รับแอปรับแอป

21 สัตว์ป่าสงวนไทย ใกล้สูญพันธุ์กว่าที่คิด และทำไมเราต้องช่วยกันตอนนี้

เอกชัย พูลเพิ่ม01-30

เปิดโลกสัตว์ป่าสงวนไทย 21 ชนิด

ประเทศไทยมี สัตว์ป่าสงวน 21 ชนิด ที่กฎหมายต้องคุ้มครองเข้มที่สุด เพราะส่วนใหญ่หายาก ใกล้สูญพันธุ์ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบนิเวศ

ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 “สัตว์ป่าสงวน” หมายถึงสัตว์ป่าหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ที่จำเป็นต้องได้รับการสงวนและอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด

การเป็นสัตว์ป่าสงวนหมายถึง

  • มี บทลงโทษรุนแรง ต่อการล่า ครอบครอง หรือค้าซาก

  • แม้สัตว์บางชนิดจะ สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติของไทย แต่กฎหมายยังคงคุ้มครองซากอยู่

  • เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบนิเวศกำลังป่วย และต้องเร่งฟื้นฟู

สัตว์ป่าสงวนทั้ง 21 ชนิด แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และปลา

กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

1. กระซู่ – แรดสองนอขนดกแห่งเอเชีย

กระซู่ หรือ Sumatran Rhinoceros เป็นแรดเอเชียขนาดกลาง ในนักอนุรักษ์เรียกกันว่า Hairy Rhino เพราะเป็นแรดชนิดเดียวที่มีขนปกคลุมทั้งตัว

  • หนังสีน้ำตาลแดง มีรอยย่นพับใหญ่ 3 ช่วงตามลำตัว

  • น้ำหนักราว 400–1,000 กิโลกรัม

  • เคยอาศัยในป่าดงดิบและพื้นที่ชื้นใกล้ลำธาร ตั้งแต่ที่ราบแบบปลักโคลนไปจนถึงไหล่เขาชัน

พฤติกรรมและการใช้ชีวิต

  • มักใช้ชีวิตตัวเดียว ยกเว้นช่วงผสมพันธุ์

  • ตัวเมียมีเขตหวงถิ่นชัดเจนกว่าตัวผู้

  • หากินในป่าร่มครึ้มใกล้แหล่งน้ำ และชอบแช่ปลักโคลนประจำ

อาหาร

  • เป็นสัตว์กินพืช กินใบไม้ หญ้า ต้นอ่อนของพืช พืชริมน้ำ และผลไม้หลายชนิด

การสืบพันธุ์

  • ตัวเมียเริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว 4 ปี ตัวผู้ราว 7 ปี

  • ตั้งท้องนาน 14–17 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

  • เว้นช่วงอีกประมาณ 4 ปีจึงท้องใหม่

ปัจจัยคุกคามหลัก

  • ถิ่นอาศัยถูกบุกรุกและตัดไม้ ทำให้แหล่งหากินหายไป

  • การล่าเอานอจากความเชื่อผิด ๆ ว่ามีสรรพคุณทางยาและเป็นเครื่องราง

  • พฤติกรรมเชื่องช้า แช่ปลักซ้ำที่เดิม ทำให้ถูกพบและถูกล่าได้ง่าย

สถานภาพ

  • ทั่วโลกคาดเหลือไม่ถึง 80 ตัว กระจายเฉพาะบนเกาะสุมาตรา

  • IUCN จัดอยู่ในกลุ่ม ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

  • ในประเทศไทยถือว่า สูญพันธุ์แล้ว (Extinct)

2. กวางผา – ม้าเทวดาแห่งขุนเขา

กวางผา (Burmese Goral) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มแพะภูเขา รูปร่างคล้ายเลียงผาแต่เล็กกว่า ขนลำตัวสีน้ำตาลเทา แถบสีน้ำตาลเข้มพาดกลางหลัง ปลายขาสีขาวรอบทั้งสี่ขา

จุดเด่น

  • มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่รูปทรงต่างกัน

  • ตัวผู้ฐานเขากว้าง ปลายแหลมลู่ออกจากกัน

  • ตัวเมียเขาเรียวยาว ขนานและโค้งลงเล็กน้อย

พฤติกรรม

  • ส่วนใหญ่อยู่ตัวเดียว บางช่วงอยู่เป็นคู่หรือกลุ่มเล็ก ๆ 2–6 ตัว

  • หากินช่วงเช้าและเย็น

  • ชอบพื้นที่สูงชัน หน้าผาเปิดโล่ง ลานหินผา ไร่ร้าง และหย่อมป่าตามร่องเขา

  • พบได้สูงถึง 1,000–4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

อาหาร

  • กินพืชเป็นหลัก เช่น ยอดไม้ หญ้า ไม้ล้มลุก ผลไม้ และใบไม้พุ่มเตี้ย

การสืบพันธุ์

  • เข้าสู่วัยสืบพันธุ์ราว 2–3 ปี

  • ผสมพันธุ์ช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม

  • ตั้งท้องราว 6–7 เดือน

ปัจจัยคุกคาม

  • การบุกรุกและตัดไม้ทำให้ถิ่นอาศัยหายไป

  • การเลี้ยงวัวควายใกล้เขตป่า ทำให้โรคจากปศุสัตว์แพร่สู่กวางผาได้

  • การล่าเพื่อค้าสัตว์ป่าหายาก

  • ภาวะเลือดชิด เพราะประชากรน้อยและกระจายบนพื้นที่เหมือนเกาะ ไม่ค่อยแลกเปลี่ยนพันธุกรรม

สถานภาพ

  • ในไทยคาดว่ามีเพียงราว 200 กว่าตัว ในพื้นที่อนุรักษ์ 11 แห่งของ 3 กลุ่มป่าหลัก

  • พบมากที่สุดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว

  • จัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ในประเทศไทย

3. กูปรี – วัวป่าหางยาวในตำนาน

กูปรี หรือโคไพร (Kouprey) เป็นสัตว์กีบคู่ รูปร่างคล้ายวัวป่าขนาดใหญ่

  • ตัวเมียสีเทา ตัวผู้สีดำ

  • ลูกกูปรีมีสีคล้ายลูกวัวแดง

  • มีหนอกหลังเป็นสัน ไม่สูงเท่ากระทิง

  • จุดเด่นคือ เหนียงคอเป็นแผ่นหนังห้อยยาว ตัวผู้สูงวัยเหนียงแทบลากพื้น ช่วยระบายความร้อน

  • น้ำหนักตัวผู้เฉลี่ย 700–900 กิโลกรัม หางยาวได้ถึง 1.11 เมตร เคยเป็นวัวป่าหางยาวที่สุดในไทย

พฤติกรรม

  • ใช้เขาขวิดต้นไม้ กิ่งไม้ หรือคุ้ยดิน หาโพรงดินโป่งและแหล่งน้ำในป่าโปร่ง

อาหาร

  • เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง กินหญ้าหลายชนิด และอยู่ร่วมแหล่งหากินกับสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดอื่นได้

การสืบพันธุ์

  • ผสมพันธุ์ราวเดือนเมษายน

  • ตั้งท้องประมาณ 9 เดือน คลอดลูกครั้งละ 1 ตัว

  • แม่ลูกอ่อนจะแยกจากฝูงเลี้ยงลูกลำพังราว 1 เดือน ก่อนพาลูกกลับเข้าฝูง

ปัจจัยคุกคาม

  • พื้นที่อาศัยอยู่ในแนวชายแดน 3 ประเทศ เคยได้รับผลกระทบจากสงครามในอดีต

  • ถิ่นอาศัยถูกบุกรุกและตัดไม้

  • การล่าและค้าชิ้นส่วน เช่น เขา หนัง และชิ้นส่วนร่างกายไปทำเครื่องประดับ เครื่องราง และยา

สถานภาพ

  • IUCN จัดอยู่ในกลุ่ม ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

  • เชื่อว่าอาจยังหลงเหลือในกัมพูชาและลาวตอนใต้ แต่ไม่มีรายงานยืนยันมานาน

  • จากจำนวนที่ลดลงอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า กูปรีอาจสูญพันธุ์จากโลกแล้ว

4. เก้งหม้อ – กวางเขาจุกสีดำแห่งป่าตะวันตก

เก้งหม้อ หรือเก้งดำ (Fea’s Muntjac) เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องหายากของไทย ปัจจุบันเรามีเก้งอยู่ 2 ชนิด คือ เก้งธรรมดาและเก้งหม้อ โดยเก้งหม้อมีเอกลักษณ์ชัดเจน

ลักษณะเด่น

  • ลำตัวสีน้ำตาลเข้มออกดำ ท้องขาวจาง หางสั้นมีขนปกคลุม

  • มีเขาเฉพาะตัวผู้ แบ่งเป็น 2 กิ่ง กิ่งหน้าสั้น กิ่งหลังยาว

  • โคนเขากิ่งหน้ามีขนหนาปกคลุม ดูเหมือนมีจุกบนหัว จึงได้ชื่อเล่นว่า “กวางเขาจุก”

พฤติกรรมและถิ่นอาศัย

  • ชอบอยู่ตัวเดียวในป่าดงดิบบนที่ราบสูงหรือภูเขา

  • มีพื้นที่หากินราว 10 ตารางกิโลเมตร

  • ออกหากินกลางวันเป็นหลัก

  • พบมากทางภาคตะวันตกลงมาถึงราชบุรี และทางใต้ในพื้นที่สูง 0–1,500 เมตร

อาหาร

  • กินยอดไม้ หญ้า ใบอ่อน เปลือกไม้ หน่อไม้อ่อน ผลไม้ และหญ้าระบัด

การสืบพันธุ์

  • ช่วงฤดูผสมพันธุ์จะจับคู่

  • ตั้งท้องราว 6 เดือน คลอดลูกครั้งละ 1 ตัว

  • ลูกแรกเกิดลำตัวมีจุดสีขาว อายุเฉลี่ยของเก้งหม้อราว 12 ปี

ปัจจัยคุกคาม

  • การล่าเอาเนื้อ หนัง และเขาไปทำเครื่องประดับ

  • การสร้างเขื่อน การบุกรุกป่า การถางพื้นที่ทำเกษตร ทำให้ป่าลดลงจนถิ่นอาศัยหายไป

สถานภาพ

  • ในไทยจัดอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)

5. ควายป่า – มหิงสาผู้เฝ้าป่าห้วยขาแข้ง

ควายป่าหรือมหิงสา (Wild Water Buffalo) คือบรรพบุรุษผู้แข็งแรงกว่าควายบ้านอย่างเห็นได้ชัด

ลักษณะสำคัญ

  • ตัวใหญ่ กำยำ เขาโค้งกว้างกว่าควายบ้านอย่างมาก

  • สีลำตัวเทา–น้ำตาลดำ

  • ขาสี่ข้างมีแต้มสีขาวเหมือนใส่ถุงเท้า

  • ด้านล่างลำตัวมีลายสีขาวรูปตัววีเด่นชัด

พฤติกรรม

  • นิสัยดุ ปราดเปรียว ไวต่อสิ่งรบกวน

  • ตัวผู้เต็มวัยมักอยู่ลำพัง ส่วนฝูงใหญ่ประกอบด้วยตัวเมียและตัวผู้ที่ยังไม่โตเต็มวัย

  • ชอบป่าทุ่ง ป่าโปร่ง ใกล้หนองบึงและลำห้วย

อาหาร

  • กินหญ้า ยอดไม้ ใบอ่อน หน่อไม้ ต้นพงริมลำห้วย

  • ชอบกินดินโป่งเพื่อเสริมแร่ธาตุและภูมิต้านทาน

การสืบพันธุ์

  • ตัวผู้จะเข้าร่วมฝูงตัวเมียในช่วงผสมพันธุ์เดือนตุลาคม–พฤศจิกายน

  • หากมีตัวผู้ตัวใหญ่หลายตัว จะเกิดการต่อสู้แย่งตัวเมีย

  • ตัวเมียตั้งท้องราว 10 เดือน

ถิ่นอาศัยปัจจุบัน

  • อดีตเคยพบเกือบทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้

  • ปัจจุบัน เหลือเฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

  • พบกระจายตามลำห้วยขาแข้ง ห่างจากลำห้วยราว 50–100 เมตร ประชากรรวมไม่ถึง 70 ตัว

ปัจจัยคุกคาม

  • การบุกรุกพื้นที่ป่า

  • การปล่อยควายและวัวบ้านเข้าป่า เสี่ยงแพร่โรคข้ามสายพันธุ์

  • ลูกควายป่าถูกล่าโดยเสือโคร่ง หรือจมน้ำตายจากน้ำหลากฉับพลัน

  • ปัญหาเลือดชิดจากประชากรจำนวนน้อย

สถานภาพ

  • ในไทยอยู่ในระดับ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

6. พะยูน – ผู้ชี้วัดสุขภาพทะเลไทย

พะยูน (Dugong) คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ที่มักถูกเรียกว่า “วัวทะเล” และเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแนวหญ้าทะเล

ลักษณะเด่น

  • ลำตัวอ้วนกลม รูปทรงคล้ายโลมากแต่หนากว่า

  • ผิวเรียบ ลำตัวสีเทาอมชมพูหรือน้ำตาลเทา มีขนสั้นทั่วตัว

  • หางแฉก แสดงถึงการปรับตัวอยู่ในน้ำเต็มรูปแบบ

พฤติกรรม

  • ขี้ตกใจ ดำน้ำได้ลึกสุดราว 39 เมตร แต่ส่วนใหญ่หากินลึกไม่เกิน 10 เมตร

  • ต้องขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำทุก 2–3 นาที โดยโผล่จมูก และบางครั้งเห็นหลังกับหาง

  • ว่ายน้ำได้ประมาณ 1.8–2.2 กม./ชม.

  • ผูกพันกับแนวหญ้าทะเลในเขตร้อนและกึ่งร้อน

อาหาร

  • หญ้าทะเลเป็นหลัก และจะอาศัยในแหล่งที่มีหญ้าทะเลหนาแน่น

  • ใช้จมูกดมกลิ่นและหนวดช่วยคลำหาอาหาร เพราะสายตาไม่คมชัดมาก

การสืบพันธุ์

  • เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 9–10 ปี

  • ตั้งท้อง 13–14 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

  • เว้นช่วงระหว่างครรภ์นาน 3–7 ปี ทำให้เพิ่มจำนวนได้ช้ามาก

ปัจจัยคุกคาม

  • แหล่งอาหารหลักคือหญ้าทะเลลดลง ทำให้ขาดสารอาหาร

  • มลพิษทางทะเลและน้ำเสีย ทำให้แนวหญ้าทะเลเสื่อมโทรม

  • อุบัติเหตุจากเรือประมงและเครื่องมือประมง

  • การล่าเพื่อบริโภคหรือทำเครื่องรางตามความเชื่อผิด ๆ

สถานภาพ

  • ในไทยเหลือไม่ถึง 300 ตัว

  • จัดอยู่ในกลุ่ม เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

7. แมวลายหินอ่อน – แมวหน้าสวย หัวใจเป็นเสือ

แมวลายหินอ่อน (Marbled Cat) เป็นแมวป่าที่หน้าตาคล้ายเสือลายเมฆ แต่ขนาดเล็กกว่า ลำตัวล่ำกว่าปกติ หางยาวและมีขนหนา

ลักษณะเด่น

  • ลำตัวสีน้ำตาลอ่อน แต้มลายสีน้ำตาลเข้มคล้ายลายหินอ่อน

  • มีจุดลายทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณขา

พฤติกรรม

  • ดุและว่องไวมาก

  • หากินทั้งกลางวันและกลางคืน

  • ปีนต้นไม้เก่ง เป็นนักล่าแห่งเรือนยอดป่า

อาหาร

  • กินกระแต กระรอก ลิงลม ลิงขนาดเล็ก

  • รวมถึงนก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และแมลง

  • พื้นที่หากินราว 5.3 ตารางกิโลเมตรต่อตัว

ถิ่นอาศัย

  • ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าเบญจพรรณ

  • พบได้เกือบทุกภาค ยกเว้นภาคเหนือของไทย

ปัจจัยคุกคาม

  • พื้นที่ป่าถูกบุกรุกและเปลี่ยนเป็นที่ทำกิน ทำให้ที่อยู่เสื่อมโทรม

  • การตัดไม้ เผาป่า และเปิดพื้นที่เกษตร ทำให้สูญเสียทั้งถิ่นอาศัยและแหล่งอาหาร

  • การลักลอบล่าสัตว์ ทำให้จำนวนลดลงรวดเร็ว

สถานภาพ

  • ในไทยจัดอยู่สถานะ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

8. แรด – ยักษ์ชุดเกราะที่หายไปจากผืนป่าไทย

แรดชวา (Javan Rhinoceros) เป็นหนึ่งในแรดเอเชียที่เคยอาศัยในไทย แต่วันนี้เหลือเพียงในตำนาน

ลักษณะทั่วไป

  • ลำตัวสีเทาหม่น ผิวหนาเป็นแผ่นย่น ดูคล้ายสวมชุดเกราะ 3 ท่อน (ท้ายทอย ไหล่ สะโพก)

  • มีนอเหนือจมูก นอส่วนใหญ่ยาวไม่เกิน 15 ซม. ยาวสุดที่เคยพบประมาณ 25 ซม.

  • ตัวเมียตัวใหญ่กว่าตัวผู้ แต่แทบไม่มีนอ หรือมีก็เพียงฐานนูน

  • ริมฝีปากบนแหลมเป็นจงอย ใช้เกี่ยวยอดไม้เข้าปากได้ดี

พฤติกรรม

  • มักหากินลำพัง ยกเว้นช่วงผสมพันธุ์หรือเลี้ยงลูกอ่อน

  • ชอบอยู่ในป่าดงดิบพื้นราบชื้น มีแหล่งน้ำมาก

  • รักการแช่ปลักโคลน และประกาศอาณาเขตด้วยการถูตัวกับต้นไม้และทิ้งกลิ่นตามรอยเท้า

อาหาร

  • กินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช หญ้า พืชเตี้ย ๆ พืชริมน้ำ และผลไม้ที่หล่นตามพื้น

การสืบพันธุ์

  • ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี

  • ตั้งท้องนาน 16–18 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดหนักราว 50 กิโลกรัม

ปัจจัยคุกคาม

  • ป่าถูกบุกรุกเพื่อทำไม้และทำการเกษตร ทำให้ถิ่นอยู่และแหล่งอาหารหาย

  • ถูกล่าทั้งตัวเพื่อนำไปทำยา แก้ปวด แก้ไข้ หรือทำเครื่องราง รวมถึงล่านอไปเป็นวัตถุมงคลและเครื่องประดับ

  • พฤติกรรมเชื่องช้าและชอบแช่ปลักที่เดิม ทำให้ถูกพบและถูกล่าได้ง่าย

สถานภาพ

  • IUCN จัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

  • ในประเทศไทย สูญพันธุ์ (Extinct) ไปแล้ว

9. ละอง–ละมั่ง – กวางเขางามแห่งทุ่งหญ้าโล่ง

ละอง–ละมั่ง (Eld’s Deer) คือกวางพื้นราบที่เคยพบมากในป่าโปร่งของไทย ปัจจุบันแทบไม่เหลือร่องรอยในธรรมชาติ

ความต่างของชื่อ

  • “ละอง” หมายถึงตัวผู้โตเต็มวัย

  • “ละมั่ง” ใช้เรียกตัวเมียและตัวผู้ที่ยังไม่โตเต็มวัย ปัจจุบันจึงมักเรียกรวม ๆ ว่า “ละมั่ง”

ลักษณะทั่วไป

  • ขนละเอียดแน่นสีน้ำตาลแกมเหลือง ท้องสีขาว ด้านบนออกแดงน้ำตาล

  • มีวงขาวรอบหู ตา และคาง

  • ตัวผู้ตัวใหญ่ สีขนเข้มกว่าตัวเมีย

  • ละมั่งอายุน้อยมีลายจุดสีขาวตามตัว เมื่อโตลายจะค่อย ๆ เลือน แต่ตัวเมียบางตัวอาจยังเห็นลายจาง ๆ

พฤติกรรม

  • ชอบอยู่เป็นฝูงตามป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้าใกล้หนองน้ำ

  • กลางวันหลบแดดใต้ร่มไม้หรือแช่ปลักโคลน ตอนเย็นออกหากินตามทุ่งโล่ง

  • ตัวผู้เขาใหญ่และกว้าง มักอยู่ในป่าโปร่ง เพราะหากเข้าไปในป่ารกจะติดกิ่งไม้ได้ง่าย

อาหาร

  • กินหญ้า ลูกไม้ ยอดอ่อน และใบไม้ในทุ่งหญ้าและป่าโปร่ง

การสืบพันธุ์

  • ผสมพันธุ์ช่วงกุมภาพันธ์–เมษายน

  • ตั้งท้อง 240–244 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

  • ลูกแรกเกิดมีลายจุดสีขาว ซึ่งจางหายไปเมื่อโตขึ้น

ปัจจัยคุกคาม

  • การเปลี่ยนป่าเป็นชุมชนและพื้นที่เกษตร ทำให้ทุ่งหญ้าและป่าโปร่งหายไป

  • การล่าและลักลอบค้าซากเพื่อนำเขาและส่วนต่าง ๆ ไปทำเครื่องรางและเครื่องประดับ

สถานภาพ

  • เคยมีรายงานพบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันพบอีก

  • ในไทยจัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

10. เลียงผา – ผู้เชี่ยวชาญหน้าผาสูงชัน

เลียงผา (Sumatran Serow) คือญาติสนิทของแพะและแกะ ที่วิวัฒนาการมาเพื่อใช้ชีวิตบนหน้าผาสูงชัน

ลักษณะทั่วไป

  • ลำตัวป้อมสั้น ดูเผิน ๆ คล้ายกวางผา แต่แยกได้ชัดจากสีขน

  • ขนตามลำตัวสีดำหรือเทาเข้ม

  • แผงคอตั้งแต่โคนเขาถึงหัวไหล่ โคนขนสีขาว ปลายขนสีเทาเข้มหรือดำ

  • ขนช่วงขาใต้หัวเข่าลงมาเป็นสีดำ เทา หรือออกน้ำตาลแดง หางสั้นมีขนสีเทาเข้มปกคลุมบริเวณสันหาง

ถิ่นอาศัย

  • มักอยู่ตามภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าทึบ

  • ชอบอาศัยบริเวณหน้าผาและยอดเขา สูงราว 800–1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่บางพื้นที่พบต่ำกว่า 500 เมตรหรือลึกถึงกว่า 2,000 เมตรก็มี

จุดเด่นเรื่องกีบ

  • กีบเลียงผาลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ ปลายกีบแยกออกจากกันและไม่งุ้ม

  • ปลายกีบกลมมน ส้นกีบมนมาก จึงเกาะร่องหินและสันเขาสูงชันได้ดี เป็นรองเท้าปีนผาที่ธรรมชาติออกแบบมาให้โดยเฉพาะ

พฤติกรรม

  • ส่วนใหญ่หากินตัวเดียว ยกเว้นช่วงผสมพันธุ์หรือเลี้ยงลูกอ่อนที่อาจรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

  • ออกหากินช่วงเช้ามืดและพลบค่ำ

อาหาร

  • กินใบอ่อน เปลือกไม้ หน่อไม้ และรากไม้ที่มีกลิ่นหอม

ปัจจัยคุกคาม

  • การสูญเสียถิ่นอาศัยจากการตัดไม้และบุกรุกป่า

  • การล่าและค้าสัตว์ป่า ทำให้จำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง

สถานภาพ

  • ในไทยจัดอยู่ระดับ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) แต่หากแรงกดดันไม่ลดลง จำนวนประชากรอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

11. วาฬบรูด้า – สัญลักษณ์แห่งท้องทะเลไทย

วาฬบรูด้า (Bryde’s Whale) คือวาฬบกเว้นฟันขนาดใหญ่ประจำทะเลไทย

ลักษณะทั่วไป

  • ลำตัวสีเทาดำ ท้องสีอ่อนหรืออมชมพู

  • ขากรรไกรล่างสีเทา ลำตัวค่อนข้างเพรียว

  • ส่วนหัวมีสันนูน 3 สัน เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนวาฬชนิดอื่น

  • มีร่องใต้คาง 40–70 ร่อง ยาวเลยแนวสะดือ

  • หนักได้ถึง 30 ตัน ตัวเมียมักใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อย

พฤติกรรม

  • อยู่ตัวเดียว เป็นคู่ หรือรวมฝูง 10–20 ตัวเพื่อเพิ่มโอกาสหาอาหาร

  • ดำน้ำได้นาน 2–8 นาที บางครั้งนานถึง 20 นาที

  • โผล่ส่วนหัวขึ้นมาหายใจประมาณ 4–7 ครั้งต่อรอบ

อาหาร

  • ปลากะตักแก้ว ปลากะตักควาย ปลาทู เคยโกร่ง

  • แพลงก์ตอนสัตว์ ฝูงปลาเล็ก และหมึก

การสืบพันธุ์

  • เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 9–13 ปี

  • ตั้งท้อง 10–12 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ทุกประมาณ 2 ปี

  • ลูกแรกเกิดยาวราว 4 เมตร วาฬบรูด้ามีอายุได้ถึงประมาณ 50 ปี

ปัจจัยคุกคาม

  • บาดเจ็บจากใบพัดเรือและกิจกรรมเรือประมง

  • มลพิษในทะเลและการสูญเสียแหล่งอาหาร

  • ภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพทะเลเปลี่ยนไป

  • การล่าและการค้าสัตว์ทะเลผิดกฎหมาย

สถานภาพ

  • ในไทยอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)

12. วาฬโอมูระ – ยักษ์ลึกลับแห่งทะเลไทย

วาฬโอมูระ (Omura’s Whale) เป็นวาฬที่เพิ่งถูกยืนยันทางวิทยาศาสตร์ไม่นาน และยังคงลึกลับในเชิงนิเวศวิทยา

ลักษณะทั่วไป

  • เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล น้ำหนักไม่เกิน 20 ตัน

  • รูปร่างคล้ายวาฬบรูด้าแต่เล็กกว่า

  • มีร่องจีบใต้คอมากกว่า คือราว 80–90 รอย

  • ครีบหลังสูงกว่าและโค้งน้อยกว่าวาฬบรูด้า

พฤติกรรม

  • ใช้ชีวิตคล้ายวาฬบรูด้า ต้องดำน้ำแล้วขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเป็นระยะ

อาหาร

  • แพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็ก และเคย

การกระจาย

  • พบในมหาสมุทรแปซิฟิกหลายบริเวณ

  • สำหรับไทย มีรายงานพบทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน

ปัจจัยคุกคาม

  • เครื่องมือประมงและเรือประมง ทำให้เกิดบาดเจ็บและเสียชีวิต

  • มลพิษทางทะเล เช่น น้ำเสีย ควันพิษ ขยะทะเล

  • ภาวะโลกร้อนที่ทำให้ถิ่นอาศัยเปลี่ยน

  • การล่าและค้าสัตว์ทะเลผิดกฎหมาย

สถานภาพ

  • ในไทยจัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)

13. วาฬสีน้ำเงิน – ยักษ์ใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้

วาฬสีน้ำเงิน (Blue Whale) คือสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีอยู่บนโลก

ขนาดที่เหนือจินตนาการ

  • โตเต็มวัยยาวได้ถึง 29 เมตร (สถิติสูงสุดเคยพบถึง 33 เมตร)

  • น้ำหนักราว 72–135 ตัน และอาจมากถึง 180 ตัน

  • ยาวเท่าตึก 9 ชั้น หนักเท่ารถบรรทุกสิบล้อราว 10 คันรวมกัน

ลักษณะทั่วไป

  • ลำตัวเรียวยาว หัวแบนรูปตัวยู

  • บนหัวมีร่องยาวจากช่องพ่นน้ำถึงส่วนเหนือริมฝีปาก

  • สีลำตัวเทา–น้ำเงินเข้ม และสามารถพ่นน้ำสูงได้ถึง 9 เมตร

พฤติกรรม

  • ส่วนใหญ่หากินตัวเดียว แต่เมื่อถึงแหล่งอาหารดี ๆ อาจพบรวมกันได้ถึง 50 ตัว

  • ส่งเสียงได้ไกลถึง 1,600 กิโลเมตร ถือว่าเสียงดังและไกลที่สุดในหมู่สัตว์

  • ใช้เสียงทั้งเพื่อสื่อสารและนำทางในทะเลลึก

  • ว่ายน้ำได้ 20–50 กม./ชม.

  • ดำน้ำลึกได้ราว 100 เมตร ปกติดำน้ำราว 20 นาที และเคยบันทึกว่านานสุดถึง 30 นาที

อาหาร

  • เคย แพลงก์ตอนสัตว์ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก

  • วาฬสีน้ำเงินโตเต็มวัยสามารถกินอาหารได้มากถึง 4 ตันต่อวัน

ปัจจัยคุกคาม

  • เคยถูกล่าเพื่อเอาเนื้อและไขมันอย่างหนักในอดีต

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อท้องทะเลและแหล่งอาหารโดยตรง

สถานภาพ

  • จัดอยู่ในกลุ่ม ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ทั้งในระดับโลก (IUCN) และในประเทศไทย

14. สมเสร็จ – นักปลูกป่าขนาดใหญ่แห่งผืนป่าฝน

สมเสร็จ หรือผสมเสร็จ (Malayan Tapir) เป็นสัตว์กีบคี่ที่หน้าตาผสมหลายสัตว์ในตัวเดียว

ลักษณะเฉพาะ

  • จมูกยืดหด ม้วน และหมุนได้รอบทิศ ใช้หักกิ่งไม้และใบไม้เข้าปาก และช่วยพ่นน้ำได้

  • เท้าหลังมีกีบ 3 นิ้วคล้ายแรดและกระซู่ ส่วนเท้าหน้ามีกีบ 4 นิ้ว

  • สีขนตัดกันชัดเจนระหว่างดำกับขาว ท่อนลำตัวช่วงกลางเป็นสีขาว ส่วนหัวและท้ายลำตัวเป็นสีดำ ช่วยพรางตัวในเงาป่า

  • หูและจมูกไวมาก และดำน้ำเก่ง

บทบาทในระบบนิเวศ

  • ถือเป็น “นักปลูกป่าตัวใหญ่” เพราะเมล็ดพันธุ์ที่กินเข้าไปและขับถ่ายออกมา จะมีโอกาสงอกเป็นต้นไม้ใหม่กระจายทั่วผืนป่า

อาหาร

  • ใบอ่อน ยอดไม้ ผลไม้หลายชนิด

  • มักเดินเล็มยอดพืชแต่ละชนิดทีละน้อย สลับกันไป

ถิ่นอาศัย

  • พบในผืนป่าตะวันตก เช่น ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร อุ้มผาง

  • ยังพบในป่าภาคใต้ เช่น แก่งกระจาน คลองแสง และฮาลา–บาลา

ปัจจัยคุกคาม

  • การสูญเสียถิ่นอาศัยจากการบุกรุกป่า

  • การล่าเพื่อนำไปแสดงหรือจับเป็นสัตว์โชว์

  • เหยื่อของกับดักสัตว์ตามแนวป่า

  • อัตราการสืบพันธุ์ค่อนข้างต่ำ ทำให้ฟื้นประชากรได้ช้า

สถานภาพ

  • ระดับโลก (IUCN) จัดเป็น มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable)

  • แต่ในไทย สมเสร็จถูกจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

15. สมัน – กวางเขาสวยที่สุดในโลกที่หายไปจากไทย

สมัน หรือ Schomburgk’s Deer คือกวางที่ขึ้นชื่อว่ามีเขาสวยที่สุดในโลก แต่กลับหายไปจากธรรมชาติไทย

ลักษณะทั่วไป

  • รูปร่างคล้ายละมั่ง

  • ขนเรียบ มัน ยาวและหยาบเล็กน้อย

  • ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ขาและหน้าผากสีน้ำตาลแดง

  • แผงคอสั้นราว 5 ซม. ขนด้านหน้าจากคอลงถึงอกยาวราว 10 ซม.

  • ขนบริเวณจมูกและส่วนบนของหางสีดำเข้ม

  • มีเขาเฉพาะตัวผู้ ซึ่งแตกแขนงสวยงามมาก

พฤติกรรม

  • ปกติอยู่ลำพัง ยกเว้นช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่รวมเป็นฝูงเล็ก ๆ

  • ชอบทุ่งโล่งริมแม่น้ำ หรือพื้นที่ราบลุ่มใกล้แหล่งน้ำ

  • หากินช่วงเย็น กลางวันมักหลบแดดในพงหญ้าสูงหรือป่าละเมาะ

อาหาร

  • กินหญ้าอ่อน ผลไม้ ยอดไม้ และใยไม้หลายชนิด

ถิ่นอาศัย

  • ไม่ชอบอยู่ในป่าทึบหรือป่าโคกแบบกวางป่า เพราะเขายาวและแตกแขนงมาก หากมุดพงหนาทำให้เขาติดกิ่งไม้หรือเถาวัลย์

  • ฤดูน้ำหลาก มักหนีน้ำขึ้นดอนรวมกัน ทำให้ถูกล้อมล่าได้ง่าย

การสืบพันธุ์

  • ช่วงผสมพันธุ์จะอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ประกอบด้วยตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย–ลูกอีก 2–3 ตัว

  • พอหมดฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะแยกไปอยู่ลำพังเช่นเดิม

ปัจจัยคุกคาม

  • พื้นที่ทุ่งหญ้าและราบลุ่มถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวและเกษตรกรรม

  • การล่าเพื่อกินและเพื่อขายซาก โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากที่สมันรวมฝูงบนที่สูง ทำให้ล่าได้ง่ายมาก

สถานภาพ

  • ในประเทศไทย สมันถือว่า สูญพันธุ์ (Extinct) แล้ว

กลุ่มนก – จากความหวังสู่ตำนาน

16. นกกระเรียนพันธุ์ไทย – ความหวังใหม่แห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ

นกกระเรียนพันธุ์ไทย (Sarus Crane) คือสัญลักษณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมบูรณ์

ลักษณะทั่วไป

  • โตเต็มวัยลำตัวสีเทา ปากและกระหม่อมสีเขียว

  • หัวและคอตอนบนเป็นหนังแดง ไม่มีขน

  • ขนปลายปีก 11 เส้น สีดำ ขนโคนปีกสีขาว

  • เมื่อหุบปีก ปีกยาวเกือบถึงหาง หางสั้นสีเทา

  • กลางลำตัวและขามีสีแดง ขาสูง หน้าแข้งไม่มีขน นิ้วค่อนข้างสั้น

  • วัยเยาว์ (juvenile) ขนสีน้ำตาลอมเทา หัวและคอด้านบนมีขนสีน้ำตาลอมเหลือง ไม่แดงเหมือนตัวโต

พฤติกรรม

  • มักอยู่เป็นคู่ แต่บางครั้งรวมเป็นฝูงเล็ก ๆ

  • หากินตอนกลางวันตามชายน้ำ หนอง บึง ทะเลสาบ ทุ่งนา และทุ่งหญ้าน้ำขัง

อาหาร

  • กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ธัญพืช เมล็ดหญ้า รากและต้นอ่อนของพืช

  • กินหนอน แมลง หอย ปู ปลา กบ เขียด และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กอย่างงูน้ำ

ถิ่นอาศัย

  • เดิมพบตามทุ่งนาในหลายภูมิภาค

  • ต้องพึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หนอง บึง ทุ่งหญ้าน้ำขัง เพราะไม่มีนิ้วเท้าหลังสำหรับเกาะต้นไม้ จึงใช้ชีวิตบนพื้นโล่ง

การสืบพันธุ์

  • ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม–กันยายน)

  • จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวใน 1 ฤดูผสมพันธุ์ หากตัวใดตาย อีกตัวจะหาคู่ใหม่ได้

ปัจจัยคุกคาม

  • การล่าโดยตรง

  • พื้นที่ชุ่มน้ำถูกเปลี่ยนเป็นเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชน ทำให้สูญเสียทั้งแหล่งหากินและพื้นที่วางไข่

สถานภาพ

  • ในไทยถือว่า สูญพันธุ์ในธรรมชาติ (Extinct in the Wild)

  • ปัจจุบันมีโครงการเพาะ–ขยายพันธุ์และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นความหวังในการคืนชีวิตให้ชนิดพันธุ์นี้

17. นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร – นกในตำนานแห่งบึงบอระเพ็ด

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร หรือ White-eyed River Martin เป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบเพียงแห่งเดียวในโลกและเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

ถิ่นกำเนิด

  • พบครั้งแรกและครั้งเดียวที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์

  • หลังจากนั้น ไม่เคยมีรายงานพบอีกเลย

ลักษณะทั่วไป

  • ตัวเต็มวัยมีขนสีดำ ตะโพกมีแถบขาว ปากสีเหลือง

  • ตาและวงรอบเบ้าตาสีขาวเด่น

  • ขนหางคู่กลางยื่นยาวเป็นแกนคล้ายลวด

  • ขนปีกด้านล่างสีน้ำตาลซีด

  • วัยเยาว์มีสีคล้ายตัวเต็มวัยแต่ส่วนหัวและลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำตาลเข้ม คอหอยสีอ่อนกว่า และไม่ค่อยมีแกนหางยาว

พฤติกรรม

  • พบอาศัยตามป่ากก ป่าหญ้า ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด

  • มีนิสัยค่อนข้างเชื่อง มักเกาะนิ่งบนพื้นดิน ไม่ปราดเปรียวเท่านกนางแอ่นทั่วไป

อาหาร

  • กินแมลงเป็นหลัก จับเหยื่อด้วยการโฉบกลางอากาศ

  • เชื่อว่าอาจหากินได้ทั้งกลางวันและกลางคืนจากลักษณะทางกายภาพ

สถานภาพ

  • แม้ระบบของไทยจัดให้อยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

  • แต่ในภาคสนามยัง ไม่มีรายงานพบเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว

18. นกชนหิน – นกเงือกโหนกตันที่ถูกล่าเหมือนนอแรด

นกชนหิน (Helmeted Hornbill) คือนกเงือกขนาดใหญ่รองจากนกกก และเป็นชนิดที่ถูกล่าอย่างหนักเพราะโหนกตันเหมือนงาชิ้นหนึ่ง

ลักษณะทั่วไป

  • ตัวผู้หนักราว 3,060 กรัม ตัวเมียราว 2,610–2,840 กรัม

  • ขนหางคู่กลางยาวเรียวโดดเด่น ยาวได้ 30–45 ซม.

  • ตัวผู้มีหนังคอสีแดงเข้ม ตัวเมียสีฟ้าอ่อนปนม่วง

  • ปลายปากและโหนกด้านหน้าสีเหลือง ส่วนที่เหลือสีแดงเข้ม

  • ปลายขนปีกบินเป็นสีขาว

  • ปากสั้นเมื่อเทียบกับนกเงือกชนิดอื่นที่ปากยาวและแหลม

การทำรังและพฤติกรรม

  • ไม่เจาะโพรงเอง แต่ใช้โพรงไม้ธรรมชาติหรือโพรงที่สัตว์อื่นเจาะไว้

  • ฤดูทำรังพบตั้งแต่เดือนมกราคม มีนาคม พฤษภาคม และพฤศจิกายน

  • รังส่วนใหญ่กว่า 80% อยู่ในต้นไม้ตระกูลยาง Dipterocarp เช่น Hopea, Shorea, Neobalanocarpus

  • ต้นไม้ที่ใช้ทำรังโดยเฉลี่ยมีเส้นรอบวงลำต้นราว 160 ซม. สูงประมาณ 42 เมตร และโพรงอยู่สูงจากพื้นราว 30 เมตร

อาหารและบทบาทในป่า

  • กินผลไม้เป็นหลัก โดยเฉพาะมะเดื่อหลายชนิดในภาคใต้ของไทย

  • ยังช่วยกระจายเมล็ดไม้ป่าขนาดใหญ่ที่สัตว์เล็กกินไม่ได้

  • เมล็ดที่ผ่านทางเดินอาหารนกเงือกมักงอกได้ดีกว่าเมล็ดที่หล่นใต้ต้นโดยตรง

ถิ่นอาศัย

  • ป่าดิบชื้นตั้งแต่พื้นราบถึงความสูงราว 1,200 เมตร

  • พบเฉพาะภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป

  • เป็นนกหายาก ประชากรน้อย

ปัจจัยคุกคาม

  • ต้องพึ่งพาโพรงไม้ใหญ่สูง ซึ่งลดจำนวนลงเมื่อป่าถูกตัด

  • โหนกตันหนักของนกชนหินถูกล่าไปทำเครื่องประดับและงานแกะสลัก โดยถูกเปรียบเทียบเป็น “งาช้างของนกเงือก”

  • การล่าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้จำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว

สถานภาพ

  • ในไทยจัดเป็น ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)

19. นกแต้วแร้วท้องดำ – นกในฝันของนักดูนกทั่วโลก

นกแต้วแร้วท้องดำ (Gurney’s Pitta) คือหนึ่งในนกที่นักดูนกทั่วโลกอยากเห็นมากที่สุด เพราะหายากและมีการกระจายจำกัดมาก

ลักษณะทั่วไป

  • ตัวผู้และตัวเมียด้านหลังและปีกสีน้ำตาลแกมทอง ไม่เห็นแถบสีขาวบนปีกเหมือนแต้วแร้วลาย

  • หางสีน้ำเงินแต่ไม่สดเท่าแต้วแร้วลาย

ตัวผู้

  • ใบหน้า กลางกระหม่อม และด้านข้างหัวสีดำ

  • ท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบแวว

  • คอและอกส่วนบนสีเหลืองสด

  • อกล่างและท้องสีดำ มีลายพาดเล็ก ๆ สีเหลือง–ดำด้านข้างลำตัว

ตัวเมียและวัยอ่อน

  • ตัวเมียมีกระหม่อมสีน้ำตาลแกมเหลือง มีแถบคาดตาสีน้ำตาลดำ

  • อกและท้องมีลายพาดสีเหลืองเนื้อสลับดำ

  • วัยยังไม่เต็มตัวมีสีออกน้ำตาล ลายดำไม่ชัดเท่าตัวเต็มวัย

อาหารและวิธีหากิน

  • กระโดดบนพื้นดินเพื่อจับแมลงและไส้เดือนเป็นหลัก

  • บางครั้งจับกบและสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก โดยเฉพาะช่วงมีลูกอ่อน

ถิ่นอาศัย

  • พบเฉพาะในป่าดงดิบชื้นและป่ารุ่นพื้นราบ

  • มักหากินบนพื้นดิน ใต้พุ่มไม้เตี้ย บางครั้งเกาะตามขอนไม้หรือตามกิ่งต่ำ

  • เมื่อมีสิ่งรบกวนจะรีบหลบในพุ่มไม้ หากจนมุมจึงบินหนีในระยะไม่ไกลและไม่สูง

การสืบพันธุ์

  • ผสมพันธุ์ช่วงฤดูฝน

  • ออกไข่ครั้งละ 3–4 ฟอง ลูกนกอยู่ในรัง 8–14 วัน จากนั้นจะออกไปหาอาหารกับพ่อแม่และไม่กลับรังเดิมอีก

ปัจจัยคุกคาม

  • การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตร ทำให้ป่าดงดิบถูกรบกวนและแบ่งแยกเป็นหย่อมเล็ก ๆ

  • การลักลอบค้าสัตว์ป่า

  • ผลกระทบจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ไม่ระมัดระวัง

สถานภาพ

  • พบในภาคใต้ โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ–บางคราม จังหวัดกระบี่ แต่พบในปริมาณน้อยมาก

  • ปัจจุบันจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ในประเทศไทย

กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน

20. เต่ามะเฟือง – เต่าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เต่ามะเฟือง (Leatherback Sea Turtle) เป็นสัตว์เลื้อยคลานทะเลที่ทั้งใหญ่และลึกที่สุดในหมู่เต่าทะเล

ลักษณะเด่น

  • กระดองเป็นหนังหนา แตกต่างจากเต่าชนิดอื่นที่มีกระดองแข็ง

  • ขาหน้าพัฒนาเป็นใบพายขนาดใหญ่สำหรับว่ายน้ำ

  • หัวใหญ่ ไม่สามารถหดเข้ากระดองได้

  • กระดองหลังมีสันนูนตามยาว 7 สัน คล้ายผลมะเฟือง จึงได้ชื่อ “เต่ามะเฟือง”

อาหาร

  • ใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในทะเล กินแมงกะพรุนเป็นหลัก

ถิ่นอาศัยในไทย

  • ขึ้นวางไข่เฉพาะชายหาดฝั่งอันดามัน เช่น พังงา ภูเก็ต และหมู่เกาะตะรุเตา

การสืบพันธุ์

  • ดำน้ำได้ลึกถึง 1,280 เมตร และจะขึ้นบนหาดทรายเฉพาะช่วงผสมพันธุ์และวางไข่

  • เพศเมียวางไข่ประมาณ 66–104 ฟองต่อหลุม ขึ้นกับอายุและสภาพหาด

  • หาดวางไข่ที่ดีต้องมีระดับน้ำลึกและแนวลาดชันขึ้นสู่หาดเหมาะสม

ปัจจัยคุกคาม

  • ลูกเต่ามะเฟืองรอดถึงวัยโตน้อยมาก ทำให้ประชากรเพิ่มช้ามาก

  • ติดเครื่องมือประมงและอวนลากกลางทะเล

  • การพัฒนาชายหาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำให้แสง เสียง และสิ่งก่อสร้างรบกวนแหล่งวางไข่

  • รูปทรงหาดเปลี่ยนไป ทำให้ศักยภาพในการวางไข่ลดลง รังเต่าทะเลหายไปจำนวนมาก

สถานภาพ

  • ในไทยจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

กลุ่มปลา

21. ปลาฉลามวาฬ – ยักษ์ใจดีแห่งท้องทะเลไทย

ปลาฉลามวาฬ (Whale Shark) คือ ปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นปลาเพียงชนิดเดียวที่ได้สถานะสัตว์ป่าสงวนในไทย

ลักษณะทั่วไป

  • เป็นปลากระดูกอ่อน อาศัยในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่น

  • มักพบตามแนวปะการังที่ความลึกไม่เกิน 700 เมตร

  • ในไทยพบทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

จุดเด่น

  • หัวแบนกว้าง ปากกว้างอยู่ปลายจะงอยปาก

  • ฟันเล็ก ปลายแหลมงุ้ม

  • ลำตัวมีสันนูนขวางหลายแถว ครีบหลังแรกอยู่ค่อนไปด้านหน้าครีบหู

  • คอดหางแบน มีสันด้านข้างและมีร่องบนคอดหาง หางรูปตัววีหรือคล้ายพระจันทร์เสี้ยว

  • ลำตัวสีน้ำตาลเข้มปนน้ำเงินดำ ท้องขาว

  • มีลายจุดขาวพาดขวางทั้งตัว ลวดลายแต่ละตัวไม่ซ้ำกัน จึงใช้จำแนกตัวบุคคลได้เหมือนลายนิ้วมือ

อาหาร

  • กินด้วยการอ้าปากกว้าง กรองน้ำผ่านซี่กรองบริเวณเหงือก

  • อาหารหลักคือแพลงก์ตอนสัตว์ ปลาขนาดเล็ก กุ้งตัวจิ๋ว และตัวอ่อนสัตว์ทะเลต่าง ๆ ใกล้ผิวน้ำ

ถิ่นอาศัยและการอพยพ

  • พบได้ทั้งกลางน้ำถึงผิวน้ำในทะเลเปิด

  • บางครั้งอาจหลงเข้ามาใกล้ชายฝั่งน้ำตื้น

  • เป็นปลาที่อพยพระยะทางไกลมากที่สุดชนิดหนึ่ง เคยบันทึกว่าบางตัวเดินทางได้กว่า 13,000 กิโลเมตร ใช้เวลามากกว่า 36 เดือน

การสืบพันธุ์

  • เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว แม่หนึ่งตัวอาจให้ลูกได้มากถึงราว 300 ตัวต่อการตั้งท้องหนึ่งครั้ง

ปัจจัยคุกคาม

  • การทำประมงและเครื่องมือประมง ทำให้ฉลามวาฬติดอวนหรือโดนเรือชน

  • ความนิยมดำน้ำตามหาฉลามวาฬ ทำให้มีเรือเข้าใกล้มากเกินไปและเพิ่มความเสี่ยงการชน

  • ปัญหาไมโครพลาสติกที่ปนในแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารหลัก

  • สารพิษสะสมจากไมโครพลาสติกอาจกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และสุขภาพโดยรวมของฉลามวาฬ

สถานภาพ

  • ในไทยจัดอยู่ในระดับ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)

สรุป: สัตว์ป่าสงวนไม่ใช่แค่ชื่อในกฎหมาย แต่คือสัญญาณเตือนของโลกธรรมชาติ

สัตว์ป่าสงวนทั้ง 21 ชนิด แทบทุกตัวอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง บางชนิดได้ สูญพันธุ์จากธรรมชาติไทยไปแล้ว สิ่งที่พวกมันเผชิญมีรูปแบบคล้ายกัน

  • ป่าและทะเลถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ผลิตของมนุษย์

  • ความเชื่อผิด ๆ ผลักให้เกิดการล่าทำยาและเครื่องราง

  • การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายยังคงมีอยู่

  • ภาวะโลกร้อนและมลพิษเร่งให้ระบบนิเวศเสื่อมลงเร็วขึ้น

การรู้จักสัตว์เหล่านี้อย่างลึกซึ้งไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูล แต่คือ จุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะทุกครั้งที่เราปกป้องป่า ทะเล และสัตว์ป่า เราไม่ได้ช่วยแค่สัตว์ชนิดหนึ่ง แต่กำลังช่วยทั้งระบบนิเวศที่เราเองก็พึ่งพาอยู่ทุกลมหายใจ