดำ ช่วยพรางตัวในเงาป่า
หูและจมูกไวมาก และดำน้ำเก่ง
บทบาทในระบบนิเวศ
ถือเป็น “นักปลูกป่าตัวใหญ่” เพราะเมล็ดพันธุ์ที่กินเข้าไปและขับถ่ายออกมา จะมีโอกาสงอกเป็นต้นไม้ใหม่กระจายทั่วผืนป่า
อาหาร
ใบอ่อน ยอดไม้ ผลไม้หลายชนิด
มักเดินเล็มยอดพืชแต่ละชนิดทีละน้อย สลับกันไป
ถิ่นอาศัย
พบในผืนป่าตะวันตก เช่น ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร อุ้มผาง
ยังพบในป่าภาคใต้ เช่น แก่งกระจาน คลองแสง และฮาลา–บาลา
ปัจจัยคุกคาม
การสูญเสียถิ่นอาศัยจากการบุกรุกป่า
การล่าเพื่อนำไปแสดงหรือจับเป็นสัตว์โชว์
เหยื่อของกับดักสัตว์ตามแนวป่า
อัตราการสืบพันธุ์ค่อนข้างต่ำ ทำให้ฟื้นประชากรได้ช้า
สถานภาพ
ระดับโลก (IUCN) จัดเป็น มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable)
แต่ในไทย สมเสร็จถูกจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
15. สมัน – กวางเขาสวยที่สุดในโลกที่หายไปจากไทย
สมัน หรือ Schomburgk’s Deer คือกวางที่ขึ้นชื่อว่ามีเขาสวยที่สุดในโลก แต่กลับหายไปจากธรรมชาติไทย
ลักษณะทั่วไป
รูปร่างคล้ายละมั่ง
ขนเรียบ มัน ยาวและหยาบเล็กน้อย
ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ขาและหน้าผากสีน้ำตาลแดง
แผงคอสั้นราว 5 ซม. ขนด้านหน้าจากคอลงถึงอกยาวราว 10 ซม.
ขนบริเวณจมูกและส่วนบนของหางสีดำเข้ม
มีเขาเฉพาะตัวผู้ ซึ่งแตกแขนงสวยงามมาก
พฤติกรรม
ปกติอยู่ลำพัง ยกเว้นช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่รวมเป็นฝูงเล็ก ๆ
ชอบทุ่งโล่งริมแม่น้ำ หรือพื้นที่ราบลุ่มใกล้แหล่งน้ำ
หากินช่วงเย็น กลางวันมักหลบแดดในพงหญ้าสูงหรือป่าละเมาะ
อาหาร
กินหญ้าอ่อน ผลไม้ ยอดไม้ และใยไม้หลายชนิด
ถิ่นอาศัย
ไม่ชอบอยู่ในป่าทึบหรือป่าโคกแบบกวางป่า เพราะเขายาวและแตกแขนงมาก หากมุดพงหนาทำให้เขาติดกิ่งไม้หรือเถาวัลย์
ฤดูน้ำหลาก มักหนีน้ำขึ้นดอนรวมกัน ทำให้ถูกล้อมล่าได้ง่าย
การสืบพันธุ์
ช่วงผสมพันธุ์จะอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ประกอบด้วยตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย–ลูกอีก 2–3 ตัว
พอหมดฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะแยกไปอยู่ลำพังเช่นเดิม
ปัจจัยคุกคาม
พื้นที่ทุ่งหญ้าและราบลุ่มถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวและเกษตรกรรม
การล่าเพื่อกินและเพื่อขายซาก โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากที่สมันรวมฝูงบนที่สูง ทำให้ล่าได้ง่ายมาก
สถานภาพ
ในประเทศไทย สมันถือว่า สูญพันธุ์ (Extinct) แล้ว
กลุ่มนก – จากความหวังสู่ตำนาน
16. นกกระเรียนพันธุ์ไทย – ความหวังใหม่แห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ
นกกระเรียนพันธุ์ไทย (Sarus Crane) คือสัญลักษณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์
ลักษณะทั่วไป
โตเต็มวัยลำตัวสีเทา ปากและกระหม่อมสีเขียว
หัวและคอตอนบนเป็นหนังแดง ไม่มีขน
ขนปลายปีก 11 เส้น สีดำ ขนโคนปีกสีขาว
เมื่อหุบปีก ปีกยาวเกือบถึงหาง หางสั้นสีเทา
กลางลำตัวและขามีสีแดง ขาสูง หน้าแข้งไม่มีขน นิ้วค่อนข้างสั้น
วัยเยาว์ (juvenile) ขนสีน้ำตาลอมเทา หัวและคอด้านบนมีขนสีน้ำตาลอมเหลือง ไม่แดงเหมือนตัวโต
พฤติกรรม
มักอยู่เป็นคู่ แต่บางครั้งรวมเป็นฝูงเล็ก ๆ
หากินตอนกลางวันตามชายน้ำ หนอง บึง ทะเลสาบ ทุ่งนา และทุ่งหญ้าน้ำขัง
อาหาร
กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ธัญพืช เมล็ดหญ้า รากและต้นอ่อนของพืช
กินหนอน แมลง หอย ปู ปลา กบ เขียด และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กอย่างงูน้ำ
ถิ่นอาศัย
เดิมพบตามทุ่งนาในหลายภูมิภาค
ต้องพึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึง ทุ่งหญ้าน้ำขัง เพราะไม่มีนิ้วเท้าหลังสำหรับเกาะต้นไม้ จึงใช้ชีวิตบนพื้นโล่ง
การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม–กันยายน)
จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวใน 1 ฤดูผสมพันธุ์ หากตัวใดตาย อีกตัวจะหาคู่ใหม่ได้
ปัจจัยคุกคาม
การล่าโดยตรง
พื้นที่ชุ่มน้ำถูกเปลี่ยนเป็นเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชน ทำให้สูญเสียทั้งแหล่งหากินและพื้นที่วางไข่
สถานภาพ
ในไทยถือว่า สูญพันธุ์ในธรรมชาติ (Extinct in the Wild)
ปัจจุบันมีโครงการเพาะ–ขยายพันธุ์และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นความหวังในการคืนชีวิตให้ชนิดพันธุ์นี้
17. นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร – นกในตำนานแห่งบึงบอระเพ็ด
นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร หรือ White-eyed River Martin เป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบเพียงแห่งเดียวในโลกและเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
ถิ่นกำเนิด
พบครั้งแรกและครั้งเดียวที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
หลังจากนั้น ไม่เคยมีรายงานพบอีกเลย
ลักษณะทั่วไป
ตัวเต็มวัยมีขนสีดำ ตะโพกมีแถบขาว ปากสีเหลือง
ตาและวงรอบเบ้าตาสีขาวเด่น
ขนหางคู่กลางยื่นยาวเป็นแกนคล้ายลวด
ขนปีกด้านล่างสีน้ำตาลซีด
วัยเยาว์มีสีคล้ายตัวเต็มวัยแต่ส่วนหัวและลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำตาลเข้ม คอหอยสีอ่อนกว่า และไม่ค่อยมีแกนหางยาว
พฤติกรรม
พบอาศัยตามป่ากก ป่าหญ้า ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด
มีนิสัยค่อนข้างเชื่อง มักเกาะนิ่งบนพื้นดิน ไม่ปราดเปรียวเท่านกนางแอ่นทั่วไป
อาหาร
กินแมลงเป็นหลัก จับเหยื่อด้วยการโฉบกลางอากาศ
เชื่อว่าอาจหากินได้ทั้งกลางวันและกลางคืนจากลักษณะทางกายภาพ
สถานภาพ
แม้ระบบของไทยจัดให้อยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
แต่ในภาคสนามยัง ไม่มีรายงานพบเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว
18. นกชนหิน – นกเงือกโหนกตันที่ถูกล่าเหมือนนอแรด
นกชนหิน (Helmeted Hornbill) คือนกเงือกขนาดใหญ่รองจากนกกก และเป็นชนิดที่ถูกล่าอย่างหนักเพราะโหนกตันเหมือนงาชิ้นหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป
ตัวผู้หนักราว 3,060 กรัม ตัวเมียราว 2,610–2,840 กรัม
ขนหางคู่กลางยาวเรียวโดดเด่น ยาวได้ 30–45 ซม.
ตัวผู้มีหนังคอสีแดงเข้ม ตัวเมียสีฟ้าอ่อนปนม่วง
ปลายปากและโหนกด้านหน้าสีเหลือง ส่วนที่เหลือสีแดงเข้ม
ปลายขนปีกบินเป็นสีขาว
ปากสั้นเมื่อเทียบกับนกเงือกชนิดอื่นที่ปากยาวและแหลม
การทำรังและพฤติกรรม
ไม่เจาะโพรงเอง แต่ใช้โพรงไม้ธรรมชาติหรือโพรงที่สัตว์อื่นเจาะไว้
ฤดูทำรังพบตั้งแต่เดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม และพฤศจิกายน
รังส่วนใหญ่กว่า 80% อยู่ในต้นไม้ตระกูลยาง Dipterocarp เช่น Hopea, Shorea, Neobalanocarpus
ต้นไม้ที่ใช้ทำรังโดยเฉลี่ยมีเส้นรอบวงลำต้นราว 160 ซม. สูงประมาณ 42 เมตร และโพรงอยู่สูงจากพื้นราว 30 เมตร
อาหารและบทบาทในป่า
กินผลไม้เป็นหลัก โดยเฉพาะมะเดื่อหลายชนิดในภาคใต้ของไทย
ยังช่วยกระจายเมล็ดไม้ป่าขนาดใหญ่ที่สัตว์เล็กกินไม่ได้
เมล็ดที่ผ่านทางเดินอาหารนกเงือกมักงอกได้ดีกว่าเมล็ดที่หล่นใต้ต้นโดยตรง
ถิ่นอาศัย
ป่าดิบชื้นตั้งแต่พื้นราบถึงความสูงราว 1,200 เมตร
พบเฉพาะภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป
เป็นนกหายาก ประชากรน้อย
ปัจจัยคุกคาม
ต้องพึ่งพาโพรงไม้ใหญ่สูง ซึ่งลดจำนวนลงเมื่อป่าถูกตัด
โหนกตันหนักของนกชนหินถูกล่าไปทำเครื่องประดับและงานแกะสลัก โดยถูกเปรียบเทียบเป็น “งาช้างของนกเงือก”
การล่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้จำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว
สถานภาพ
ในไทยจัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)
19. นกแต้วแร้วท้องดำ – นกในฝันของนักดูนกทั่วโลก
นกแต้วแร้วท้องดำ (Gurney’s Pitta) คือหนึ่งในนกที่นักดูนกทั่วโลกอยากเห็นมากที่สุด เพราะหายากและมีการกระจายจำกัดมาก
ลักษณะทั่วไป
ตัวผู้และตัวเมียด้านหลังและปีกสีน้ำตาลแกมทอง ไม่เห็นแถบสีขาวบนปีกเหมือนแต้วแร้วลาย
หางสีน้ำเงินแต่ไม่สดเท่าแต้วแร้วลาย
ตัวผู้
ใบหน้า กลางกระหม่อม และด้านข้างหัวสีดำ
ท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบแวว
คอและอกส่วนบนสีเหลืองสด
อกล่างและท้องสีดำ มีลายพาดเล็ก ๆ สีเหลือง–ดำด้านข้างลำตัว
ตัวเมียและวัยอ่อน
ตัวเมียมีกระหม่อมสีน้ำตาลแกมเหลือง มีแถบคาดตาสีน้ำตาลดำ
อกและท้องมีลายพาดสีเหลืองเนื้อสลับดำ
วัยยังไม่เต็มตัวมีสีออกน้ำตาล ลายดำไม่ชัดเท่าตัวเต็มวัย
อาหารและวิธีหากิน
กระโดดบนพื้นดินเพื่อจับแมลงและไส้เดือนเป็นหลัก
บางครั้งจับกบและสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก โดยเฉพาะช่วงมีลูกอ่อน
ถิ่นอาศัย
พบเฉพาะในป่าดงดิบชื้นและป่ารุ่นพื้นราบ
มักหากินบนพื้นดิน ใต้พุ่มไม้เตี้ย บางครั้งเกาะตามขอนไม้หรือตามกิ่งต่ำ
เมื่อมีสิ่งรบกวนจะรีบหลบในพุ่มไม้ หากจนมุมจึงบินหนีในระยะไม่ไกลและไม่สูง
การสืบพันธุ์
ผสมพันธุ์ช่วงฤดูฝน
ออกไข่ครั้งละ 3–4 ฟอง ลูกนกอยู่ในรัง 8–14 วัน จากนั้นจะออกไปหาอาหารกับพ่อแม่และไม่กลับรังเดิมอีก
ปัจจัยคุกคาม
การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตร ทำให้ป่าดงดิบถูกรบกวนและแบ่งแยกเป็นหย่อมเล็ก ๆ
การลักลอบค้าสัตว์ป่า
ผลกระทบจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ไม่ระมัดระวัง
สถานภาพ
พบในภาคใต้ โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ–บางคราม จังหวัดกระบี่ แต่พบในปริมาณน้อยมาก
ปัจจุบันจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ในประเทศไทย
กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน
20. เต่ามะเฟือง – เต่าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
เต่ามะเฟือง (Leatherback Sea Turtle) เป็นสัตว์เลื้อยคลานทะเลที่ทั้งใหญ่และลึกที่สุดในหมู่เต่าทะเล
ลักษณะเด่น
กระดองเป็นหนังหนา แตกต่างจากเต่าชนิดอื่นที่มีกระดองแข็ง
ขาหน้าพัฒนาเป็นใบพายขนาดใหญ่สำหรับว่ายน้ำ
หัวใหญ่ ไม่สามารถหดเข้ากระดองได้
กระดองหลังมีสันนูนตามยาว 7 สัน คล้ายผลมะเฟือง จึงได้ชื่อ “เต่ามะเฟือง”
อาหาร
ใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในทะเล กินแมงกะพรุนเป็นหลัก
ถิ่นอาศัยในไทย
ขึ้นวางไข่เฉพาะชายหาดฝั่งอันดามัน เช่น พังงา ภูเก็ต และหมู่เกาะตะรุเตา
การสืบพันธุ์
ดำน้ำได้ลึกถึง 1,280 เมตร และจะขึ้นบนหาดทรายเฉพาะช่วงผสมพันธุ์และวางไข่
เพศเมียวางไข่ประมาณ 66–104 ฟองต่อหลุม ขึ้นกับอายุและสภาพหาด
หาดวางไข่ที่ดีต้องมีระดับน้ำลึกและแนวลาดชันขึ้นสู่หาดเหมาะสม
ปัจจัยคุกคาม
ลูกเต่ามะเฟืองรอดถึงวัยโตน้อยมาก ทำให้ประชากรเพิ่มช้ามาก
ติดเครื่องมือประมงและอวนลากกลางทะเล
การพัฒนาชายหาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำให้แสง เสียง และสิ่งก่อสร้างรบกวนแหล่งวางไข่
รูปทรงหาดเปลี่ยนไป ทำให้ศักยภาพในการวางไข่ลดลง รังเต่าทะเลหายไปจำนวนมาก
สถานภาพ
ในไทยจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)
กลุ่มปลา
21. ปลาฉลามวาฬ – ยักษ์ใจดีแห่งท้องทะเลไทย
ปลาฉลามวาฬ (Whale Shark) คือ ปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นปลาเพียงชนิดเดียวที่ได้สถานะสัตว์ป่าสงวนในไทย
ลักษณะทั่วไป
เป็นปลากระดูกอ่อน อาศัยในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่น
มักพบตามแนวปะการังที่ความลึกไม่เกิน 700 เมตร
ในไทยพบทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
จุดเด่น
หัวแบนกว้าง ปากกว้างอยู่ปลายจะงอยปาก
ฟันเล็ก ปลายแหลมงุ้ม
ลำตัวมีสันนูนขวางหลายแถว ครีบหลังแรกอยู่ค่อนไปด้านหน้าครีบหู
คอดหางแบน มีสันด้านข้างและมีร่องบนคอดหาง หางรูปตัววีหรือคล้ายพระจันทร์เสี้ยว
ลำตัวสีน้ำตาลเข้มปนน้ำเงินดำ ท้องขาว
มีลายจุดขาวพาดขวางทั้งตัว ลวดลายแต่ละตัวไม่ซ้ำกัน จึงใช้จำแนกตัวบุคคลได้เหมือนลายนิ้วมือ
อาหาร
กินด้วยการอ้าปากกว้าง กรองน้ำผ่านซี่กรองบริเวณเหงือก
อาหารหลักคือแพลงก์ตอนสัตว์ ปลาขนาดเล็ก กุ้งตัวจิ๋ว และตัวอ่อนสัตว์ทะเลต่าง ๆ ใกล้ผิวน้ำ
ถิ่นอาศัยและการอพยพ
พบได้ทั้งกลางน้ำถึงผิวน้ำในทะเลเปิด
บางครั้งอาจหลงเข้ามาใกล้ชายฝั่งน้ำตื้น
เป็นปลาที่อพยพระยะทางไกลมากที่สุดชนิดหนึ่ง เคยบันทึกว่าบางตัวเดินทางได้กว่า 13,000 กิโลเมตร ใช้เวลามากกว่า 36 เดือน
การสืบพันธุ์
เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว แม่หนึ่งตัวอาจให้ลูกได้มากถึงราว 300 ตัวต่อการตั้งท้องหนึ่งครั้ง
ปัจจัยคุกคาม
การทำประมงและเครื่องมือประมง ทำให้ฉลามวาฬติดอวนหรือโดนเรือชน
ความนิยมดำน้ำตามหาฉลามวาฬ ทำให้มีเรือเข้าใกล้มากเกินไปและเพิ่มความเสี่ยงการชน
ปัญหาไมโครพลาสติกที่ปนในแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารหลัก
สารพิษสะสมจากไมโครพลาสติกอาจกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และสุขภาพโดยรวมของฉลามวาฬ
สถานภาพ
ในไทยจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)
สรุป: สัตว์ป่าสงวนไม่ใช่แค่ชื่อในกฎหมาย แต่คือสัญญาณเตือนของโลกธรรมชาติ
สัตว์ป่าสงวนทั้ง 21 ชนิด แทบทุกตัวอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง บางชนิดได้ สูญพันธุ์จากธรรมชาติไทยไปแล้ว สิ่งที่พวกมันเผชิญมีรูปแบบคล้ายกัน
ป่าและทะเลถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ผลิตของมนุษย์
ความเชื่อผิด ๆ ผลักให้เกิดการล่าทำยาและเครื่องราง
การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายยังคงมีอยู่
ภาวะโลกร้อนและมลพิษเร่งให้ระบบนิเวศเสื่อมลงเร็วขึ้น
การรู้จักสัตว์เหล่านี้อย่างลึกซึ้งไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูล แต่คือ จุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะทุกครั้งที่เราปกป้องป่า ทะเล และสัตว์ป่า เราไม่ได้ช่วยแค่สัตว์ชนิดหนึ่ง แต่กำลังช่วยทั้งระบบนิเวศที่เราเองก็พึ่งพาอยู่ทุกลมหายใจ

